โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

รู้จัก 'ความย้อนแย้งของความส่วนตัว' เมื่อคนไทยติดมือถือมากสุดในอาเซียน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 ม.ค. 2568 เวลา 04.20 น. • เผยแพร่ 22 ม.ค. 2568 เวลา 02.25 น.

เทเลอนอร์ เอเชีย เผยรายงานคนไทยติดมือถือเฉลี่ยสูงสุดในอาเซียน เผชิญความเสี่ยง Privacy Paradox อัตราการปรับใช้เอไอในการทำงานต่ำกว่ามาเลย์ อินโดฯ เหตุผวาถูกแย่งงาน

นางสาวมานิช่า โดกรา รองประธานอาวุโส ฝ่ายสื่อสารองค์กรและความยั่งยืนของ เทเลนอร์ เอเชีย เจ้าของเดิมของ DTAC ปัจจุบันเป็นผู้ถือหุ้นร่วมกับกลุ่มซีพีใน True Corporation ได้เปิดเผยรายงาน Digital Lives Decoded 2024″ ของประเทศไทย ซึ่งมีข้อมูลเชิงลึกสำคัญเกี่ยวกับพฤติกรรมและทัศนคติด้านดิจิทัลของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย

รายงานระบุว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตโดยเฉลี่ยแล้ว คนไทยใช้เวลาออนไลน์เกือบ 5 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อยู่ที่ 4 ชั่วโมง 35 นาที

คนไทยในรุ่น Gen Z ใช้งานสูงถึง 5.42 ชม.ต่อวัน GenY 5.12 ชม.ต่อวัน GenX 4.28 ชม.ต่อวัน และรุ่น Baby Boomer 3.49 ชม.ต่อวัน

โดยสมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือหลักในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตกว่า 99%

ขณะที่ประเทศอื่นอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์นิยมเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์อื่น เช่น คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและแล็บทอป

ด้วยคนไทยมีความนิยมใช้งานอินเทอร์เน็ต 3 ลำดับแรก คือ 1.เพื่อติดต่อสื่อสารสร้างความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวเพื่อนฝูง 2.เพื่อเข้าถึงบริการข้อมูลข่าวสาร และ 3.เพื่อเข้าถึงบริการทางการเงิน

การใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างยาวนานในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และบริการทางการเงิน ทำให้การวิจัยพบภาวะที่เรียกว่า “ความย้อนแย้งของความเป็นส่วนตัว” หรือ Privacy Paradox

Privacy Paradox

ภาวะความย้อนแย้งเรื่อง Privacy เดิมทีเป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่อธิบายถึงความแตกต่างระหว่างความกังวลที่แสดงออกมาจากการใช้งานอินเทอร์เน็ต และพฤติกรรมจริงของผู้ใช้เมื่อพูดถึงความเป็นส่วนตัว

กล่าวคือ แม้มีความกังวลเรื่องข้อมูลส่วนตัวจะถูกนำไปใช้งานเพื่อการอื่น แต่ก็ยังปล่อยให้บริษัทออนไลน์เก็บรวบรวมและเข้าถึง Privacy ขณะเดียวกัน หากไม่ให้เข้าถึง Privacy ก็ไม่สามารถใช้บริการออนไลน์ได้

ดังนั้น เมื่ออัตราการใช้งานอินเทอร์เน็ตสูง ความกังวลก็สูง แต่ความเป็นส่วนตัวลดลง

รายงานระบุว่า ผู้คนสามในสี่ของกลุ่มตัวอย่างประเทศไทย รู้สึกว่าตนเองไม่สามารถควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของตนทางออนไลน์ได้ ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (โดยอยู่ที่ร้อยละ 68)

การหลอกลวงทางการเงินและการขโมยข้อมูลส่วนตัวยังเป็นปัญหาสำคัญอันดับต้น ๆ ในประเทศไทย โดยอย่างน้อย 1 ใน 2 ของกลุ่มคนยังกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งนี้ทั้งนั้น ประชาชนในประเทศไทยยังคงมั่นใจในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของตนทางออนไลน์ และมีแนวโน้มน้อยที่สุดที่จะกังวลเกี่ยวกับวิธีที่บริษัทต่าง ๆ ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของตนเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคนี้

