ย้อนรอยความเคลื่อนไหว “ราคาทองคำ” ตลอดปี 2567 เกิดอะไรขึ้นบ้าง ถึงดันราคาพุ่งแรง 8,900 บาท
ย้อนรอยความเคลื่อนไหว “ราคาทองคำ” ตลอดปี 2567 เกิดอะไรขึ้นบ้าง ถึงดันราคาทองพุ่งแรง 8,900 บาทต่อบาททองคำ
“ราคาทองคำในประเทศ” ปี 2567 สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ ตลอดทั้งปีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-26 ธันวาคม 2567 ปรับขึ้นกว่า 8,900 บาทต่อบาททองคำ ทั้งทองแท่งและทองรูปพรรณปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากเทียบกับปี 2566 พบว่าราคาทองได้ปรับขึ้นมากกว่า 2 เท่าของความเคลื่อนไหวตลอดทั้งปีก่อนหน้า ที่เพิ่มขึ้น 4,150 บาทต่อบาททองคำ สะท้อนให้เห็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อตลาดทองคำ
“การเงินธนาคาร” จะพาไปย้อนรอยความไหวสำคัญตลอดปี 2567 ที่น่าสนใจดังนี้
มกราคม ราคาทองคำปรับขึ้น 550 บาท
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมกราคม 2567 ราคาทองคำในประเทศ ณ วันที่ 1 ม.ค. เปิดปีด้วยราคาทองรูปพรรณ ขายออกที่ 34,150 บาท/บาททองคำ ทองแท่งขายออกที่ 33,650 บาท ส่วน Gold Spot อยู่ที่ 2,064 ดอลลาร์/ออนซ์ ในอัตราแลกเปลี่ยนที่ 34.40 บาท/ดอลลาร์ ตลอดเดือนปรับขึ้น 850 บาท โดยสิ้นเดือน (31 ม.ค.67) รูปพรรณขายออกที่ 34,700 บาท
ปัจจัยสำคัญที่เข้ามาหนุนราคาทองคำในประเทศ ได้แก่ ความต้องการทองคำจากธนาคารกลางหลายประเทศที่ยังคงทยอยสะสมทองคำในทุนสำรองอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการถือครองเงินตราต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ เช่น จีน ซื้อทองคำสะสมมากที่สุดในรอบหลายปี จากสถิติของสมาคมทองคำโลกพบว่าปี 2567 จีนซื้อทองคำมากกว่า 1,000 ตัน ขณะที่รัสเซียได้เพิ่มในทุนสำรองเพื่อลดผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก และอินเดีย ที่พยายามลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ
ขณะเดียวกันมีความกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐ แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะยังคงเติบโต แต่ตัวชี้วัดอื่นๆ เช่น อัตราการจ้างงานและการบริโภคภาคเอกชนเริ่มมีการชะลอตัวมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2566 และอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทำให้ผู้บริโภคกังวลเกี่ยวกับค่าครองชีพ และนักวิเคราะห์หลายรายคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในครั้งหลังของปี 2567 หากเฟดไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย นอกจากนี้ยังมีความกังวลว่ายุโรปจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยจากวิกฤติด้านพลังงาน และผลกระทบจากสงครามในยูเครน รวมถึงไทยยังเผชิญกับเงินบาทอ่อนค่าระหว่าง 34.50-35.00 บาท/ดอลลาร์ แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง จึงส่งผลต่อราคาทองคำในประเทศไม่มากนัก
กุมภาพันธ์ ราคาทองคำปรับขึ้น 350 บาท
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ราคาทองรูปพรรณเริ่มต้นเดือนที่ 34,750 บาท ซึ่งตลอดทั้งเดือนราคาปรับขึ้น 350 บาท/บาททองคำ โดยมีหลายปัจจัยเข้ามาหนุนราคา ซึ่งธนาคารกลางหลายประเทศยังคงสะสมทองคำในทุนสำรองอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระจายความเสี่ยงจากสกุลเงินหลัก เช่น ดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงครามในยูเครนที่ยังยืดเยื้อ ตะวันออกกลาง และความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐที่ตึงเครียดมากขึ้น ที่ทำให้นักลงทุนยังคงมองหาสินทรัพย์ปลอดภัย
