โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“การบินไทย” สยายปีกสู่ยุคใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

Wealthy Thai

อัพเดต 27 เม.ย. 2568 เวลา 11.57 น. • เผยแพร่ 04 ธ.ค. 2567 เวลา 03.07 น.

หลังจากที่ “การบินไทย” ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ทำให้ต้องยื่นขอเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการในปี 2563 ตลอด 4ปีที่ผ่านมา การบินไทยดำเนินการเปลี่ยนแปลงองค์กรครั้งสำคัญในหลายด้าน ซึ่งรวมด้วยการปรับโครงสร้างองค์กรในรูปแบบเอกชน การปรับฝูงบินและบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ ตลอดจนดำเนินการตามแผนการปรับโครงสร้างทุนเพื่อให้กลับมาเป็นบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันได้อีกครั้ง เพื่อให้สามารถออกจากกระบวนการฟื้นฟูกิจการภายในไตรมาส 2 ปี 2568
โดยความคืบหน้าล่าสุด การบินไทย ประสบความสำเร็จในกระบวนการแปลงหนี้เป็นทุนตามแผนฟื้นฟูกิจการ โดยมีเจ้าหนี้แสดงเจตนาแปลงหนี้เป็นทุนเพิ่มเติมเกินกว่า 3เท่าของจำนวนหุ้นที่มีรองรับตามแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ส่วนของผู้ถือหุ้นในงบการเงินเฉพาะกิจการของการบินไทยกลายเป็นบวกภายในสิ้นปีนี้ อันเป็นการบรรลุหนึ่งในเงื่อนไขในการยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ และตอนนี้การบินไทยพร้อมแล้วที่จะเข้าสู่โค้งสุดท้ายของกระบวนการปรับโครงสร้างทุนผ่านการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ ผู้ถือหุ้นเดิมก่อนการปรับโครงสร้างทุน พนักงานของบริษัทฯ และบุคคลในวงจำกัด (Private Placement) ตามลำดับภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการในส่วนถัดไป ซึ่งรายละเอียดจะเป็นอย่างไร Wealthy Thai จะพาไปหาคำตอบ

การบินไทย กับ ปัญหาที่ต้องเผชิญ

แต่ก่อนไปดูรายละเอียดการแปลงหนี้เป็นทุนและการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน Wealthy Thai ขอพานักลงทุนมาดูการเปลี่ยนแปลงของการบินไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือที่เราเรียกกันทั่วไปว่า "การบินไทย" (Thai Airways International)เป็นสายการบินแห่งชาติที่ให้บริการเต็มรูปแบบ (Full Service Airline)ครอบคลุมเส้นทางบินทั้งในและต่างประเทศ โดยมีชื่อเสียงในฐานะสายการบินที่ให้บริการระดับพรีเมียมและมีคุณภาพสูง พร้อมด้วยเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่โดดเด่น
นอกจากนี้ การบินไทยยังเป็นสมาชิกของพันธมิตรสายการบิน Star Alliance ซึ่งช่วยให้ผู้โดยสารสามารถเชื่อมต่อเที่ยวบินไปยังจุดหมายปลายทางต่างๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้น
โดยก่อนเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู การบินไทยต้องเผชิญปัญหาหนี้สินสะสมที่สูงกว่า 240,000ล้านบาท ซึ่งมีสาเหตุมาจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูง ความสามารถในการแข่งขันลดลง และการบริหารงานที่ไม่คล่องตัว ด้วยภาระหนี้สินจำนวนมาก เมื่อรวมกับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19ทำให้การบินไทยต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการเพื่อปรับปรุงโครงสร้างทางธุรกิจและการเงิน

การปรับเปลี่ยนเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง

ภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการที่ได้รับการอนุมัติจากศาลล้มละลายกลางในปี 2564 การบินไทยได้ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยดำเนินการหลายด้านอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความยั่งยืนและความคล่องตัวให้กับองค์กร ประกอบด้วย

  • ลดค่าใช้จ่ายและปรับโครงสร้างองค์กร ลดจำนวนพนักงานและปรับสิทธิประโยชน์

  • การปรับปรุงประสิทธิภาพฝูงบิน การเข้าทำข้อตกลงในการจัดหาเครื่องบินใหม่ในอนาคต เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์การบินแบบ Network Airline โดยคาดว่าจะมีจำนวนทั้งสิ้น 150ลำ ในปี 2576เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตในอนาคต และวางแผนลดจำนวนแผนเครื่องบินจาก 8แบบเหลือ 4แบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุน เช่น ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา เป็นต้น