อัตราของประชากรไทยนั้นมีค่อนข้างสูงที่เชื่อใจเว็บไซต์ที่ตนใช้งานในแง่ของการที่เว็บไซต์เหล่านั้นจะสามารถปกป้องความเป็นส่วนตัวของพวกเขาได้ (โดยมีมากถึงกว่าร้อยละ 38 เทียบกับเพียงร้อยละ 21 ในประเทศสิงคโปร์) และมีแนวโน้มที่จะอนุญาตให้บริษัทเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเขาเพื่อแลกกับข้อเสนอและบริการส่วนบุคคล (6 ใน 10 เทียบกับประเทศมาเลเซีย และ 5 ใน 10 เทียบกับประเทศสิงคโปร์) สิ่งเหล่านี้เน้นย้ำถึงความย้อนแย้งในด้านของความเป็นส่วนตัวทั่วไป

ดังนั้น ความย้อนแย้งคือ ในขณะที่ผู้คนในประเทศไทยกำลังแสดงความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว แต่พวกเขาไม่ยอมที่จะละทิ้งความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน โดยที่ยอมจำนนต่อการเสียความเป็นส่วนตัวบางส่วน

เชื่อมั่นในเอไอสูง แต่นำไปใช้งานต่ำ

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวไทยเกือบครึ่งหนึ่งกล่าวว่า AI เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่พวกเขาตื่นเต้นมากที่สุด ที่น่าสนใจคือ คนรุ่นเก่า (Gen X และ Baby Boomers) แสดงความตื่นเต้นเกี่ยวกับ AI มากกว่าคน Gen Z และ Millennials

การตื่นตัวของคนต่อ AI ในประเทศไทยนั้นชัดเจนอย่างมาก โดยผู้ตอบแบบสอบถามกว่าร้อยละ 77 ใช้เครื่องมือ AI อยู่แล้ว ในแง่ของการใช้งาน AI เพื่อความบันเทิงเป็นอีกหนึ่งด้านที่ผู้คนให้ความสำคัญ โดยมากกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามใช้ AI สำหรับโซเชียลมีเดีย และเกือบร้อยละ 40 มีส่วนร่วมกับ AI บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง แม้ว่าร้อยละ 85 เชื่อว่า AI จะส่งผลดีต่อการศึกษาในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสมากมายของ AI มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมากในที่ทำงาน แต่ยังไม่ได้มีการค้นพบวิธีปรับใช้อย่างที่เป็นรูปธรรมมากนัก

ปัจจุบันประเทศไทยยังตามหลังตลาดอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการใช้เครื่องมือ AI ในสถานที่ทำงาน โดยมีอัตราเพียง 1 ใน 5 หรือ 21% ของกลุ่มตัวอย่างเท่านั้นที่ใช้ AI เพื่อการทำงาน

เมื่อเทียบกับประเทศมาเลเซีย 37% และสิงคโปร์ 38% ของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ AI ในการทำงาน

โดยผู้ที่ใช้ AI เพื่อทำงานนั้นมีแนวโน้มสูงกว่าผู้ที่ไม่เชื่อว่า AI จะส่งผลบวกต่อความมั่นคงในการทำงานถึงร้อยละ 13 นอกจากนี้ พวกเขายังมีแนวโน้มสูงกว่าร้อยละ 43 ที่จะเชื่อถือในข้อมูลที่สร้างโดย AI โดยเฉพาะจากแชตบอตของ AI อีกด้วย

แม้มีปัจจัยบวกเกี่ยวกับความเชื่อมั่นใน AI แต่ก็มีมุมมองด้านลบมี่อาจเป็นอุปสรรคต่อการใช้งานอยู่มากในเรื่องของวัฒนธรรมการทำงาน

รายงานพบว่า มุมมองลบคือ 1.ความหวาดกลัวว่าจะโดนแย่งงาน (Fear of Job Displacement) 2.ความล้าหลังของการรับรู้ (Lack of Awareness) 3.ทักษะไม่มี (Skill Mismatch) และ 4.วัฒนธรรมการทำงานไม่เอื้อ (Cultural Factors)

กล่าวคือ เมื่อมีทัศนคติว่าเอไอจะมาแทนที่ ไม่ว่าจะมาช่วยงาน ทำให้ผู้คนมองว่าคนที่ใช้เอไอทำงาน ซึ่งอาจลดเวลางานได้ถึง 40% เป็นคน “ขี้โกง” ส่งผลให้มีการไม่ส่งเสริมวัฒนธรรมการใช้งานเอไอ ไม่ส่งเสริมการรีสกิล กลายเป็นตัวฉุดรั้งไม่ให้มีการปรับใช้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รู้จัก ‘ความย้อนแย้งของความส่วนตัว’ เมื่อคนไทยติดมือถือมากสุดในอาเซียน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...