นอกจากนี้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของเฟดที่มีการคาดการณ์ว่าอาจเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2567 ซึ่งรับแรงกดดันจากสัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ทำให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง ซึ่งส่งผลบวกต่อราคาทองคำในตลาดโลก
มีนาคม ราคาทองคำปรับขึ้น 3,850 บาท
โดยเริ่มต้นเดือนมีนาคม ราคาทองคำรูปพรรณ ณ วันที่ 1 มีนาคม 2567 ทองรูปพรรณ์อยู่ที่ 35,100 บาท/บาททองคำ และ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2567 ราคาาปรับขึ้นมาอยู่ที่ 39,050 บาท/บาททองคำ หรือเพิ่มขึ้น 3,850 บาท
หากเจาะลึกพบว่า ช่วงต้นเดือน 1-10 มี.ค.67 ปรับขึ้น 1,900 บาท เนื่องจากในวันที่ 8 มี.ค.67 มีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจในสหรัฐที่ต่ำกว่าคาดการณ์ เช่น ตัวเลขการจ้างงานและดัชนีผู้บริโภค (CPI) ที่ชะลอตัว ส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น
ความคาดการณ์นี้ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น และรายงานจาก World Gold Council ระบุว่าธนาคารกลางจีนและรัสเซียซื้อทองคำเพิ่มขึ้นในปริมาณมากในช่วงต้นเดือน รวมถึงรัสเซียเพิ่มการโจมตีในภูมิภาคสำคัญในยูเครน
ช่วงกลางเดือน 11-20 มีน.ค.67 ราคาทองคำแกว่งในกรอบ 37,000-38,500 บาท/บาททองคำ เนื่องจากในวันที่ 15 มี.ค. แม้เฟดมีมติตรึงดอกเบี้ย แต่ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ส่งผลให้ตลาดการเงินโลกมีการซื้อขายอย่างผันผวนจากการคาดการณ์ที่หลากหลาย ส่งผลให้ราคาทองคำแกว่งตัว รวมถึงความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐเพิ่มมากขึ้น โดยจีนออกมาตรการควบคุมการส่งออกแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในสหรัฐ
และช่วงปลายเดือน 21-31 มี.ค.67 ราคาทองคำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 38,500 บาท ไปถึง 39,050 บาท เนื่องจากความตึงเครียดในยูเครนรุนแรงขึ้น โดยมีการตอบโต้ทางทหารระหว่างรัสเซียและนาโต้ในพื้นที่ใกล้ชายแดน นักลงทุนมองว่าสถานการณ์นี้อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในระยะยาว ส่วนค่าเงินบาทอ่อนค่าลงแตะระดับ 35.70 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จากความไม่แน่นอนของเงินทุนไหลออก และนักลงทุนในประเทศไทยเพิ่มการซื้อทองคำในช่วงปลายเดือน เนื่องจากแนวโน้มราคาขาขึ้นยังชัดเจน
เมษายน ราคาทองคำปรับขึ้น 1,750 บาท
ในเดือนเมษายน 2567 ราคาปรับขึ้น 1,750 บาท โดยในช่วง 10 วันแรกของเดือนราคาปรับขึ้นราว 500 บาท จากการที่ธนาคารกลางจีนและรัสเซียยังคงสะสมทองคำ ส่งผลให้มีแรงซื้อทองคำในตลาดโลกสูงขึ้น และมีความคาดหวังว่าเฟดจะหยุดการขึ้นอัตราดอกเบี้ย หรือส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย ด้านค่าเงินบาทอ่อนตัวลงเล็กน้อยจากระดับ 35.5 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่ช่วงกลางเดือน ราคาทองคำ เพิ่มขึ้นถึง 1,000 บาท จากสงครามในยูเครนยกระดับความรุนแรง มีรายงานการโจมตีที่ส่งผลต่อการขนส่งสินค้าโภคภัณฑ์ในยุโรป รวมถึงมีการปะทะระหว่างกองกำลังอิสราเอลและปาเลสไตน์ในเขตกาซา ทำให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงสินทรัพย์เสี่ยงและหันมาถือทองคำเพิ่ม อีกทั้งความต้องการทองคำภายในประเทศสูงขึ้นเนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ไทย หรือสงกรานต์ สำหรับช่วงปลายเดือนราคาปรับขึ้นเล็กน้อย มีแรงขายทำกำไรของนักลงทุนเล็กน้อย และมีรายงานอัตราเงินเฟ้อเดือนมีนาคมของสหรัฐยังคงอยู่ในระดับสูง
พฤษภาคม ราคาทองคำปรับขึ้น 450 บาท
