โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จิตร ภูมิศักดิ์ เป็น dogmatic Marxist จริงหรือ? (จบ) โครงสร้างส่วนบนของรัฐไทย : พระรามในปราสาทพระอินทร์ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 26 ก.พ. 2568 เวลา 08.05 น. • เผยแพร่ 01 ม.ค. 2568 เวลา 03.46 น.

ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

จิตร ภูมิศักดิ์

เป็น dogmatic Marxist จริงหรือ? (จบ)

โครงสร้างส่วนบนของรัฐไทย

: พระรามในปราสาทพระอินทร์

เรามาถึงตอนอวสานของบทวิเคราะห์เรื่องจิตร ภูมิศักดิ์ เป็นนักลัทธิมาร์กซ์คัมภีร์หรือไม่

ด้วยการจบที่การวิเคราะห์โครงสร้างส่วนบน อันเป็นปริมณฑลทางอุดมการณ์ วัฒนธรรม ศาสนาวรรณกรรมและกฎหมาย

ซึ่งในวิวัฒนาการของระบบชุมชนกสิกรรมปริมณฑลนี้มีเนื้อหาไม่มากแต่อาศัยเครื่องมือในการตีความมาก เหมาะสำหรับนักมานุษยวิทยาหรือโบราณคดี

ในด้านเศรษฐกิจเราได้เห็นที่วิถีการผลิตได้เปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้แรงงานที่มีพันธะมากขึ้น (หมายความถึงแรงงานที่ไม่เสรีทั้งหลาย เช่น ทาส ทาสกสิกร และไพร่) ได้เห็นการแบ่งงานกันทำในชุมชนระหว่างเอกชนกับชุมชน

การเกิดกรรมสิทธิ์ส่วนตัวขึ้นเคียงข้างไปกับของชุมชน แต่ไม่สามารถพัฒนาไปสู่กรรมสิทธิ์ส่วนตัวอย่างเต็มที่

ตรงกันข้ามกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตเช่นที่ดินตกไปอยู่ในกรรมสิทธิ์ของเอกภาพสูงสุดแต่ผู้เดียว

ความตอนนี้จิตรไม่ได้พูดออกมาอย่างนี้ หากแต่ผมนำมาจากข้อเขียนของมาร์กซ์ในตอนที่พูดถึงกรรมสิทธิ์แบบเอเชีย เพื่อประกอบการทำให้การวิเคราะห์ของจิตรสมบูรณ์ขึ้นตามแนวทางของมาร์กซ์

ผมให้ความสนใจไปที่วิธีวิทยาของจิตรที่ให้ความสนใจและความสำคัญไปที่วิวัฒนาการของชุมชนกสิกรรมดั้งเดิมในระยะผ่านไปสู่สังคมศักดินาไทยสมัยอยุธยาที่มีการศึกษามากกว่า

ประเด็นที่ใหม่คือจิตรพบว่าระบบการผลิตแบบทาสอาจไม่ได้เกิดในชุมชนไทย เพราะข้อมูลเกี่ยวกับพลังการผลิตและการขูดรีดแบบทาสไม่มีให้เห็นชัดเจนนัก นอกจากในอาณาจักรขอม ทำให้จิตรเสนอว่าชุมชนไทยคงเพียงได้รับอิทธิพลจากระบบทาสเขมรในทางสังคม มากกว่าการสร้างระบบทาสในทางการผลิต

ข้อเสนอเชิงทฤษฎีนี้ไม่เคยมีใครค้นพบมาก่อน แต่จิตรทำให้ความรับรู้เรื่องการเปลี่ยนผ่านจากวิถีการผลิตหนึ่งไปยังอีกอันหนึ่ง อาจมีหลายรูปแบบและกรรมวิธีทางสังคมดำรงอยู่พร้อมกัน ขึ้นกับปัจจัยภายในรัฐนั้นว่าเป็นอย่างไร

ผลในระยะยาวคือการมองวิวัฒนาการของสังคมไม่เป็นเส้นตรงหรือบันไดห้าขั้นที่ตายตัว

หากแต่ที่สำคัญคือการเข้าใจในระยะผ่านของแต่ละวิถีการผลิตว่าดำรงอยู่อย่างไรโดยเฉพาะในระบบเศรษฐกิจก่อนทุนนิยมทั้งหลาย

