โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เทียบดีลภาษีสหรัฐฯ ไทย-เวียดนาม ใครเจ็บ ใครได้เปรียบ เกมการค้าทรัมป์

Thaiger

อัพเดต 08 ก.ค. 2568 เวลา 11.00 น. • เผยแพร่ 08 ก.ค. 2568 เวลา 04.20 น. • Thaiger ข่าวไทย

ไทยเผชิญภาษีสหรัฐฯ สูง 36% ขณะที่เวียดนามเจรจาลดเหลือ 20% สำเร็จด้วยกลยุทธ์ลดภาษีนำเข้า และร่วมมือแก้ปัญหา ทางผ่านสินค้าจีน แสดงความแตกต่างของผลลัพธ์การเจรจาระหว่างสองประเทศ

จากกรณีที่ไทยต้องเผชิญกับกำแพงภาษีในอัตราสูงถึง 36% หลังทรัมป์ได้ส่งจดหมายมายังประเทศไทย และจะมีผลในวันที่ 1 สิงหาคม นี้นั้น ซึ่งถือว่าการเจรจาของทีมไทยแลนด์นั้น ยังไม่ประสบความสำเร็จ ในขณะที่เวียดนาม เป็นเพียงประเทศเดียวในอาเซียนที่สามารถเจรจาลดภาษีจาก 46% เหลืออยู่ 20% ได้สำเร็จ ด้วยการลดอัตราภาษีนำเข้าเหลือ 0% ส่วนไทยไม่ได้มีรายละเอียดใด ๆ ออกมา มีเพียงแต่ตั้งเป้าให้เหลือ 10-20% ให้ได้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รับฟังระหว่างการประชุมกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอล ในห้องสีน้ำเงินของทำเนียบขาว เมื่อวันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม 2025 ในกรุงวอชิงตัน (ภาพเอพี/อเล็กซ์ แบรนดอน)

ข้อตกลงเจรจาภาษีสหรัฐฯ ของไทย

สำหรับการเจรจาครั้งล่าสุดนั้น นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า “ทีมประเทศไทย” ได้มีการปรับปรุงและยื่นข้อเสนอฉบับใหม่ไปให้ทางสหรัฐฯ พิจารณาแล้วก่อนถึงเส้นตายวันที่ 9 กรกฎาคม ซึ่งข้อเสนอใหม่นี้มีไฮไลต์สำคัญคือการเสนอ ลดอัตราภาษีนำเข้าเหลือ 0% ให้กับสินค้าจากสหรัฐฯ ในหลายรายการ แต่ข้อเสนอก่อนหน้านี้ ไม่ได้มีการเปิดเผยว่าเป็นอย่างไร

จากข้อเสนอใหม่ระบุว่า มีการให้ความสำคัญกับ 2 เรื่องหลัก คือ การสร้างสมดุลทางการค้า กับสหรัฐฯ ให้เร็วขึ้น และ การเปิดทางการค้าขาย เพื่อเพิ่มปริมาณการค้าระหว่างกัน โดยมีแนวทางนอกเหนือจากการลดภาษี เช่น การเสนอที่จะซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ มากขึ้น และการส่งเสริมการลงทุนระหว่างกัน นอกจากนี้ยังมีการเสนอแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff barriers) ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่ทำให้สินค้าเข้าสู่ตลาดได้ยากแม้ภาษีจะต่ำ

ข้อตกลงเจรจาภาษีสหรัฐฯ ของเวียดนาม

เวียดนามต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลจากรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ได้ประกาศว่าจะใช้มาตรการทางภาษีอย่างรุนแรง โดยมีสาเหตุมาจากข้อกล่าวหาหลายประการ ทั้งการที่เวียดนามเป็นประเทศที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ ในระดับสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และที่สำคัญคือข้อกล่าวหาเรื่องการเป็น ทางผ่านให้กับสินค้าจากจีนเพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีที่สหรัฐฯ ตั้งไว้กับจีนโดยตรง ข้อกล่าวหาเหล่านี้ทำให้สหรัฐฯ เคยพิจารณาที่จะเรียกเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ในอัตราสูงถึง 46% ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจเวียดนามที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก

ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลเวียดนามได้เดินเกมการทูตและการเจรจาอย่างหนักในทุกระดับ โดยชูจุดเด่นของตนเองในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เพื่อเป็นเครื่องมือในการต่อรอง พร้อมทั้งแสดงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาการลักลอบส่งผ่านสินค้าจากจีน โดยมีรายงานว่าข้อตกลงใหม่นี้ได้รวมถึงการที่เวียดนามจะให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการตรวจสอบและเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น (อาจถึง 40%) กับสินค้าต้องสงสัยที่มาจากจีนด้วย

การที่เวียดนามสามารถเจรจาลดภาษีลงมาเหลือ 20% ได้นั้น ถือเป็นสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ (Win-Win Situation)

สำหรับเวียดนาม แม้จะต้องยอมรับอัตราภาษี 20% ซึ่งสูงกว่าในอดีต แต่ก็ยังดีกว่าการเผชิญกับอัตรา 46% สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการได้รับความชัดเจน ซึ่งทำให้นักลงทุนและผู้ประกอบการสามารถวางแผนธุรกิจต่อไปได้ และยังช่วยกระตุ้นให้ GDP ของเวียดนามในปีนี้เติบโตได้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

ส่วนสหรัฐอเมริกา สามารถบรรลุเป้าหมายในการสร้างรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้น สินค้าจากสหรัฐฯ สามารถเข้าตลาดเวียดนามได้โดยไม่เสียภาษี และที่สำคัญคือสามารถดึงเวียดนามเข้ามาเป็นพันธมิตรในการปิดช่องทางการหลีกเลี่ยงภาษีของจีนได้สำเร็จ

ข้อตกลงนี้จะยิ่งส่งเสริมให้เวียดนามกลายเป็นฐานการผลิตที่น่าดึงดูดสำหรับบริษัทต่างชาติที่ต้องการย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศจีน (Supply Chain Diversification) และจะยิ่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเวียดนามในสินค้าสำคัญ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเป็นสินค้าประเภทเดียวกับที่ประเทศไทยส่งออกไปแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ เช่นกัน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...