ในเดือนพฤษภาคม 2567 ราคาปรับขึ้น 450 บาท จากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ แสดงสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่องจากตัวเลขทางเศรษฐกิจ เช่น ดัชนีผู้บริโภค (CPI) และ การจ้างงานที่ต่ำกว่าคาดการณ์ ส่วนในยุโรป อัตราเงินเฟ้อยังคงสูงในบางประเทศ เช่น เยอรมนีและสเปน ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและเศรษฐกิจโดยรวม ทำให้นักลงทุนทั่วโลกมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย อีกทั้งสถานการณ์ตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้นอีก รัสเซียเพิ่มการโจมตีในพื้นที่สำคัญ เช่น เมืองท่าเรือ และมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ในยุโรป รวมถึงอิหร่านและอิสราเอลเผชิญหน้ากันในเรื่องขีปนาวุธและนโยบายพลังงาน
นอกจากนี้ค่าเงินบาทในเดือนพฤษภาคม 2567 อ่อนค่าลงแตะระดับประมาณ 35.8 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จากการไหลออกของเงินทุนต่างชาติ นักลงทุนต่างชาติมองหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าในตลาดอื่น ทำให้เงินบาทเผชิญแรงกดดัน และราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องกระตุ้นให้นักลงทุนในตลาดล่วงหน้า (Gold Futures) เข้ามาเก็งกำไร
มิถุนายน ราคาทองคำปรับลดลง 150 บาท
ในเดือนมิถุนายน 2567 ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน โดยมีการปรับลดลงรวม 150 บาท ซึ่งในเดือนนี้ธนาคารกลางสหรัฐประกาศคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงที่ 5.25%-5.50% และย้ำว่าย้ำว่าการคงดอกเบี้ยสูงยังคงมีความจำเป็นเพื่อควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับเป้าหมายที่ 2% ประกอบกับการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐจากแรงของนักลงทุนทั่วโลก อีกทั้งนักลงทุนบางส่วน โดยเฉพาะนักลงทุนในตลาดล่วงหน้า (Gold Futures) เริ่มขายทองคำเพื่อทำกำไร
กรกฎาคม ราคาทองคำปรับขึ้น 400 บาท
ในเดือนกรกฎาคม ราคาทองคำดีดตัวกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งที่ 400 บาท โดยแรงหนุนมาจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัว ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ ส่วนธนาคารกลางหลายประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ เช่น จีนและรัสเซีย ยังเพิ่มการถือครองทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความขัดแย้งระหว่างประเทศต่าง ๆ ยังคงมีอยู่ ทำให้นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก และเข้าซื้อทองคำเพื่อเก็งกำไร
สิงหาคม ราคาทองคำปรับลดลง 650 บาท
ในเดือนสิงหาคม ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวลดลงเป็นเดือนที่ 2 ในรอบปี ลดลง 650 บาท จากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ในเดือนกรกฎาคมและต้นเดือนสิงหาคมแสดงถึงการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง เช่น ตัวเลขการจ้างงานดีกว่าคาดการณ์ การบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้น และดัชนีดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับ 105 ในช่วงกลางเดือน ซึ่งในประเทศไทย ราคาทองคำ ลดลงเนื่องจากอิทธิพลจากตลาดโลก
ด้านเฟดส่งสัญญาณถึงความพร้อมที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกหากจำเป็น เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงสูงอยู่ นักลงทุนเริ่มขายทำกำไร ในตลาดผู้บริโภครายใหญ่ เช่น อินเดียและจีน ความต้องการทองคำลดลง ส่วนค่าเงินบาทในเดือนสิงหาคม 2567 แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากประมาณ 35.5 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
กันยายน ราคาทองคำทรงตัว