ต่อจากนั้นเขาลงไปค้นคว้ากำเนิดและพัฒนาการของรัฐไทยที่กำลังเป็นศักดินาโดยดูจากโครงสร้างส่วนบน เช่น ภาษา ศาสนาและกฎหมาย เขากล่าวว่า

“การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยยุคนี้ แต่เดิมมาเราล้วนแต่มองข้ามพัฒนาการทางสังคมและเศรษฐกิจเป็นพื้นฐานไปเสีย เมื่อกล่าวถึงอาณาจักรทวารวดีก็ดี อโยธยาเดิมก็ดี สุพรรณภูมิ หรือสุวรรณภูมิก็ดี ฯลฯ ก็มักจะเอารูปของรัฐเอกภาพและรูปของสังคมเอกภาพแบบปัจจุบันไปครอบให้ ผลก็คือทำให้ผู้ศึกษาได้ภาพประวัติศาสตร์ที่ผิดพลาดจากความเป็นจริง และใช้พื้นฐานที่ไม่เป็นจริงไปวิเคราะห์เรื่องราวทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี” (จิตร ภูมิศักดิ์ 2547)

จากการค้นคว้าและศึกษาอย่างพิสดารนี้ ทำให้จิตรสามารถเสนอการสังเคราะห์ถึงระบบความคิดและปรัชญาของรัฐไทยที่เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบศักดินายุคแรก ด้วยการเสนอว่าเมื่อรัฐไทยเจ้าพระยาก่อรูปขึ้นเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่เรียกว่าอุดมการณ์ทางการเมืองของรัฐหรือโครงสร้างชั้นบนก็ถูกสร้างขึ้นมาด้วยเช่นกัน

อันได้แก่ลัทธิรามจากคติเรื่องนารายณ์อวตารค่อยแทนที่ลัทธิอินทร์ซึ่งเป็นความเชื่อของผู้ปกครองเดิมแห่งรัฐไทยทางเหนือ

ความเชื่อเรื่องลัทธิอินทร์ เกิดขึ้นบนพื้นฐานของสังคมแบบนครรัฐพี่น้องซึ่งยังยึดถือโตรรวงศ์เป็นหลัก มีประเพณีแผ่ขยายโคตรวงศ์ และต่างสายต่างตระกูลก็พยายามแสวงหาที่ดินเพาะปลูก สร้างบ้านแปงเมืองของตนขึ้น ประเพณีนี้สืบทอดมาจนถึงสมัยอยุธยาตอนต้น

อุดมการณ์หรือที่จิตรเรียกว่า “รูปความคิด” ที่นับถือพระอินทร์มีรากเหง้ามาจากลัทธิพราหมณ์สมัยก่อนพระเวทของอินเดีย และจากพุทธศาสนาฝ่ายหินยานซึ่งถือพระอินทร์เป็น “เจ้าเมืองแมนแผนผ่านฟ้า” ที่มีอิทธิพลและได้รับการยอมรับจากหัวหน้าและไพร่พล เพราะ “รูปความเชื่อถือนี้สอดคล้องกับระดับขั้นแห่งพัฒนาการของสังคมไทยแล้ว”

พระอินทร์มีมิตรสหายเทพเจ้าที่อยู่ในสวรรค์ชั้นไตรตรึงษ์ (แปลว่าสามสิบสาม) ด้วยกัน โดยให้พระอินทร์เป็นหัวหน้า แต่ไม่ใช่เจ้านายของสามสิบสามเทวดาซึ่งไม่ใช่ทาษของอินทร์ ระบบสวรรค์ของไตรตรึงษ์จึงเป็นระบบสหพันธ์นครรัฐ สะท้อนสภาพสังคมอินเดียในยุคพุทธกาลที่กำลังมีการต่อต้านระบบรัฐเจ้าทาษของลัทธิพราหมณ์

