โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

สุขไม่ต้องเล่า เศร้าไม่ต้องบอก เลือกปกป้องพื้นที่ทางใจแบบ “Emotional Privacy”

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 14 ต.ค. เวลา 09.35 น.
Emotional Privacy ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางจิตวิทยาหรือการแพทย์ที่มีเกณฑ์มาตรฐานเฉพาะ แต่เป็นแนวคิดที่ใช้อธิบายการกำหนดขอบเขตในการเปิดเผยเรื่องส่วนตัว

ในยุคที่โซเชียลมีเดียเปิดโอกาสให้เราแชร์แทบทุกเรื่องในชีวิต ตั้งแต่ความสำเร็จ ความรัก ไปจนถึงวันที่รู้สึกแย่ แต่กลับมีคนอีกกลุ่มที่เลือกเก็บเรื่องราวเหล่านั้นไว้กับตัวเอง ไม่ได้โพสต์บอกใครว่าแฮปปี้แค่ไหน ไม่จำเป็นต้องระบายทุกครั้งที่เสียใจ และไม่รู้สึกว่าต้องอธิบายอารมณ์ของตัวเองให้ใครเข้าใจเสมอไป

สะท้อนแนวคิดที่เรียกว่า Emotional Privacy ซึ่งเป็นนิยามของการรักษาความเป็นส่วนตัวทางอารมณ์ ด้วยเลือกว่าจะแบ่งปันความรู้สึกกับใคร เมื่อไร และมากน้อยแค่ไหน และไม่จำเป็นต้องเปิดเผยทุกอย่างให้คนรอบข้างรับรู้

ต้องย้ำว่า Emotional Privacy ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางจิตวิทยาหรือการแพทย์ที่มีเกณฑ์มาตรฐานเฉพาะ แต่เป็นแนวคิดที่ใช้อธิบายการกำหนดขอบเขตในการเปิดเผยเรื่องส่วนตัว

ทำไมบางคนจึงเลือกเก็บความรู้สึกไว้กับตัวเอง?

งานวิจัยเกี่ยวกับ Emotional Boundaries อธิบายว่า เหตุผลหนึ่งคือความรู้สึกไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนจำเป็นต้องรับรู้ การมีความสุขไม่จำเป็นต้องประกาศให้ใครเห็น และการเสียใจก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเล่าให้ใครฟังทันที บางคนต้องการเวลาทำความเข้าใจอารมณ์ของตัวเองก่อน ขณะที่บางคนรู้สึกสบายใจกว่าเมื่อไม่ต้องเปิดเผยเรื่องส่วนตัวให้คนอื่นเข้ามาแสดงความคิดเห็น ตัดสิน หรือตีความในแบบของตัวเอง

โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ การแชร์เรื่องส่วนตัวอาจทำให้เราได้รับกำลังใจ แต่ก็อาจตามมาด้วยคำถามที่ไม่อยากตอบ คำแนะนำที่ไม่ได้ร้องขอ หรือการเปรียบเทียบกับชีวิตของคนอื่น การเลือกไม่แชร์จึงเป็นวิธีรักษาพื้นที่ส่วนตัวและกำหนดขอบเขตความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้เช่นกัน

ไอร์วิน อัลต์แมน นักจิตวิทยาสิ่งแวดล้อม อธิบายว่า ความเป็นส่วนตัวเป็นกระบวนการที่คนเราปรับระดับการเข้าถึงตัวเองของผู้อื่นให้เหมาะสมกับความต้องการ แต่ไม่ใช่การตัดขาดจากสังคมโดยสิ้นเชิง Emotional Privacy เน้นที่ความสบายใจของตัวเองเป็นหลัก ทำให้เลือกได้ว่าต้องการใกล้ชิดหรือเปิดเผยกับใครในระดับใด

เก็บความรู้สึกไว้เป็นเกราะป้องกันใจ ดีต่อสุขภาพจิตจริงไหม?