ในเดือนกันยายน ราคาทองคำทรงตัว โดยค่าเงินดอลลาร์ที่ยังคงแข็งค่า และเฟดส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะคงดอกเบี้ยในระดับนี้เป็นระยะเวลานาน ซึ่งนักลงทุนเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยจะยังคงสูงจนถึงปลายปี 2567 ซึ่งกดดันราคาทองคำ และความต้องการทองคำในตลาดเอเชียลดลง โดยเฉพาะในอินเดีย ซึ่งเป็นผู้บริโภคทองคำรายใหญ่ เนื่องจากราคาในท้องถิ่นยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ค่าเงินบาทในเดือนกันยายน 2567 ทรงตัวที่ระดับประมาณ 35.5-35.6 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ตุลาคม ราคาทองคำปรับขึ้น 3,850 บาท
ในเดือนตุลาคม ราคาทองคำปรับขึ้น 3,850 บาท ซึ่งมีการปรับราคารวมกว่า 189 รอบ ปรับขึ้น 116 รอบ ปรับลง 68 รอบ และคงที่ 5 รอบ เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก การเผชิญหน้าทางการทหารในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะระหว่าง อิสราเอลและปาเลสไตน์ มีการยกระดับความรุนแรงในพื้นที่ฉนวนกาซา และความขัดแย้งเกี่ยวกับนโยบายด้านพลังงานในภูมิภาค เช่น อิหร่านถูกคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ ทำให้ตลาดพลังงานโลกเกิดความผันผวน
นอกจากนี้ความสัมพันธ์ระหว่าง จีนและสหรัฐฯ ยังคงตึงเครียด โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศและการแย่งชิงอิทธิพลในเอเชีย-แปซิฟิก ส่วนเงินบาทอ่อนค่าลงมาอยู่ในช่วง 36.0-36.5 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จากแรงขายเงินบาทจากนักลงทุนต่างชาติที่ถอนเงินทุนออกจากตลาดหุ้นและพันธบัตรไทย
อีกทั้งยังมีแรงหนุนจากความต้องการทองคำที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลก โดยWorld Gold Council ระบุว่าความต้องการทองคำในตลาดโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และความต้องการทองคำจากธนาคารกลางเพิ่มการถือครองทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศ
พฤศจิกายน ราคาทองคำปรับลง 900 บาท
ในพฤศจิกายน สัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่งยังคงมีมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payrolls) เพิ่มขึ้นเกินคาดการณ์ในเดือนตุลาคม 2567 และดัชนีผู้บริโภค (Consumer Sentiment Index) และดัชนีการผลิต (PMI) แสดงถึงการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐ ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับ 107 ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน
ค่าเงินบาทในเดือนพฤศจิกายนแข็งค่าขึ้นจากระดับ 36.50 บาท/ดอลลาร์ ในเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ระดับ 35.80-36.00 บาท/ดอลลาร์ และความต้องการทองคำในตลาดโลกลดลง รวมถึงนักลงทุนในตลาดล่วงหน้า (Gold Futures) และนักลงทุนรายใหญ่ตัดสินใจขายทำกำไรหลังจากราคาทองคำแตะระดับสูงสุด
ธันวาคม (จนถึง 26 ธ.ค.2567) ราคาทองคำปรับลง 450 บาท
ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐแสดงสัญญาณการฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ และการแข็งค่าของดอลลาร์ทำให้ราคาทองคำที่ถูกกำหนดด้วยดอลลาร์สหรัฐฯ มีราคาสูงขึ้นสำหรับผู้ถือครองสกุลเงินอื่น ส่งผลให้ความต้องการทองคำลดลง นอกจากนี้หลังจากที่ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงก่อนหน้า นักลงทุนบางส่วนตัดสินใจขายทองคำเพื่อทำกำไร ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวลดลง ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น และความต้องการทองคำจากประเทศผู้บริโภครายใหญ่ เช่น จีนและอินเดีย ลดลงหลังจากสิ้นสุดเทศกาลสำคัญ ทำให้แรงซื้อทองคำในตลาดโลกลดลง
อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวโน้มราคาทองคำในปี 2568 ยังคงต้องติดตามปัจจัยหลายที่เศรษฐกิจโลกและประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการเมืองระหว่างประเทศ กันต่อไป โดยเฉพาะความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก