4 รูปแบบหลักๆ ของความรัก ที่ขับเคลื่อนโดย 4 ฮอร์โมนที่ต่างกัน
เรารู้กันอยู่แล้วว่าความรักมีได้หลายรูปแบบ และแต่ละคนก็เป็นคนรักในแบบที่ต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับปัจจัยในชีวิตแต่ละคน ล่าสุดนี้ การศึกษาโดยนักมานุษยวิทยาอย่างดอกเตอร์ Helen Fisher พบว่าสารสื่อประสาทหรือฮอร์โมนในสมอง ส่งผลให้ผู้คนมีมุมมองต่อโลกและมีรูปแบบของการรักที่ต่างกันออกไป ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ไทป์หลักๆ ขึ้นอยู่กับฮอร์แมนแต่ละตัวที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนกลไกความคิด ณ ขณะรัก
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่กล่อง 4 กล่องที่เอาไว้บรรจุผู้คนลงไปและจำกัดรูปแบบความรักเอาไว้แค่ 4 แบบ เพียงแต่เป็นการแจกแจงแรงขับเคลื่อนหลักๆ เท่านั้น ว่ามีอะไรบ้าง และ 4 รูปแบบเหล่านี้ก็สะท้อนได้อย่างกว้างๆ ว่าฮอร์โมนนั้นส่งผลกับวิธีคิดเมื่อเรามีความรักอย่างไร สิ่งไหนที่เราให้คุณค่าในความสัมพันธ์แต่ละครั้ง และอะไรที่เรามองหาในคนรักหรือคู่ชีวิต ซึ่งไม่ได้หมายความว่าแต่ละคนจะมีความรักได้เพียงไทป์เดียวตลอดไป แต่รูปแบบของเราเองก็อาจเปลี่ยนไปได้ไม่ว่าจะด้วยช่วงวัย ประสบการณ์ และเคมีกับอีกคนที่เข้ามาในชีวิต
ดังนั้น 4 รูปแบบนี้จึงเป็นเพียงไกด์ไลน์ที่อาจช่วยให้หลายๆ คนได้หยิบมาใช้ทบทวนความสัมพันธ์หรือความรักที่กำลังเบ่งบานในใจอยู่ตอนนี้ได้บ้าง ซึ่ง 4 รูปแบบที่ว่านั้นก็ได้แก่
1. The Explorer นักสำรวจที่ขับเคลื่อนด้วยโดปามีน : โดปามีนคือฮอร์โมนแห่งความสุข คนรักไทป์นี้มักแสวงหาความตื่นเต้นเร้าใจและประสบการณ์ใหม่ๆ ในความสัมพันธ์ โดย The Explorer มักจะมองโลกด้วยเลนส์ของความเป็นไปได้และการผจญภัย ยินดีที่จะเสี่ยงเพื่อแสวงหาความพึงพอใจในชีวิต ชื่นชอบการได้ปล่อยไหลไปกับอารมณ์ และชอบดื่มด่ำกับช่วงเวลา ณ ปัจจุบัน
ดังนั้น ในความรัก The Explorer มักชอบเดตที่น่าตื่นเต้น ชอบการเซอร์ไพรส์สนุกๆ ชอบไวบ์ความขี้เล่น และด้วยความที่ต้องการสิ่งกระตุ้นอยู่เสมอ ก็อาจทำให้พวกเขาไม่ค่อยอดทนกับคนรักที่ให้คุณค่ากับความมั่นคงหรือสิ่งที่คาดเดาได้ The Explorer มักจะสนุกไปกับความสัมพันธ์ที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ชอบความตื่นเต้นเหมือนๆ กัน หรือเมื่อเจอคู่รักที่สามารถบาลานซ์ความหุนหันพลันแล่นของอีกฝ่ายได้
แต่อย่างไรก็ตามเมื่อ The Explorer กับ The Explorer มาเจอกัน ก็อาจได้ความสัมพันธ์ที่สนุกสุดเหวี่ยงในช่วงแรก แต่อาจต้องเผชิญความยากลำบากนิดหน่อยในการสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงในระยะยาวเช่นกัน
