โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

เตือนภัยภาชนะบรรจุอาหารยอดฮิต ใช้อย่างไรให้ปลอดภัย ลดการปนเปื้อน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กระแสความกังวลเรื่องสารเคมีปนเปื้อนในภาชนะบรรจุอาหารกำลังสร้างความสับสนแก่ประชาชน การเข้าใจหลักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับคุณสมบัติวัสดุ เงื่อนไขอุณหภูมิ และปฏิกิริยาต่อประเภทอาหาร จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถประเมินความเสี่ยงและเลือกใช้ภาชนะได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องตื่นตระหนกจนเกินไป

ความเสี่ยง-ปนเปื้อนของสารเคมีจากภาชนะ

กระแสการเผยแพร่ข้อมูลเตือนภัยบนสื่อออนไลน์เกี่ยวกับอันตรายของภาชนะบรรจุอาหารประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกล่องโฟม จานชามเมลามีน พลาสติก PVC ขวดพลาสติก PET และภาชนะโลหะ ได้สร้างความกังวลให้แก่ประชาชนในวงกว้าง อย่างไรก็ดี การพิจารณาความปลอดภัยของการใช้ภาชนะสัมผัสอาหาร ไม่สามารถตัดสินจากชนิดของวัสดุเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาปัจจัยแวดล้อมอื่นร่วมด้วยอย่างถี่ถ้วน

ดร.นพ.อดิสรณ์ วรรธนะศักดิ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ความเสี่ยงในการได้รับสารเคมีอันตรายจากภาชนะสัมผัสอาหารนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักหลายประการ ได้แก่ ชนิดและเกรดของวัสดุ กระบวนการผลิตและมาตรฐานการรับรอง ประเภทของอาหาร อุณหภูมิขณะสัมผัส และระยะเวลาที่อาหารสัมผัสกับภาชนะ หากปัจจัยเหล่านี้อยู่ในภาวะที่ไม่เหมาะสม สารเคมีที่เป็นองค์ประกอบหรือวัตถุดิบในการผลิตภาชนะอาจหลุดลอกหรือแพร่กระจายสู่อาหารได้

ข้อจำกัดของภาชนะบรรจุอาหาร

ภาชนะบรรจุอาหารแต่ละประเภท มีการใช้งานที่แตกต่างและหลากหลายกันไป การเลือกใช้ภาชนะบรรจุอาหาร จึงมีเงื่อนไขด้านความปลอดภัยที่ผู้บริโภคต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยสามารถจำแนกความเสี่ยงตามประเภทวัสดุได้ดังนี้

1. กล่องโฟมบรรจุอาหาร (Polystyrene)

กล่องโฟมที่ใช้อย่างแพร่หลายในบรรจุภัณฑ์อาหารเช้าและอาหารสั่งทำ หากนำไปบรรจุอาหารที่มีอุณหภูมิสูง หรืออาหารที่มีไขมันสูงเป็นเวลานาน ความร้อนและไขมันจะทำหน้าที่เป็นตัวทำละลายที่เร่งการแพร่กระจายของสาร "สไตรีน" (Styrene) ออกจากเนื้อโฟมลงสู่อาหาร

ซึ่งสถาบันวิจัยมะเร็งสากล (International Agency for Research on Cancer: IARC) ได้จัดให้สารสไตรีนอยู่ในกลุ่ม 2A (Group 2A) หรือเป็นสารที่น่าจะก่อมะเร็งในมนุษย์ ดังนั้น การใช้กล่องโฟมบรรจุอาหารร้อนจัดหรืออาหารผัดทอดที่มีน้ำมันมากจึงเป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม

ดร.นพ.อดิสรณ์ วรรธนะศักดิ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

2. ภาชนะเมลามีน (Melamine)

