โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หากดีลภาษีทรัมป์ล่ม ผลกระทบคนไทย ใครเจ็บหนักสุด | ทางรอดประเทศคืออะไร?

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 08 ก.ค. 2568 เวลา 10.51 น.
วันนี้มีอะไรที่คนไทยต้องรู้บ้าง

การเจรจาภาษีทรัมป์กับสหรัฐฯ เกิดอะไรขึ้น ?
หลังเช้ามืด 8 ก.ค. ตามเวลาในประเทศไทย ข่าวที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศช็อก หลังเราเป็น 1 ใน 14 ประเทศแรกที่ได้รับจดหมายจากทำเนียบขาว เพื่อยืนยันในเรื่องอัตราภาษี ที่จะถูกเรียกเก็บในวันที่ 1 ส.ค. 36% มีความหมายนัยยะสำคัญว่า 14 ประเทศนี้
ควรเร่งไปเจรจา และ ยื่นเสนอดีลที่น่าสนใจกับสหรัฐอเมริกาให้มากกว่านี้
ถอด คีย์เวิรด จดหมายจากสหรัฐฯ มองไทยอย่างไร?
ถ้าเราเอาจดหมายทรัมป์มากางดู จะมีไฮไลท์ที่โอ๋คิดว่าน่าจะพอเป็น keywords ให้คนไทยเป็นภาพชัดขึ้นว่า เขามองไทยอย่างบ้าง

  • สหรัฐอเมริกา ต้องการจัดการปัญหาขาดดุลการค้ากับไทย ถือว่าอัตรา 36% นี้ยัง ต่ำกว่าระดับที่จำเป็น

  • แต่หากประเทศไทย เลือกที่จะมาตั้งฐานการผลิตสินค้าในสหรัฐ จะ ไม่ต้องเสียภาษีใดๆ สุดท้ายเขาย้ำความต้องการชัดเจนว่า

  • ยังหวังร่วมงานกับไทยในฐานะพันธมิตรทางการค้า หากไทย จะเปิดตลาดการค้าที่เคยปิดไว้ต่อสหรัฐฯ ยกเลิกนโยบายกำแพงภาษี และมาตรการกีดกันอื่นๆ เราอาจพิจารณาปรับเงื่อนไขอัตราภาษี สามารถปรับเพิ่มหรือลดได้ ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่าง 2เทศ (ซึ่งการจะลดการขาดดุลการค้า ทำได้ 2 วิธี สหรัฐจะลดการนำเข้าจากไทย หรือ ส่งออกมาไทยให้มากขึ้น)
    ข้อเสนอจากทีมไทยแลนด์ น่าสนใจแค่ไหน?
    เรื่องนี้ คุณพิชัย ชุณหวชิระ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
    เปิดเผยในรายการ กรรมกรข่าวคุยนอกจอว่า ที่ไทยได้อัตราภาษีนี้ในครั้งนี้ เป็นเพราะข้อเสนอล่าสุดของทีมไทย
    ยังส่งไม่ไปถึงฝ่ายบริหารเขาสวนทางกับหนังสือทรัมป์ จึงทำให้ไม่ทันการพิจารณาในครั้งนี้

ทำไม ไทยเราถึงได้อัตราภาษีที่ 36% มากกว่า ญี่ปุ่นเกาหลีใต้

  • สังเกตดูการจัดเรทภาษีสหรัฐ จะคิดลักษณะ เกาะกลุ่มแบ่งหมวดหมู่กัน

  • ประเทศเล็ก น้อย แล้ว 40+ ดึงลงมาเป็น 40 ประเทศไหนต่ำกว่า 40 มักจะอยู่เท่าเดิม

  • ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เขาจะเกาะกลุ่ม 25% คือ ประเทศที่ผลิตสินค้าไฮเทค ส่งไปจะได้เรทนี้

  • แต่ส่วนใหญ่ประเทศเราถูกมองว่า เป็นฐานการผลิตของประเทศอื่นๆ และส่งออกไปขายที่เขา เขาจึงคิดตัวเลขฐานภาษี คล้าย 40% ของเวียดนาม เพราะ เป็นสินค้า Transhipping

  • ตีความได้ว่า ประเทศไทยถูกเขามองว่าเป็นทางผ่านสินค้าจากประเทศที่สาม และ ไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐ อันดับ 10 จึงโดนกำแพงภาษีในเรทนี้

ขัอเสนอทีมไทยแลนด์ คือ

  • ลดภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ
    สินค้าที่จะลดภาษีการนำเข้าจากสหรัฐ อาจมีถึง 90% ของสินค้าที่นำเข้าทั้งหมด
    โดยอาจจะเหลือ 0% หรือใกล้เคียง ในเรทที่ประเทศคู่ค้าอื่นๆใน FTA เขาได้ลดอยู่แล้ว
    เนื่องจากที่ผ่านมาสหรัฐ ไม่ได้ทำข้อตกลงการค้าเสรีกับไทยไว้ เขาเลยได้รับในเรทอัตราที่สูง
    แต่ยังมีสินค้าอีก 10% ที่ไม่สามารถลดอัตราภาษีลงได้
    เนื่องจากต้องคำนึงถึงผู้ผลิตในประเทศ และ ผลกระทบต่อความได้เปรียบทางการค้ากับประเทศอื่นๆ เช่นเดียวกัน เราต้องรักษาสมดุลตรงจุดนี้ด้วย