  • เน้นช่องทางการขายตรงมากขึ้นจาก 25%ปี 2562เป็น 33%ในปี 2566ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น แอปพลิเคชัน THAI Mobile ที่ช่วยให้ผู้โดยสารจัดการการเดินทางได้สะดวกยิ่งขึ้น ทั้งการจองตั๋ว เช็คอิน และติดตามเที่ยวบิน ส่งผลให้ได้ margin ในการขายที่ดีขึ้น โดยในอนาคต บริษัทฯคาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนช่องทางการขายตรงให้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

  • การปรับโครงสร้างหนี้ การบินไทยได้เจรจาเงื่อนไขกับเจ้าหนี้เพื่อยืดระยะเวลาะการชำระหนี้และปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบริษัท โดยไม่มีการตัดหนี้เงินต้น (Hair Cut)

ข้อดีของการเป็นบริษัทเอกชน

นอกจากการปรับโครงสร้างจะช่วยเสริมศักยภาพการดำเนินงานให้กับการบินไทยแล้ว การเปลี่ยนผ่านจากรัฐวิสาหกิจสู่บริษัทเอกชนยังทำให้การบินไทยดำเนินธุรกิจได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น เนื่องจากไม่มีข้อจำกัดด้านกฎระเบียบที่ซับซ้อน ช่วยให้บริษัทสามารถปรับตัวได้รวดเร็ว ลดค่าใช้จ่ายและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เปิดโอกาสให้ผู้บริหารตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกทั้งการบริหารจัดการที่โปร่งใสขึ้นยังช่วยให้บริษัทสามารถคัดเลือกบุคลากรที่มีความสามารถได้โดยไม่มีการแทรกแซงจากการเมือง ทำให้การบินไทยมีความพร้อมในการดำเนินงานตามเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้น และสามารถดึงดูดการลงทุนจากพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างเต็มที่

ศักยภาพการดำเนินงานดีขึ้น

นับว่าแผนการปรับโครงสร้างองค์กรและปรับปรุงระบบการบริหารประสบความสำเร็จ สะท้อนจากผลประกอบการที่มีทิศทางเป็นผลบวก โดยการบินไทยสามารถทำ EBITDA สูงถึง 51,600 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิในปี 2566ได้สูงถึง 28,123ล้านบาท ซึ่งถือเป็นกำไรสูงสุดในประวัติศาสตร์ แสดงให้เห็นว่ามาตรการต่างๆ ที่ดำเนินการภายใต้แผนฟื้นฟูนั้นได้ผลดี ทำให้การบินไทยมีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนและมีรายได้ที่มั่นคง โดยสำหรับผลประกอบการ 9เดือนสิ้นสุด ณ วันที่ 30กันยายน 2567บริษัทฯสามารถทำรายได้ 1.36แสนล้านบาท มี EBITDA (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวและรายการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน)อยู่ที่ 33,742ล้านบาท และมีกำไรอยู่ที่ 15,221ล้านบาท ส่งผลให้อยู่ในสถานะที่พร้อมจะก้าวสู่การเติบโตต่อไปในอนาคต

เปิด 4 กลยุทธ์มุ่งสร้างการเติบโตในอนาคต

จากความสำเร็จของแผนการฟื้นฟูกิจการ การบินยังไทยยังคงไม่หยุดที่จะพัฒนาบริการและการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโตที่ต่อเนื่องและยั่งยืนในอนาคต โดยบริษัทวางแผนการดำเนินงานหลายด้าน ได้แก่

  • การขยายเครือข่ายเส้นทางบิน เน้นจุดบินใหม่ในภูมิภาคเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง เพิ่มความถี่และเวลาของเที่ยวบินในเส้นทางหลักที่เชื่อมต่อเมืองใหญ่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกับกรุงเทพฯเพื่อรองรับความต้องการเดินทางที่สูงขึ้น และสร้างความสะดวกในการต่อเครื่อง รวมถึงมุ่งเป็น Network Airline