ภาชนะเมลามีนเป็นที่นิยมเนื่องจากมีความทนทาน ไม่แตกหักง่ายเหมือนเซรามิก อย่างไรก็ดี หากนำภาชนะเมลามีนไปใส่อาหารที่มีความเป็นกรดสูง (เช่น อาหารรสเปรี้ยวจัด น้ำสมุนไพรบางชนิด) และมีความร้อนสูงติดต่อกันเป็นเวลานาน สารฟอร์มาลดีไฮด์หรือเมลามีนโมโนเมอร์อาจแพร่สู่อาหารได้

การใช้งานภาชนะชนิดนี้จึงต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และต้องหยุดใช้งานทันทีเมื่อพบว่าภาชนะมีรอยแตกร้าว ผิวเคลือบหลุดลอก หรือเสื่อมสภาพ

3. ฟิล์มพลาสติก PVC ถนอมอาหาร

ฟิล์มพลาสติกชนิดโพลีไวนิลคลอไรด์ (PVC) บางประเภท มีการผสมสารเพิ่มความอ่อนตัวในกลุ่ม "พทาเลต" (Phthalates) เพื่อให้ฟิล์มมีความยืดหยุ่นและเกาะติดภาชนะได้ดี สารกลุ่มนี้สามารถละลายและแพร่กระจายได้ดีในไขมัน เมื่อฟิล์ม PVC สัมผัสกับอาหารที่มีไขมันสูงโดยตรงหรือถูกนำไปผ่านความร้อน จึงมีความเสี่ยงที่สารพทาเลตจะปนเปื้อนลงในอาหาร

ผู้บริโภคจึงต้องสังเกตฉลากฟิล์มหุ้มห่ออาหารอย่างถี่ถ้วน และเลือกระบุข้อความว่าสำหรับใช้สัมผัสอาหารได้โดยเฉพาะ พร้อมปฏิบัติตามข้อห้าม เช่น ห้ามสัมผัสโดยตรงกับอาหารที่มีน้ำมันหรือไขมัน

4. พลาสติก PET และ PP

สำหรับขวดพลาสติก PET (Polyethylene Terephthalate) ที่ใช้บรรจุน้ำดื่ม และกล่องพลาสติก PP (Polypropylene) ที่นิยมใช้เป็นภาชนะถนอมอาหารหรือกล่องใส่อาหาร ถือเป็นวัสดุที่มีความปลอดภัยสูงเมื่อนำมาใช้บรรจุอาหาร โดยมีข้อเงื่อนไขคือต้องเลือกใช้ ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อการสัมผัสอาหารโดยตรง (Food Grade) และใช้งานตามเงื่อนไขที่ผู้ผลิตระบุไว้ เช่น การระบุระดับอุณหภูมิที่ทนได้ หรือสัญลักษณ์การใช้งานกับเตาไมโครเวฟ

ภาชนะบรรจุอาหารยอดฮิต ใช้อย่างไรให้ปลอดภัย ลดการปนเปื้อน

การประเมินภาชนะประเภทโลหะ แก้ว และเซรามิก

นอกจากกลุ่มพลาสติกแล้ว ภาชนะประเภทอื่นที่นิยมใช้ในครัวเรือนก็มีข้อกำหนดและข้อจำกัดในการใช้งานที่แตกต่างกัน เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของโลหะหนักและสารตกค้าง

ภาชนะอะลูมิเนียม: อะลูมิเนียมเป็นโลหะที่ตอบสนองต่อกรดได้ดี หากนำภาชนะอะลูมิเนียมไปใช้ต้ม ทำอาหาร หรือหมักดองอาหารที่มีความเป็นกรดสูงเป็นเวลานาน กรดจะกัดกร่อนเนื้อโลหะและเร่งให้เกิดการละลายของอะลูมิเนียมลงสู่อาหาร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบร่างกายหากได้รับสะสมในปริมาณมาก

ภาชนะสเตนเลสและไทเทเนียม: สเตนเลสเกรดคุณภาพสูง เช่น เกรด 304 และเกรด 316 รวมถึงภาชนะไทเทเนียม มีคุณสมบัติทนทานต่อการกัดกร่อนสูง มีความปลอดภัยสูงในการนำมาใช้ปรุงและบรรจุอาหาร อย่างไรก็ตาม ในกรณีของสเตนเลส ยังคงมีข้อแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใส่อาหารที่มีความเป็นกรดสูงเข้มข้นทิ้งไว้เป็นเวลานานเกินไป

