โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'นวดไทย' ไม่สยอง แต่พาดหัวชวนผวา!

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 15 ธ.ค. 2567 เวลา 12.21 น. • เผยแพร่ 15 ธ.ค. 2567 เวลา 12.21 น.

เหยี่ยวถลาลม

‘นวดไทย’ ไม่สยอง

แต่พาดหัวชวนผวา!

คําดังต่อไปนี้เป็นการถอดมาแบบปะๆ ปนๆ จากคำพาดหัวของหนังสือพิมพ์หลายฉบับ

ท่วงทำนองที่เบาสุด

“นวดบิด สะบัดคอ อันตราย สุดสลด นักร้องสาว สิ้นแล้ว”

ยกระดับอารมณ์ขึ้นไปอีกหน่อย

“ช็อค นักร้องสาว นวดคอถึงตาย”!

ถึงตอนนี้ ชักเริ่มสงสัยแล้วว่า การนวดด้วยนิ้วมือ ที่บริเวณคอ หรือการบิด การสะบัดเป็นอันตรายถึงตายจริงหรือ มีผู้คนประสบอุบัติเหตุ ศีรษะกระแทกรุนแรง คอพับ กระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทมากมายก็แค่อัมพาต

อีท่าไหนกัน นวดถึงตาย!

ยังมีคำพาดหัวที่ “เข้มข้น” ชวนให้รู้สึกสยดสยอง สะเทือนวงการนวดไทย อย่างมาก เช่น

“นวดคอหัก” พิการจนตาย หรือ

“นวดมรณะ ดัดคอดับทุรน”

พอจะเข้าใจได้นะว่า ยากอยู่เหมือนที่ผู้ซึ่งมีหน้าที่คิดหาคำสั้น กระชับ ได้ใจความมาใช้พาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ หรือคิดคำที่กระตุกผู้ชมทางหน้าจอโทรทัศน์ ในห้วงเวลาอันจำกัดนั้น

แต่ในอีกด้านหนึ่งที่พึงคะเนก็คือ “การนวด” จะกลายเป็น “การฆาตกรรม” (โดยไม่ตั้งใจ) เชียวหรือ

ถ้าจะหวือหวาก็น่าจะแค่ “พอสมควร”!

ใครได้ยินได้ฟัง “นวดคอหัก-มีคนตาย” ต้องตระหนก ทั้งที่ “ความจริง” ยังไม่ปรากฏ

ชีวิตของ “น้องผิง” ชญาดา พร้าวหอม ย่อมน่าสงสาร

อายุเพียง 20 ปี เป็นนักร้องสาวหมอลำรถแห่ที่กำลังสร้างชื่อเสียงทางภาคอีสาน มาเสียชีวิตอย่างกะทันหันภายหลังจากที่ก่อนหน้านี้เธอโพสต์ผ่านโซเชียลอย่างมีกำลังใจสู้ชีวิตแม้จะป่วยถึงขั้นติดเตียง

เรื่องเล่าเริ่มจาก 5 ตุลาคม 2567 “น้องผิง” เมื่อยล้า จึงไปร้านนวดในจังหวัดอุดรธานี มีการนวดคอ บ่าไหล่ และมีการบิดสะบัดคอ อีก 2 วันต่อมา เมื่อมีอาการปวดท้ายทอยก็กินยาแก้ปวด

ผ่านไป 1 สัปดาห์ “น้องผิง” กลับไปนวดที่เดิมกับหมอคนเดิมอีก แต่หลังจากกลับมาบ้านมีอาการปวดมากขึ้น

กลับไปนวดเป็นครั้งที่สามกับหมอนวดอีกคน

ไม่หายปวด ต่อมาจึงไปหาหมอที่โรงพยาบาลอุดรธานี (ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกแล้ว)

วันที่ 30 ตุลาคม ไปโรงพยาบาลพิบูลย์รักษ์ แพทย์ให้เอ็กซเรย์ แล้วส่งตัวไปโรงพยาบาลหนองหาน เทียวไปเทียวมาระหว่าง 2 โรงพยาบาลนั้นจนกระทั่งวันที่ 6-11 พฤศจิกายน โรงพยาบาลหนองหานจึงส่งตัวน้องผิงเข้ารักษาตัวที่ตึกกระดูกและข้อ โรงพยาบาลอุดรธานี

ในการตรวจวินิจฉัยของแพทย์ “ไม่พบเรื่องกระดูกหักที่ต้นคอ” แต่แขนขาอ่อนแรง แพทย์อายุรกรรมจึงให้เจาะหลังตรวจแล้วพบว่า “ไขสันหลังอักเสบ” จึงรักษาด้วยยาฉีดและยารับประทานจนกระทั่งได้กลับบ้าน