  • การพัฒนาฝูงบินใหม่ การบินไทยเตรียมจัดหาเครื่องบินรุ่นใหม่ เช่น Boeing 787 Dreamliner และ Airbus A321 NEO เพื่อลดต้นทุนเชื้อเพลิง เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสอดคล้องกับกลยุทธ์ในการขยายเครือข่ายเส้นทางบินของบริษัท

  • การยกระดับประสบการณ์ลูกค้า การบินไทยมุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพการบริการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปรับปรุงห้องโดยสาร ติดตั้ง Wi-Fi และระบบความบันเทิงบนเครื่องบิน เพื่อสร้างความพึงพอใจแก่ผู้โดยสาร

  • การเติบโตอย่างยั่งยืน บริษัทมุ่งมั่นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ESG เพื่อสร้างธุรกิจที่มีความยั่งยืนในระยะยาว

แปลงหนี้เป็นทุนและการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุน เพื่อเพิ่มเสถียรภาพทางการเงิน

จากข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่าการบินไทยมีความพร้อมที่จะกลับมาดำเนินงานในฐานะสายการบินแห่งชาติได้อย่างแข็งแกร่ง ผ่านการแปลงหนี้เป็นทุนในราคาหุ้นละ 2.5452บาท โดยเจ้าหนี้ได้รับสิทธิแปลงหนี้เงินต้นค้างเพิ่มเติมและดอกเบี้ยใหม่ตั้งพักเป็นทุน ซึ่งเมื่อวันที่ 19 – 21 พฤศจิกายน 2567 มีเจ้าหนี้แสดงเจตนาแปลงหนี้เป็นทุนเพิ่มเติมเป็นจำนวนมาก ประกอบด้วย
(1) การแปลงหนี้เดิมของเจ้าหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการแบบภาคบังคับเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุน (Mandatory Conversion) คิดเป็นมูลค่า 37,601.9 ล้านบาท โดยได้จัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 14,773.7 ล้านหุ้น โดยเจ้าหนี้กลุ่มที่ 4 หรือกระทรวงการคลัง ได้รับการชำระหนี้เงินต้นคงค้างเต็มจำนวนในสัดส่วนร้อยละ 100 ในขณะที่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 5, กลุ่มที่ 6 (สถาบันการเงิน) และกลุ่มเจ้าหนี้ผู้ถือหุ้นกู้ ได้รับการชำระหนี้เงินต้นคงค้างในอัตราร้อยละ 24.50 และ
(2) การใช้สิทธิแปลงหนี้เดิมของเจ้าหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการเป็นทุนเพิ่มเติมโดยความสมัครใจ (Voluntary Conversion) ซึ่งในระหว่างวันที่ 19-21 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา ได้มีเจ้าหนี้จำนวนมากแสดงเจตนารวมกันเกินกว่า 3 เท่าของจำนวนหุ้นที่มีรองรับตามแผนฟื้นฟูกิจการ โดยได้จัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนเป็นจำนวน 4,911.2 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่า 12,500.1 ล้านบาท
(3) การใช้สิทธิแปลงดอกเบี้ยตั้งพักใหม่เป็นทุนมูลค่า 3,351.2 ล้านบาท และได้จัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 1,304.5 ล้านหุ้น สุทธิภาษีหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งคิดเป็นกว่า 60%ของจำนวนหุ้นที่มีรองรับตามแผนฟื้นฟูกิจการ
รวมทั้งสิ้นมูลค่า 53,453.2 ล้านบาท เป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวน 20,989.4 ล้านหุ้น ที่ราคา 2.5452 บาทต่อหุ้น ซึ่งจะส่งผลให้ส่วนของผู้ถือหุ้นในงบการเงินของการบินไทยกลายเป็นบวกภายในสิ้นปีนี้ อันเป็นการบรรลุหนึ่งในเงื่อนไขในการยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ โดยเหลือเพียงขั้นตอนของการแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่เท่านั้น ซึ่งกระบวนการที่เหลือคาดว่าจะสามารถดำเนินการ แล้วเสร็จภายในไตรมาส 2 ของปี 2568 ทั้งนี้ เจ้าหนี้ที่แปลงเป็นทุนทุกรายโดน Lock-up 1ปีหลังหุ้นกลับเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยอนุญาตให้ขายได้ 25%ของหุ้นที่ถูกห้ามขาย เมื่อครบกำหนดครบ 6เดือน
นอกจากนี้ การบินไทยจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 9,822.5 ล้านหุ้น ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของการบินไทยก่อนการปรับโครงสร้างทุนตามข้อมูลที่ปรากฏในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567 ที่มีที่อยู่ในประเทศไทย และพนักงานของการบินไทย ตามลำดับ ในราคา 4.48 บาทต่อหุ้น เพื่อสร้างฐานเงินทุนให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมความมั่นคงทางการเงินให้กับบริษัท โดยการเพิ่มทุนครั้งนี้จะถูกนำไปใช้ในการจัดหาเครื่องบินใหม่ พัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุง และขยายเส้นทางการบิน เพื่อรองรับการเติบโตและความต้องการของตลาดในอนาคต
โดยการกำหนดราคาดังกล่าวที่กำหนดโดยผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการมีความเหมาะสม โดยการพิจารณาจากหลายปัจจัย ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง การประเมินมูลค่ายุติธรรม ทั้งจากวิธีเปรียบเทียบอัตราส่วนตลาด (Market Comparable Approach) เช่น อัตราส่วนมูลค่ากิจการต่อกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (Enterprise Value to EBITDA Ratio: EV/EBITDA) อัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ (Price to Earnings Ratio: P/E) และวิธีมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดของกิจการ (Discounted Cash Flow) ข้อจำกัดและโครงสร้างการเสนอขายภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการ ความเสี่ยงของนักลงทุนจากการที่ต้องใช้เวลาประมาณ 5-6 เดือนกว่าที่หุ้นจะกลับเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ตลอดจนประโยชน์และผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง เป็นต้นสำหรับผู้ถือหุ้นเดิมของการบินไทยก่อนการปรับโครงสร้างทุนที่มีสิทธิได้รับจัดสรรหุ้นสามารถตรวจสอบสิทธิผ่าน (1) หนังสือแจ้งสิทธิเพิ่มทุนสำหรับผู้ถือหุ้นเดิม โดยส่งออกโดยบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 ผ่านทางไปรษณีย์ตามที่อยู่บนสมุดทะเบียน หรือ (2) ช่องทางเว็บไซต์การบินไทย (https://ir.thaiairways.com/) และสามารถจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนได้ระหว่างวันที่ 6 – 12 ธันวาคม 2567 ผ่านทางช่องทางการจัดจำหน่ายของผู้จัดการการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์และตัวแทนจำหน่ายหลักทรัพย์ที่กำหนด ได้แก่