2. The Builder นักสร้างบ้านของใจที่ขับเคลื่อนด้วยเซโรโทนิน : เซโรโทนินนับเป็นฮอร์โมนแห่งความสงบ ดังนั้น The Builder จึงมักให้คุณค่ากับความมั่นคงและการอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียวเหนือสิ่งอื่นใด พวกเขาจะชื่นชอบความสัมพันธ์ที่มีกฎระหว่างกันชัดเจน มีกิจวัตรร่วมกัน และให้คุณค่าในสิ่งเดียวกัน ดังนั้นคนรักไทป์นี้จึงมีแนวโน้มที่จะสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวรวมถึงการสร้างครอบครัว
ในความรัก The Builder จึงต้องการคนรักที่มีความรับผิดชอบและไว้เนื้อเชื่อใจได้ และยังมักวางเป้าหมายร่วมกันกับคนรักเสมอ พวกเขายังค่อนข้างซื่อสัตย์และชอบการดูแล มักแสดงความรักผ่านการกระทำ ไม่ว่าจะเป็นการคอยซัพพอร์ตอีกฝ่ายเมื่อเจอปัญหาหรือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กัน แม้จะไม่ได้รักอย่างร้อนแรงหวือหวา แต่ก็ตั้งใจรักอย่างช้าๆ และมั่นคง ซึ่งในแง่หนึ่งก็หมายถึงการใช้เวลาเพื่อจะแน่ใจว่าสามารถลงหลักปักฐานกับคนรักได้จริงๆ
อย่างไรก็ตาม The Builder อาจไปด้วยกันยากกับคนรักไทป์ที่ต้องการความตื่นเต้นสนุกสนาน หรือต้องการความยืดหยุ่นมากหน่อยในความสัมพันธ์ครั้งนี้
3. The Director ผู้กำกับที่ขับเคลื่อนด้วยเทสโทสเตอโรน : เทสโทนเตอโรนคือฮอร์โมนเพศชาย เมื่อมันกลายเป็นตัวขับเคลื่อนความรัก ในมุมมองของดอกเตอร์ Fisher มองว่าทำให้พวกเขามักใช้เหตุผลเป็นตัวนำในความรัก ให้ความสำคัญกับความจริงใจและความชัดเจนในการสื่อสาร และหลายครั้งพวกเขาก็จะตรงไปตรงมากับความคาดหวังของตัวเองเอามากๆ
และนั่นก็ทำให้บางครั้ง The Director ก็ไม่ค่อยโรแมนติก ไม่ค่อยละเอียดอ่อน หรือคิดวิเคราะห์ ยึดติดกับเหตุผลมากเกินไป ซึ่งทำให้ไปด้วยกันได้ยากกับคนรักที่ให้ความสำคัญกับความอบอุ่นและการเห็นอกเห็นใจกัน
4. The Negotiator นักเจรจาที่ขับเคลื่อนด้วยเอสโตรเจน : เอสโตรเจนคือฮอร์โมนเพศหญิง ที่มักจะขับเคลื่อนความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและความคิดจินตนาการ คนรักไทป์นี้จึงให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงกันทางอารมณ์ ทั้งยังเป็นนักใฝ่ฝันผู้แสวงหาความรักในอุดมคติ ให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่เปิดกว้าง มักสร้างบทสนทนากับคนรักเกี่ยวกับความฝัน การเติบโต และแรงบันดาลใจต่างๆ ในชีวิต
ในความรัก The Negotiator จึงเป็นนักโรแมนติกตัวจริง เพียงแต่ไม่ใช่ในแง่การพยายามหาเรื่องเซอร์ไพรส์ในแบบของ The Explorer แต่เป็นการสร้างความผูกพันทางอารมณ์กันอย่างลึกซึ้ง ซึ่งบางครั้งเมื่อความเป็นจริงไม่เป็นไปตามอุดมคติที่คาดหวัง ก็อาจนำมาซึ่งความผิดหวังเกินทนทานได้
และแม้ The Negotiator จะให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่เปิดกว้าง แต่บางครั้งพวกเขาก็จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ทำให้ไม่ได้สื่อสารอย่างตรงไปตรงมาในปัญหาความสัมพันธ์ ดังนั้นหากไปเจอคู่ที่ปิดกั้นและชอบควบคุมก็อาจกลายเป็นจุดอ่อนในทันที
อ้างอิง