การไม่เปิดเผยทุกอารมณ์อาจเป็นประโยชน์ หากช่วยให้เรารู้สึกปลอดภัย มีพื้นที่คิดทบทวน และไม่ต้องรับมือกับความคิดเห็นจากคนอื่นเกินความจำเป็น การรู้จักปฏิเสธคำถามส่วนตัว หรือเลือกไม่เล่าเรื่องที่ยังไม่พร้อมพูดถึง ยังเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลขอบเขตทางใจที่เหมาะสมได้

แต่ต้องแยกให้ออกระหว่าง การเลือกเก็บเรื่องส่วนตัว กับ การกดทับอารมณ์ เพราะทั้งสองอย่างไม่เหมือนกัน

การรักษาความเป็นส่วนตัวทางอารมณ์คือการรับรู้ว่าตัวเองกำลังรู้สึกอะไร แต่เลือกได้ว่าจะเปิดเผยกับใคร ส่วนการกดทับอารมณ์ (Emotional Suppression) คือการพยายามยับยั้งหรือซ่อนการแสดงออกทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว เช่น ฝืนยิ้มทั้งที่เสียใจ หรือทำเหมือนไม่รู้สึกอะไรเพราะกลัวคนอื่นมองว่าอ่อนแอ

งานวิจัยด้านการควบคุมอารมณ์ของ เจมส์ เจ. กรอสส์ นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด พบว่า การกดการแสดงออกทางอารมณ์ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกภายในหายไปเสมอ และอาจมีต้นทุนทางความคิด รวมถึงส่งผลต่อการสื่อสารและความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ ทั้งนี้ ผลกระทบขึ้นอยู่กับบริบท บุคคล และวิธีที่ใช้จัดการอารมณ์ด้วย

ดังนั้น การเป็นคนไม่ชอบเล่าเรื่องส่วนตัวไม่ได้หมายความว่ากำลังมีปัญหาสุขภาพจิต เช่นเดียวกับการเป็นคนเปิดเผยความรู้สึกก็ไม่ได้หมายความว่าจะจัดการอารมณ์ได้ดีกว่าเสมอไป สิ่งสำคัญคือเราเข้าใจและยอมรับความรู้สึกของตัวเองได้หรือไม่ ไม่ใช่เปิดเผยให้คนอื่นเห็นมากน้อยแค่ไหน

สุขไม่ต้องเล่า เศร้าไม่ต้องบอก แต่ต้องไม่ละเลยความรู้สึกตัวเอง

การสร้างพื้นที่ส่วนตัวทางอารมณ์ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการปิดกั้นทุกคนออกจากชีวิต เราสามารถเลือกเล่าเรื่องดี ๆ ให้เฉพาะคนที่อยากแบ่งปัน เลือกเงียบเมื่อยังไม่พร้อมอธิบาย และปฏิเสธคำถามที่ทำให้รู้สึกอึดอัดได้ โดยไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิด

ขณะเดียวกัน หากความทุกข์สะสมจนรับมือไม่ไหว การมีคนที่ไว้ใจได้คอยรับฟัง หรือการขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ ก็เป็นสิ่งสำคัญ การไม่ต้องเล่าให้ทุกคนฟัง ไม่ได้แปลว่าต้องเผชิญทุกอย่างเพียงลำพัง

การปกป้องสุขภาพใจไม่ใช่การควบคุมทุกอารมณ์จนไม่มีใครมองเห็น แต่คือการรู้ว่าอารมณ์ของเราเป็นเรื่องที่มีคุณค่า เรามีสิทธิ์เลือกว่าจะเปิดพื้นที่ให้ใครเข้ามารับรู้ และมีสิทธิ์รู้สึกทุกอย่างได้โดยไม่ต้องพิสูจน์ให้ใครเห็นว่าเรากำลังมีความสุขหรือเข้มแข็งแค่ไหน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...