ภาชนะแก้ว: แก้วถือเป็นหนึ่งในวัสดุที่มีความปลอดภัยและเสถียรที่สุดในการสัมผัสอาหาร ไม่ทำปฏิกิริยากับกรด ด่าง หรือความร้อน แต่ข้อควรระวังคือควรเลือกภาชนะแก้วชนิดใส ไม่มีสี หรือไม่มีการสกรีนลวดลายตกแต่งบริเวณผิวสัมผัสอาหารด้านใน เพื่อป้องกันการหลุดลอกของสีสกรีน

ภาชนะเซรามิก: เซรามิกเป็นภาชนะที่ทนความร้อนได้ดี แต่ความเสี่ยงที่สำคัญมักมาจากสารเคลือบและสีสันที่ใช้ตกแต่ง หากเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานหรือใช้เซรามิกเกรดต่ำ สีเคลือบหรือลวดลายฉูดฉาดอาจเกิดการละลายและปล่อยโลหะหนักที่เป็นอันตราย เช่น ตะกั่ว (Lead) หรือแคดเมียม (Cadmium) ปนเปื้อนลงสู่อาหารได้

แนวทางการเลือกและใช้งานภาชนะอย่างถูกต้อง

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เน้นย้ำว่า ประชาชนไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลจนถึงขั้นเลิกใช้หรือหลีกเลี่ยงภาชนะบรรจุอาหารทุกประเภท แต่หัวใจสำคัญของการป้องกันอันตรายจากสารเคมีปนเปื้อน คือการยึดหลัก "เลือกให้ถูก ใช้ให้เหมาะ และใช้ตามคำแนะนำของผู้ผลิต" โดยมีแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ดังนี้

การเลือกซื้อ: ตรวจสอบสัญลักษณ์การรับรองมาตรฐาน เช่น มอก. หรือสัญลักษณ์ Food Grade บนผลิตภัณฑ์ และเลือกซื้อจากผู้ผลิตหรือแหล่งจำหน่ายที่เชื่อถือได้

การอ่านฉลาก: ตรวจสอบข้อแนะนำการใช้งานอย่างเคร่งครัด เช่น สัญลักษณ์ที่ระบุว่าสามารถนำเข้าเตาไมโครเวฟได้ (Microwave Safe) ช่วงอุณหภูมิที่ภาชนะทนได้ หรือข้อห้ามในการบรรจุอาหารที่มีกรดหรือไขมันสูง

การตรวจสอบสภาพ: หลีกเลี่ยงและเลิกใช้งานภาชนะที่มีรอยแตกร้าว ผิวสัมผัสขรุขระ บิ่น ชำรุด หรือมีการหลุดลอกของสารเคลือบ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวนอกจากจะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคแล้ว ยังเพิ่มอัตราการแพร่ของสารเคมีสู่อาหารได้อย่างรวดเร็ว

การใช้งานตรงวัตถุประสงค์: ไม่นำภาชนะไปใช้นอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่กำหนด เช่น ไม่นำขวดพลาสติก PET แบบใช้ครั้งเดียวทิ้งไปใส่น้ำร้อน หรือไม่นำฟิล์มหุ้มห่ออาหาร PVC ไปเข้าเตาไมโครเวฟพร้อมอาหารที่มีน้ำมันสูง

การปฏิบัติตามแนวทางการเลือกและใช้งานภาชนะบรรจุอาหารอย่างถูกวิธีตามหลักสุขอนามัยและหลักการทางวิทยาศาสตร์ ถือเป็นมาตรการสำคัญในการลดโอกาสการแพร่กระจายของสารเคมีสู่อาหาร ซึ่งจะช่วยปกป้องสุขภาพของผู้บริโภคจากการสะสมสารพิษในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...