รู้จัก 'ความย้อนแย้งของความส่วนตัว' เมื่อคนไทยติดมือถือมากสุดในอาเซียน
เทเลอนอร์ เอเชีย เผยรายงานคนไทยติดมือถือเฉลี่ยสูงสุดในอาเซียน เผชิญความเสี่ยง Privacy Paradox อัตราการปรับใช้เอไอในการทำงานต่ำกว่ามาเลย์ อินโดฯ เหตุผวาถูกแย่งงาน
นางสาวมานิช่า โดกรา รองประธานอาวุโส ฝ่ายสื่อสารองค์กรและความยั่งยืนของ เทเลนอร์ เอเชีย เจ้าของเดิมของ DTAC ปัจจุบันเป็นผู้ถือหุ้นร่วมกับกลุ่มซีพีใน True Corporation ได้เปิดเผยรายงาน Digital Lives Decoded 2024″ ของประเทศไทย ซึ่งมีข้อมูลเชิงลึกสำคัญเกี่ยวกับพฤติกรรมและทัศนคติด้านดิจิทัลของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย
รายงานระบุว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตโดยเฉลี่ยแล้ว คนไทยใช้เวลาออนไลน์เกือบ 5 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อยู่ที่ 4 ชั่วโมง 35 นาที
คนไทยในรุ่น Gen Z ใช้งานสูงถึง 5.42 ชม.ต่อวัน GenY 5.12 ชม.ต่อวัน GenX 4.28 ชม.ต่อวัน และรุ่น Baby Boomer 3.49 ชม.ต่อวัน
โดยสมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือหลักในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตกว่า 99%
ขณะที่ประเทศอื่นอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์นิยมเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์อื่น เช่น คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและแล็บทอป
ด้วยคนไทยมีความนิยมใช้งานอินเทอร์เน็ต 3 ลำดับแรก คือ 1.เพื่อติดต่อสื่อสารสร้างความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวเพื่อนฝูง 2.เพื่อเข้าถึงบริการข้อมูลข่าวสาร และ 3.เพื่อเข้าถึงบริการทางการเงิน
การใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างยาวนานในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และบริการทางการเงิน ทำให้การวิจัยพบภาวะที่เรียกว่า “ความย้อนแย้งของความเป็นส่วนตัว” หรือ Privacy Paradox
Privacy Paradox
ภาวะความย้อนแย้งเรื่อง Privacy เดิมทีเป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่อธิบายถึงความแตกต่างระหว่างความกังวลที่แสดงออกมาจากการใช้งานอินเทอร์เน็ต และพฤติกรรมจริงของผู้ใช้เมื่อพูดถึงความเป็นส่วนตัว
กล่าวคือ แม้มีความกังวลเรื่องข้อมูลส่วนตัวจะถูกนำไปใช้งานเพื่อการอื่น แต่ก็ยังปล่อยให้บริษัทออนไลน์เก็บรวบรวมและเข้าถึง Privacy ขณะเดียวกัน หากไม่ให้เข้าถึง Privacy ก็ไม่สามารถใช้บริการออนไลน์ได้
ดังนั้น เมื่ออัตราการใช้งานอินเทอร์เน็ตสูง ความกังวลก็สูง แต่ความเป็นส่วนตัวลดลง
รายงานระบุว่า ผู้คนสามในสี่ของกลุ่มตัวอย่างประเทศไทย รู้สึกว่าตนเองไม่สามารถควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของตนทางออนไลน์ได้ ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (โดยอยู่ที่ร้อยละ 68)
การหลอกลวงทางการเงินและการขโมยข้อมูลส่วนตัวยังเป็นปัญหาสำคัญอันดับต้น ๆ ในประเทศไทย โดยอย่างน้อย 1 ใน 2 ของกลุ่มคนยังกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งนี้ทั้งนั้น ประชาชนในประเทศไทยยังคงมั่นใจในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของตนทางออนไลน์ และมีแนวโน้มน้อยที่สุดที่จะกังวลเกี่ยวกับวิธีที่บริษัทต่าง ๆ ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของตนเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคนี้