นี่คือสภาพสังคมของชนชาติไทยบริเวณลุ่มน้ำกกแห่งเชียงรายและฝางของเชียงใหม่ในราวพุทธศตวรรษที่ 12-16 ซึ่งมีซากเมืองเล็กเมืองใหญ่ตั้งอยู่ติดกันเป็นกระจุกใหญ่ เท่าที่พบมีราว 30 เมือง นครรัฐเหล่านี้เป็นบ้านพี่เมืองน้อง เกี่ยวพันโดยโคตรเป็นส่วนใหญ่ ที่นอกเหนือโคตรก็มักเป็นรัฐน้ำมิตรหรือมิตรสหายร่วมสาบานตามทำเนียมดั้งเดิมของไทย เพื่อรักษาความเป็นอิสระสหพันธรัฐทั้งหมดต้องร่วมกัน ยึดหลักคิดความสามัคคี หลีกเลี่ยงความขัดแย้งระหว่างนครรัฐภายในโคตร

ในทางปฏิบัติจึงต้องมีกษัตริย์ของนครที่ใหญ่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจและการปกครอง จึงรับเอารูปความคิดเรื่องพระอินทร์เข้ามาใช้อย่างมีบทบาทสำคัญทางการเมือง คนไทยสมัยนั้นถือว่าพระอินทร์เป็นจอมแห่งเทพยดาในสรวงสวรรค์ เป็นเจ้าผู้ครอง “เวียงอินทร” เหนือยอด “ภูเขาทอง”

นี่คือความเป็นมาทางอุดมการณ์ของตระกูลอินทร์ที่ให้ความสำคัญอย่างสูงแก่ผู้ปกครองในฐานะและบทบาทของพ่อขุนแห่งรัฐสุโขทัยกระทั่งถือเป็นแบบฉบับของกำเนิดอาณาจักรไทยและอุดมการณ์ของรัฐที่เน้นภาวะของการเป็นธรรมราชาของพ่อขุน

พัฒนาการต่อมาคืออาณาจักรกรุงศรีอยุธยาที่มีพื้นฐานทางรูปความคิดของตระกูลราม ต่างออกไปจากนครรัฐเจ้าฟ้าเพราะพื้นฐานสังคมและการผลิตเป็นแบบมีชนชั้น ทำให้ฐานะของผู้ปกครองเปลี่ยนไปเป็น “นาย” มากกว่า “หัวหน้าแบบพ่อบ้าน” แบบก่อน จึงต้องทำให้ชาวนาเป็นไพร่และทาสเพื่อรับใช้เจ้านายและกษัตริย์

หัวหน้าของรัฐเหล่านั้นจึงเรียกตัวเองว่า “ราม” คือผู้พิชิต อ้างอิงจากพระนารายณ์อวตารลงมาปราบปรามพวกทรชนคนป่าเถื่อน

รามเป็นวีรบุรุษของชนชาติอารยันที่บุกรุกขับชนชาติทมิฬพื้นเมืองของอินเดียลงมาจากทางเหนือ แล้วปกครองเหนือคนเหล่านั้น กดลงเป็นทาส

คติรามจึงเกิดขึ้นในสังคมในฐานะผู้พิชิต และเป็นสัญลักษณ์ของผู้เป็นนายที่มีอำนาจเด็ดขาดเหนือผู้อื่น

เมื่อรัฐศรีอยุธยาเริ่มระบบการผลิตศักดินาขึ้น ประเพณีตระกูลอินทร์นี้ก็เสื่อมคลายและสิ้นสุดลงในการเป็นอุดมการณ์นำ

รัฐอยุธยาเริ่มจัดสรรที่ดินครั้งใหญ่ สนับสนุนการออกไปหักร้างถางพงที่ดินเพื่อทำการเกษตรและแสวงหาไพร่เข้าสังกัด ตอนนี้ได้จากการพระราชทานในสมัยพระบรมไตรโลกนาถในพระอัยการตำแหน่งนาทหารและพลเรือนหรือทำเนียบศักดินา มีขอบเขตที่ดินในครอบครองสำหรับทำประโยชน์ ที่กำหนดให้คนในอาณาจักรล้วนมีที่ดินทำกิน

เริ่มจากพระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินทั้งมวลทั่วพระราชอาณาจักร จากนั้นแบ่งลดหลั่นกันไปตามอำนาจ เช่น สมเด็จพระอนุชาหรือพระเจ้าลูกเธอที่ดำรงตำแหน่งมหาอุปราช ได้ศักดินาหนึ่งแสนไร่ ลงไปถึงหม่อมราชวงศ์ท้ายสุดได้ 500 ไร่ ส่วนพวกข้าราชการเจ้าพระยาได้หมื่นไร่ ซึ่งสูงสุดสำหรับข้าราชการ ส่วนไพร่มีศักดินาตั้งแต่ 25 ไร่ถึงไพร่เลวได้ 10 ไร่ ยาจกและทาสได้ 5 ไร่