  • เปิดตลาด (Market Access) ให้สินค้าสหรัฐฯ
    เข้ามาขายในไทยได้มากขึ้น

  • เร่งเพิ่มอัตราการนำเข้าสินค้ากับสหรัฐฯ แทน ประเทศอื่นๆ
    สินค้าที่นำเข้าอยู่แล้ว อาจจะต้องเปลี่ยนประเทศไปนำเข้าจากสหรัฐแทน นอกเหนือจาก เครื่องบินโบอิ้ง(ที่การบินไทยซื้อจบไปแล้ว 35 ลำ ไม่แน่ใจว่าจะมีสายการบินของไทย สายการบินไหนสนใจซื้ออีก) ซื้อน้ำมันและแก๊สจากสหรัฐ (จากปัจจุบันเรานำเข้าจากกลุ่ม OPEC เสียเป็นส่วนใหญ่) เพื่อช่วยลดการขาดดุลการค้าให้สหรัฐ เพื่อเร่งกลับมารักษาสมดุลการค้าให้สำเร็จภายใน 10 ปี (ตัวเลขนี้หลายฝ่ายบอกว่านานไป รัฐบาลอยู่แค่ 4 ปีเอง ) รมว.พิชัย เชื่อว่า อัตราภาษี ต้องปรับลงแน่นอน

ผลกระทบคนไทย เจออะไรบ้าง หากเจรจาไม่สำเร็จ
TNN online มีโอกาสสัมภาษณ์ รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช
นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และเศรษฐกิจอาเซียน
ทำไมไทย ปิดดีลไม่สำเร็จ

  • เราเริ่มต้นปิดดีล ช้า เวียดนามเป็นชาติแรกที่โทรไปเจรจากับสหรัฐฯเลยจบดีลไปก่อน

  • แนวทางไม่ถูกใจสหรัฐ เพราะ ไทยใช้แนวทาง Win-Win ขณะที่สหรัฐฯ ใช้ทฤษฎี "คนบ้า" คือไม่แคร์ว่าใครจะเสียหาย ขอแค่ตัวเองได้เปรียบ

  • ในสถานการณ์นี้ ไทยควรเปลี่ยนแนว คือ ทำยังไงก็ได้ ให้เขารู้สึกว่า เขาชนะ และ เราเสียน้อยสุด

5 ผลกระทบโดยตรงต่อคนไทย ถ้าโดนภาษี 36% จริง

  • SME สินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบ
    รายได้หาย ยอดสั่งซื้อลด แข่งขันกับเจ้าอื่นไม่ได้ เพราะราคาแพงขึ้น มี 2 กลุ่ม

📦 กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม (ประมาณ 80% ของการส่งออกไปสหรัฐฯ)

  • ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์กระทบแน่นอน เพราะสหรัฐฯ เป็นตลาดใหญ่ และมีคู่แข่งเพียบ

  • ชิ้นส่วนยานยนต์และอะไหล่

  • อุตสาหกรรม ชิ้นส่วนเครื่องบิน

  • เครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า

  • ผลิตภัณฑ์ยาง ยางรถ ถุงมือยาง

🌾 กลุ่มสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป (ประมาณ 20% ของการส่งออกไปสหรัฐฯ)

กลุ่มนี้จะโดนผลกระทบ “เชิงสังคม” ด้วย เพราะเกี่ยวพันกับเกษตกร
ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของประเทศไทย

  • ผลิตภัณฑ์ยางพารา (Natural Rubber)

  • น้ำมันปาล์ม และพืชน้ำมัน

  • ผลไม้สดและแปรรูป

  • เนื้อสัตว์และอาหารทะเลแปรรูป

  • แรงงานไทยก็เสี่ยง ตกงานเพิ่ม
    เพราะโรงงานต้องลดกำลังผลิต ลดคน หรือย้ายฐานการผลิต

  • นักลงทุนใหม่ไม่มา - ฐานการผลิตเก่าย้ายหนี:
    ต่างชาติที่เคยคิดจะลงทุนในไทย อาจเปลี่ยนใจไปเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย
    ฐานการผลิตเดิมก็อาจย้ายออก ประเทศไทยจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

  • เศรษฐกิจชะลอตัว:
    เม็ดเงินจากการส่งออกลดลง รายได้หาย คนตกงาน กำลังซื้อภายในประเทศก็จะลดตามไปด้วย ซ้ำเติมฉุด GDP อาจเหลือไม่ถึง 1-1.2% หรือแย่กว่านั้น
    อาจารย์ แนะ 2 เรื่องเร่งด่วน เป็นวาระแห่งชาติ

  • กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ: เพื่อให้เศรษฐกิจไม่ชะลอตัวจนต่ำกว่า 1-1.2%

  • เยียวยาภาคการผลิต: โดยเฉพาะอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ที่จะได้รับผลกระทบและแข่งขันไม่ได้กับคู่แข่งอย่างเวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

สิ่งที่ไทยควรทำ

  • ยอมรับภาษี 36% และ เร่งเจรจาให้ลดลง

  • เปิดตลาด 0% แค่บางรายการ ที่ไม่กระทบอุตสาหกรรมในประเทศ (สิ่งเดียวมั้งกับที่ท่านพิชัยกำลังทำ)

  • เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ลดการพึ่งพาการส่งออกอย่างเดียว (แสดงว่าคุณพิชัยก็มาถูกทางละ แต่อยู่ที่ว่า จะทำได้ไหม ทำอย่างไร?)

คนไทยควรรับมือยังไง?

  • กอดงานให้มั่น มีงานประจำช่วงนี้ ปลอดภัยสุด

  • หมวดส่งออกที่บอกไป เตรียมหางานสำรอง ถ้าเกิดเหตุไม่คาด

  • เก็บเงิน 3-6 เดือนสำรองไว้ งดใช้จ่าย 7 7 เพิ่งผ่านไป ลดช้อปได้ ลดนะ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...