  • สำนักงานใหญ่บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ผ่านการส่งใบจองซื้อ (Hard Copy) หรือจองซื้อผ่านโทรศัพท์บันทึกเทป (เฉพาะนิติบุคคล หรือ ผู้ลงทุนสถาบัน หรือ ลูกค้าที่มีบัญชีหลักทรัพย์กับบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทรเท่านั้น)

  • สำนักงานใหญ่และสาขา ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผ่านการส่งใบจองซื้อ (Hard Copy)

  • ระบบออนไลน์ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผ่านระบบ Money Connect by Krungthai บน Krungthai NEXT Application (สำหรับลูกค้าบุคคลธรรมดาเท่านั้น โดยจะต้องมีบัญชีธนาคารผ่านระบบ Krungthai NEXT)

และสำหรับพนักงานการบินไทยสามารถจองซื้อและชำระเงินเพิ่มขึ้นได้อีกหนึ่งช่องทางคือผ่านระบบออนไลน์ผ่าน Application DIME! (เฉพาะลูกค้าบุคคลธรรมดาสัญชาติไทยที่มีบัญชีหลักทรัพย์ไทยกับ DIME! เท่านั้น)
การเปลี่ยนแปลงของการบินไทยครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะฟื้นตัวและเติบโตไปในทิศทางที่ดีขึ้น พร้อมสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและผู้โดยสารว่า การบินไทยจะเป็นสายการบินที่ยืนหยัดบนพื้นฐานที่มั่นคงได้ในระยะยาว ดังนั้นนี่จึงเป็นก้าวใหม่ที่น่าจับตามองของการบินไทย สายการบินที่พร้อมกลับมาเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย และเป็นผู้เล่นที่โดดเด่นในตลาดการบินโลก
“การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน และโปรดอ่านหนังสือชี้ชวนหรือข้อมูลที่มีสาระตรงตามข้อมูลสรุปสาระสำคัญของหลักทรัพย์ (Executive Summary) อย่างรอบคอบ”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...