นี่คือพลังการผลิตของอยุธยา และมีสังกัดไพร่เป็นกรม ไว้ให้เป็นกำลังใช้สอยอย่างสำเร็จรูป เส้นทางการเกิดอาณาจักรอยุธยาที่อำนาจรัฐส่วนกลางมีความเข้มแข็งและขยายตัวมากขึ้นเห็นได้จากการค้าที่ขยายไปสู่การค้าระหว่างประเทศอย่างคึกคัก

จิตรมองว่าความคิดตระกูลอินทร์กับความคิดตระกูลรามทำการขับเคี่ยวต่อสู้กันมานับเป็นศตวรรษ กว่าจะถึงขั้นสุกงอมของแต่ละตระกูล แต่เขาไม่ได้ระบุว่าการต่อสู้ขับเคี่ยวนี้ได้ยุติลงเมื่อไร เพราะอิทธิพลทางความคิดของสองตระกูลนี้ก็ยังแสดงให้เห็นผ่านรูปแบบและพิธีกรรมไปถึงสถาปัตยกรรมของรัฐอยุธยามาอีกนาน

ผมเห็นด้วยกับมติของสมเกียรติ วันทะนะ นักประวัติศาสตร์ไทยผู้แหลมคมและลุ่มลึกคนหนึ่ง ที่กล่าวว่า “พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยานั้นทรงเป็น ‘พระราม’ ที่เสด็จประทับในพระมหาปราสาทของ ‘พระอินทร์’ แน่นอน” (สมเกียรติ วันทะนะ 2561)

กล่าวคือ พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยานั้นทรงเป็นทั้ง “พระอินทร์” และ “พระราม” การที่ทรงเป็นหลายๆ บทบาทในเวลาเดียวกันนั้น มิใช่สิ่งที่จะทำให้เกิดความยากลำบากหรือติดขัดในวิธีคิดแบบ “ไทย”

ผมขอเพิ่มเหตุผลอีกข้อว่าทำไมวิธีคิดแบบ “ไทย” ถึงสามารถหลอมรวมรูปแบบตระกูลความคิดต่างกันได้ นั่นคือเพราะระบบการผลิตและโครงสร้างทางสังคมยังเป็นแบบที่ให้ความมั่นคงและผลประโยชน์สูงสุดแก่ชนชั้นนำ

ระบบช่วงชั้นที่เหลื่อมล้ำในสังคมกลับรองรับระบบการผลิตแบบศักดินาสร้างความมั่งคั่งและยั่งยืนแก่ชนชั้นปกครองอย่างมหาศาล สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบไพร่ให้มีประสิทธิภาพต่อมาโดยไม่กระเทือนหรือทำลายระบบกรรมสิทธิ์ที่เป็นของเอกภาพสูงสุดลงไปได้

กรรมสิทธิ์ส่วนตัวยังจำกัดอยู่ในกลุ่มผู้นำส่วนน้อย ระบบการแบ่งงานกันทำหรือเทคโนโลยียังรับใช้อภิสิทธิ์มากกว่าประสิทธิภาพของระบบ ความเปลี่ยนแปลงใดๆ จึงต้องสอดคล้องกับความมั่นคงและสถาพรของเอกภาพสูงสุดก่อนเป็นประการสำคัญ

ผมเชื่อว่าจิตรคงเห็นด้วยกับข้อสรุปสุดท้ายของผม

บรรณานุกรม

จิตร ภูมิศักดิ์. 2547. สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนสมัยศรีอยุธยา กรุงเทพฯ ฟ้าเดียวกัน.

สมเกียรติ วันทะนะ. 2561. โลกที่คิดว่าคุ้นเคย? ความคิดทางการเมืองไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.1893-2310. กรุงเทพฯ ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จิตร ภูมิศักดิ์ เป็น dogmatic Marxist จริงหรือ? (จบ) โครงสร้างส่วนบนของรัฐไทย : พระรามในปราสาทพระอินทร์ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...