อัตราของประชากรไทยนั้นมีค่อนข้างสูงที่เชื่อใจเว็บไซต์ที่ตนใช้งานในแง่ของการที่เว็บไซต์เหล่านั้นจะสามารถปกป้องความเป็นส่วนตัวของพวกเขาได้ (โดยมีมากถึงกว่าร้อยละ 38 เทียบกับเพียงร้อยละ 21 ในประเทศสิงคโปร์) และมีแนวโน้มที่จะอนุญาตให้บริษัทเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเขาเพื่อแลกกับข้อเสนอและบริการส่วนบุคคล (6 ใน 10 เทียบกับประเทศมาเลเซีย และ 5 ใน 10 เทียบกับประเทศสิงคโปร์) สิ่งเหล่านี้เน้นย้ำถึงความย้อนแย้งในด้านของความเป็นส่วนตัวทั่วไป
ดังนั้น ความย้อนแย้งคือ ในขณะที่ผู้คนในประเทศไทยกำลังแสดงความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว แต่พวกเขาไม่ยอมที่จะละทิ้งความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน โดยที่ยอมจำนนต่อการเสียความเป็นส่วนตัวบางส่วน
เชื่อมั่นในเอไอสูง แต่นำไปใช้งานต่ำ
ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวไทยเกือบครึ่งหนึ่งกล่าวว่า AI เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่พวกเขาตื่นเต้นมากที่สุด ที่น่าสนใจคือ คนรุ่นเก่า (Gen X และ Baby Boomers) แสดงความตื่นเต้นเกี่ยวกับ AI มากกว่าคน Gen Z และ Millennials
การตื่นตัวของคนต่อ AI ในประเทศไทยนั้นชัดเจนอย่างมาก โดยผู้ตอบแบบสอบถามกว่าร้อยละ 77 ใช้เครื่องมือ AI อยู่แล้ว ในแง่ของการใช้งาน AI เพื่อความบันเทิงเป็นอีกหนึ่งด้านที่ผู้คนให้ความสำคัญ โดยมากกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามใช้ AI สำหรับโซเชียลมีเดีย และเกือบร้อยละ 40 มีส่วนร่วมกับ AI บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง แม้ว่าร้อยละ 85 เชื่อว่า AI จะส่งผลดีต่อการศึกษาในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสมากมายของ AI มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมากในที่ทำงาน แต่ยังไม่ได้มีการค้นพบวิธีปรับใช้อย่างที่เป็นรูปธรรมมากนัก
ปัจจุบันประเทศไทยยังตามหลังตลาดอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการใช้เครื่องมือ AI ในสถานที่ทำงาน โดยมีอัตราเพียง 1 ใน 5 หรือ 21% ของกลุ่มตัวอย่างเท่านั้นที่ใช้ AI เพื่อการทำงาน
เมื่อเทียบกับประเทศมาเลเซีย 37% และสิงคโปร์ 38% ของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ AI ในการทำงาน
โดยผู้ที่ใช้ AI เพื่อทำงานนั้นมีแนวโน้มสูงกว่าผู้ที่ไม่เชื่อว่า AI จะส่งผลบวกต่อความมั่นคงในการทำงานถึงร้อยละ 13 นอกจากนี้ พวกเขายังมีแนวโน้มสูงกว่าร้อยละ 43 ที่จะเชื่อถือในข้อมูลที่สร้างโดย AI โดยเฉพาะจากแชตบอตของ AI อีกด้วย
แม้มีปัจจัยบวกเกี่ยวกับความเชื่อมั่นใน AI แต่ก็มีมุมมองด้านลบมี่อาจเป็นอุปสรรคต่อการใช้งานอยู่มากในเรื่องของวัฒนธรรมการทำงาน
รายงานพบว่า มุมมองลบคือ 1.ความหวาดกลัวว่าจะโดนแย่งงาน (Fear of Job Displacement) 2.ความล้าหลังของการรับรู้ (Lack of Awareness) 3.ทักษะไม่มี (Skill Mismatch) และ 4.วัฒนธรรมการทำงานไม่เอื้อ (Cultural Factors)
กล่าวคือ เมื่อมีทัศนคติว่าเอไอจะมาแทนที่ ไม่ว่าจะมาช่วยงาน ทำให้ผู้คนมองว่าคนที่ใช้เอไอทำงาน ซึ่งอาจลดเวลางานได้ถึง 40% เป็นคน “ขี้โกง” ส่งผลให้มีการไม่ส่งเสริมวัฒนธรรมการใช้งานเอไอ ไม่ส่งเสริมการรีสกิล กลายเป็นตัวฉุดรั้งไม่ให้มีการปรับใช้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รู้จัก ‘ความย้อนแย้งของความส่วนตัว’ เมื่อคนไทยติดมือถือมากสุดในอาเซียน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net