แต่แล้ววันที่ 22 พฤศจิกายน “น้องผิง” ถูกนำตัวส่งห้องไอซียู โรงพยาบาลอุดรธานีอีกครั้ง จนกระทั่งวันที่ 8 ธันวาคม น้องผิงเสียชีวิตด้วยอาการติดเชื้อในกระแสเลือดและติดเชื้อรา

การสูญเสียแบบนี้เป็นข่าวเศร้าและชวนให้ค้นหาสาเหตุ แต่เมื่อมีประเด็นคอหักจากการนวดขึ้นมาย่อมสะท้านสะเทือนกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

ศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพที่ 8 กับสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานีลงพื้นที่ตรวจสอบร้านนวดในอุดรธานีชนิดปูพรม

ร้านนวดที่น้องผิงใช้บริการก็มีใบอนุญาตถูกต้อง หมอนวด 7 คนในร้านก็ขึ้นทะเบียนถูกต้อง

“นวดไทย” นั้นเป็นเรื่องใกล้ตัวคนไทย นิยมใช้บริการทั้งสำหรับการผ่อนคลายและรักษาแทนการใช้ยา

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเสียชีวิตของ “น้องผิง” ก่อให้เกิดความตื่นตัวในการให้ข้อมูลข่าวสารในสายนวดแผนไทยกว้างขวางขึ้น

ดังเช่น อาจารย์ธนภักษ์ เชาวน์พีระพงษ์ จากแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำคลิปเผยแพร่แนะนำในยูทูบว่า ในการกดจุดนวด ให้พึงระวังอันตราย 5 ตำแหน่ง เช่น บริเวณขมับ บริเวณคอ ซึ่งมีหลอดเลือดแดงใหญ่ส่งไปเลี้ยงสมอง บริเวณรักแร้ บริเวณท้อง และการบิดดัด จะเป็นอันตรายกับผู้ป่วยกระดูกพรุนและผู้ป่วยมะเร็งกระดูก

นายแพทย์เทวัญ ธานีรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ก็แนะนำว่า “นวดไทยมีหลักการ” ต้องใช้องค์ความรู้ในการนวดตามแนวเส้นประธานสิบ ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดเมื่อย แต่ก็มี “ข้อห้าม” เช่น ห้ามนวดบริเวณที่เป็นมะเร็ง ห้ามนวดผู้มีไข้สูงเกิน 38.5 องศา ห้ามนวดบริเวณอักเสบ บวม แดง ร้อน ห้ามนวดผู้มีภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ห้ามนวดผู้มีกระดูกหัก แตก ปริ ร้าว ที่ยังไม่หายดี

และห้ามนวดผู้เป็นโรคติดเชื้อทางผิวหนังทุกชนิด

หลังจากที่ลือกันว่า “นวดคอหัก” นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กบดานนิ่งตั้งหลักอยู่พักหนึ่ง จนกระทั่งมีรายงานมาจากทุกฝ่าย “รัฐมนตรีสมศักดิ์” จึงออกมาเรียกคืนให้กับวงการนวดไทย

“ขอให้มั่นใจการตรวจเอ็มอาร์ไอเป็นที่ชัดเจน เป็นการใช้เทคโนโลยียืนยัน สรุปผลวินิจฉัยเป็นโรคไขสันหลังอักเสบ ไม่มีกระดูกหักที่ต้นคอหรือเคลื่อน”

“นวดไทย” ไม่ใช่การบำบัดรักษาป่าเถื่อน!

หากแต่เป็นวิชาชีพ มีหลักสูตรให้เรียนกันนานหลายร้อยชั่วโมง

อย่างเช่น การเรียน “นวดเพื่อสุขภาพ” ไม่มีการบิดคอ สะบัดคอ ผู้เรียนจะต้องผ่านการอบรมตามหลักสูตร ไม่น้อยกว่า 150 ชั่วโมง

ส่วนหลักสูตร “นวดแพทย์แผนไทย” ต้องเรียนกันอย่างน้อย 372 ชั่วโมง

ผู้ประกอบการร้านนวดก็ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ จากสภาวิชาชีพแพทย์แผนไทย

“นวดไทย” ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ จากองค์การยูเนสโก ตั้งแต่ปี 2562

“นวดไทย” เป็นซอฟต์เพาเวอร์เช่นเดียวกับ “มวยไทย” ที่กำลังรุดหน้าด้วยพลังแห่งความฝันและสร้างสรรค์

“นวดไทย” ยังสามารถพัฒนาไปได้อีกไกลในอนาคต

สังคมไทยจะต้องช่วยกัน “ส่งเสริม”

ไม่ว่าจะตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจ ก็ต้องไม่ส่อไปในทางที่ “ทำลาย”!?!!!

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘นวดไทย’ ไม่สยอง แต่พาดหัวชวนผวา!

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...