โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เทียบชัด! ทรัมป์ฟาดภาษี36% ไทยอยู่ตรงไหนเทียบคู่แข่ง?สินค้าไหนเจ็บสุด?

Amarin TV

เผยแพร่ 08 ก.ค. 2568 เวลา 09.31 น.
เทียบชัด! ทรัมป์ฟาดภาษี 36% ไทยอยู่ตรงไหนเทียบคู่แข่ง? สินค้าไหนเจ็บหนักสุด?

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เพิ่มแรงกดดันต่อกลุ่มประเทศคู่ค้าหลักของสหรัฐฯ โดยออกจดหมายถึงผู้นำประเทศต่าง ๆ รวม 14 ราย เพื่อแจ้งอัตราภาษีนำเข้าใหม่ ภายใต้กรอบมาตรการที่เรียกว่า “ภาษีตอบโต้ที่เป็นธรรม” หรือ reciprocal tariffs ขณะเดียวกัน ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร เพื่อขยายเส้นตายการบังคับใช้ภาษีดังกล่าวออกไปเป็นวันที่ 1 สิงหาคม ยกเว้นในกรณีของจีนซึ่งยังคงกำหนดเดิม

ในจดหมายแต่ละฉบับ ทรัมป์ระบุว่า อัตราภาษีใหม่นั้นมีการปรับเปลี่ยนจากระดับในเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยบางประเทศถูกปรับเพิ่ม ขณะที่บางประเทศได้รับการปรับลด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับอุปสรรคทางการค้าที่สหรัฐฯ มองว่าเป็นปัญหา รวมถึงความไม่สมดุลในดุลการค้าระหว่างกัน

แม้ทรัมป์จะระบุว่า เส้นตายใหม่วันที่ 1 สิงหาคมเป็นกำหนดที่ “ค่อนข้างแน่นอน” แต่ก็เปิดโอกาสสำหรับการเจรจา โดยกล่าวว่า “ถ้าพวกเขาโทรมาและเสนอแนวทางที่แตกต่าง เรายินดีรับฟัง”

ในกรณีของประเทศไทย อัตราภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ ใช้ยังคงอยู่ที่ 36% ซึ่งถือว่าสูงกว่าหลายประเทศในอาเซียนที่มีขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน เช่น เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

บทความนี้ SPOTLIGHT จะพาผู้อ่านไปสำรวจว่า ปัจจุบันไทยอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค และหากทีมเจรจาไทยไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อลดภาษีดังกล่าวลงได้ จะมีสินค้าใดบ้างที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรง

ไทยยังเจอภาษีสูง ชนะแค่สปป. ลาว และเมียนมาร์

ในการประกาศอัตราภาษีตอบโต้รอบล่าสุดของสหรัฐฯ ในวันนี้ แม้จะมีการประกาศปรับลดภาษีนำเข้าสำหรับหลายประเทศ แต่ประเทศไทยยังคงถูกจัดเก็บภาษีในอัตรา 36% ซึ่งนับว่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน โดยไทยมีอัตราภาษีที่สูงกว่าทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม และเหนือกว่าเพียงสองประเทศคือ สปป.ลาว และเมียนมาร์ ซึ่งยังคงเผชิญอัตราภาษีที่ระดับ 40%

รายงานระบุว่า ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นสองประเทศแรกที่ได้รับจดหมายจากสหรัฐฯ แจ้งอัตราภาษีนำเข้าใหม่ โดยทั้งสองประเทศจะต้องเผชิญกับอัตรา 25% เริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ ต่อมาประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศขยายการส่งจดหมายไปยังอีกหลายประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย คาซัคสถาน แอฟริกาใต้ เมียนมาร์ และลาว โดยกลุ่มนี้ถูกกำหนดอัตราภาษีไว้ในช่วงสูงสุดคือ 40%

ช่วงค่ำวันเดียวกัน ทรัมป์เปิดเผยว่าจดหมายอีก 7 ฉบับได้ถูกส่งถึงผู้นำของตูนิเซีย บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา อินโดนีเซีย บังกลาเทศ เซอร์เบีย กัมพูชา และประเทศไทย ทำให้ยอดรวมประเทศที่ได้รับจดหมายเพิ่มขึ้นเป็น 14 แห่งภายในวันเดียว

ในจดหมายที่ส่งไปยังแต่ละประเทศ ทรัมป์ระบุเหตุผลว่าประเทศเหล่านี้มีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง และสหรัฐฯ จำเป็นต้องใช้มาตรการภาษีนำเข้าเพื่อตอบโต้และปกป้องผลประโยชน์ของตน นอกจากนี้ยังมีการเชิญชวนให้บริษัทต่างชาติเหล่านี้ย้ายฐานการผลิตเข้าสู่สหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภาษีใหม่

การปรับขึ้นหรือลดอัตราภาษีนำเข้าครั้งนี้จะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 โดยเลื่อนออกไปจากกำหนดเดิมซึ่งอยู่ในวันที่ 9 กรกฎาคม การเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ครั้งนี้ถูกมองว่ามีนัยสำคัญต่อโครงสร้างการค้าโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียแปซิฟิก แอฟริกา และยุโรปตะวันออก ซึ่งหลายประเทศต้องเร่งพิจารณาจุดยืนของตนในการเจรจาการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ ในระยะถัดไป

สำหรับไทย แม้ไม่ได้ถูกปรับขึ้นภาษีเพิ่มเติมจากเดิม แต่อัตรา 36% ยังคงเป็นภาระที่สูงและอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยในตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเวียดนาม ซึ่งได้รับการลดภาษีลงเหลือเพียง 20% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา ขณะที่สหราชอาณาจักรได้รับการยกเว้นภาษีทั้งหมดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม

โดยสรุปแล้ว อัตราภาษีตอบโต้ใหม่ของ 14 ประเทศ ณ วันที่ 7 ก.ค. 2568 เรียงจากมากไปน้อย ได้แก่

  • จีน: ลดจาก 75% เมื่อ 2 เม.ย. 2025 ลง 24 จุด เหลือ 51% ณ วันที่ 7 ก.ค. 2568
  • ลาว: ลดจาก 48% ลง 8 จุด เหลือ 40%
  • เมียนมา: ลดจาก 44% ลง 4 จุด เหลือ 40%
  • กัมพูชา: ลดจาก 49% ลง 13 จุด เหลือ 36%
  • ไทย: คงที่ที่ 36% ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
  • บังกลาเทศ: ลดจาก 37% ลง 2 จุด เหลือ 35%
  • เซอร์เบีย: ลดจาก 37% ลง 2 จุด เหลือ 35%
  • อินโดนีเซีย: คงที่ที่ 32%
  • แอฟริกาใต้: คงที่ที่ 30%
  • บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา: ลดจาก 35% ลง 5 จุด เหลือ 30%
  • ญี่ปุ่น: เพิ่มจาก 24% ขึ้น 1 จุด เป็น 25%
  • มาเลเซีย: เพิ่มจาก 24% ขึ้น 1 จุด เป็น 25%
  • เกาหลีใต้: คงที่ที่ 25%
  • คาซัคสถาน: ลดจาก 27% ลง 2 จุด เหลือ 25%
  • ตูนิเซีย: ลดจาก 28% ลง 3 จุด เหลือ 25%

ด้านเวียดนาม แม้จะไม่ได้อยู่ในกลุ่ม 14 ประเทศหลักที่กล่าวถึงในจดหมายวันเดียวกัน แต่ได้รับการปรับลดจาก 46% เหลือ 20% (มีผลตั้งแต่ 4 ก.ค. 2025) ขณะที่สหราชอาณาจักร ได้รับการยกเว้นภาษีเหลือ 0% ตั้งแต่ 8 พ.ค. 2025

15 สินค้าไทยเสี่ยงกระทบหนัก หากยังคงภาษีนำเข้า 36% จากสหรัฐฯ

แม้รัฐบาลไทยและนายพิชัย ชุณหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะยังคงมั่นใจว่าไทยสามารถเจรจาลดอัตราภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ได้ก่อนเส้นตายวันที่ 1 สิงหาคมนี้ แต่หากการเจรจาไม่สำเร็จ หรือแม้ลดได้แต่ยังอยู่ในระดับสูงกว่าคู่แข่งอย่างเวียดนามหรือมาเลเซีย ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ก็อาจได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

สหรัฐฯ ถือเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย โดยในปี 2567 การส่งออกไปยังสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 18% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด หรือประมาณ 1.93 ล้านล้านบาท

ข้อมูลจากสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2568 ไทยส่งออกสินค้าสู่สหรัฐฯ รวมมูลค่า 909,483.59 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ 760,074.12 ล้านบาท โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้า 15 รายการหลักที่มีมูลค่าการส่งออกรวม 642,076.73 ล้านบาท หรือคิดเป็นกว่า 70% ของการส่งออกทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของการพึ่งพาสินค้าหลักไม่กี่ประเภท

หากอัตราภาษีนำเข้า 36% ยังมีผลบังคับใช้โดยไม่มีข้อยกเว้น สินค้าไทยในรายการต่อไปนี้มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะมีมูลค่าส่งออกไปสหรัฐฯ สูงที่สุด

  • เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ

ปี 2567: 370,752.14 ล้านบาท

ปี 2568 (ม.ค.-พ.ค.): 220,121.26 ล้านบาท

  • ผลิตภัณฑ์ยาง

ปี 2567: 157,841.01 ล้านบาท

ปี 2568(ม.ค.-พ.ค.): 66,704.85 ล้านบาท

  • เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ

ปี 2567: 162,967.31 ล้านบาท

ปี 2568(ม.ค.-พ.ค.): 60,423.33 ล้านบาท

  • อัญมณีและเครื่องประดับ

ปี 2567: 69,217.48 ล้านบาท

ปี 2568(ม.ค.-พ.ค.): 35,284.74 ล้านบาท

  • เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ

ปี 2567: 44,996.66 ล้านบาท

ปี 2568(ม.ค.-พ.ค.): 35,231.38 ล้านบาท

  • หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ

ปี 2567: 73,490.01 ล้านบาท

ปี 2568(ม.ค.-พ.ค.): 33,207.39 ล้านบาท

  • เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ

ปี 2567: 71,429.97 ล้านบาท

ปี 2568(ม.ค.-พ.ค.): 32,888.56 ล้านบาท

  • รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ

ปี 2567: 66,525.60 ล้านบาท

ปี 2568(ม.ค.-พ.ค.): 25,719.33 ล้านบาท

  • เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ

ปี 2567: 62,297.35 ล้านบาท

ปี 2568(ม.ค.-พ.ค.): 25,583.29 ล้านบาท

  • อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด

ปี 2567: 88,031.70 ล้านบาท

ปี 2568(ม.ค.-พ.ค.): 23,816.75 ล้านบาท

  • เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์เหล็ก

ปี 2567: 42,374.69 ล้านบาท

ปี 2568(ม.ค.-พ.ค.): 18,683.19 ล้านบาท

  • ผลิตภัณฑ์พลาสติก

ปี 2567: 37,536.10 ล้านบาท

ปี 2568(ม.ค.-พ.ค.): 18,555.01 ล้านบาท

  • แผงวงจรพิมพ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า

ปี 2567: 31,986.40 ล้านบาท

ปี 2568(ม.ค.-พ.ค.): 16,709.73 ล้านบาท

  • อาหารสัตว์เลี้ยง

ปี 2567: 30,670.43 ล้านบาท

ปี 2568(ม.ค.-พ.ค.): 14,724.83 ล้านบาท

  • สินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ

ปี 2567: 31,620.28 ล้านบาท

ปี 2568(ม.ค.-พ.ค.): 14,423.18 ล้านบาท

รวมมูลค่าการส่งออกจากทั้ง 15 รายการ

ปี 2567: 1,341,737.13 ล้านบาท

ปี 2568 (ม.ค.-พ.ค.): 642,076.73 ล้านบาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...