โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

เกษตรกรค้าน! จดคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ ชี้ต้นกำเนิดมาจากธรรมชาติ

Amarin TV

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เกษตรกรขอนแก่นค้าน! ปมเอกชนจดคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์  ชี้ต้นกำเนิดมาจากธรรมชาติ ที่ปลูกสืบต่อกันมา ตั้งแต่บรรพบุรุษ

เกษตรกรขอนแก่นค้าน! ปมเอกชนจดคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ ชี้ต้นกำเนิดมาจากธรรมชาติ ที่ปลูกสืบต่อกันมา ตั้งแต่บรรพบุรุษ

วันที่ 23 ต.ค.2569 เมื่อเวลา 15.00 น. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นเกษตรกรผู้ปลูกกะเพราในอำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เกี่ยวกับกรณีบริษัทเอกชน จดทะเบียนคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ และความกังวลเรื่องสิทธิในการปลูกและเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ โดยข้อมูลทะเบียนของกองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร ระบุว่า กะเพราของบริษัท ซีพีแรม จำกัด ที่ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครอง ได้แก่ แก้วจุรี01 แก้วจุรี02 แก้วจุรี03 และแก้วจุรี04 โดยจดทะเบียนในปี 2567 และมีช่วงคุ้มครองถึงปี 2579 และชี้แจงก่อนหน้านี้ว่า คุ้มครองเฉพาะพันธุ์ที่จดทะเบียน กะเพราทั่วไปยังปลูกและจำหน่ายผลผลิตได้ตามปกติ

นางอำนวย โคตรนั้วะ อายุ 66 ปี เกษตรกรผู้ปลูกกะเพราขาย ในพื้นที่หมู่ 6 ตำบลโคกสี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยอย่างมากกับการนำพันธุ์กะเพราไปจดทะเบียนเป็นสิทธิของบริษัท เพราะมองว่าแม้จะผ่านการวิจัยและพัฒนา แต่พันธุ์ตั้งต้นยังมาจากพันธุ์ดั้งเดิมที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และเป็นพืชที่พ่อแม่และบรรพบุรุษปลูกกันมา จึงตั้งคำถามว่า หากชาวบ้านจะหวงพันธุ์ดั้งเดิมของตนบ้างจะเป็นอย่างไร

นางอำนวย กล่าวว่า หากบริษัทพัฒนาพันธุ์ได้ดีแล้วนำมาขาย ชาวบ้านก็ซื้อ แต่ตนไม่ทราบว่าสายพันธุ์ใดเป็นของบริษัท หรือพันธุ์ที่ปลูกอยู่เกี่ยวข้องกับพันธุ์ที่จดทะเบียนหรือไม่ เพราะเริ่มจากซื้อเมล็ดพันธุ์ตามร้านค้าทั่วไป แล้วเก็บพันธุ์ไว้ปลูกต่อ เมื่อมีข่าวการจดทะเบียนจึงกังวลว่า หากต่อไปถูกจำกัดการปลูกหรือเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง ชาวบ้านจะทำอะไรกินและหารายได้จากที่ใดมาทดแทน

การปลูกผักสวนครัวเป็นอาชีพเสริมของชาวนา นอกจากทำนาเป็นอาชีพหลักแล้ว ยังปลูกแมงลัก กะเพรา และโหระพาหมุนเวียนกัน รายได้จากการขายผักนำไปใช้จ่ายในแต่ละวัน สำหรับครอบครัวตน เงินจากกะเพราใช้จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ และค่ากับข้าว หากเหลือก็ให้ลูกไปโรงเรียน เมื่อได้ดูข่าวทางโทรทัศน์ ตนและชาวบ้านที่พูดคุยกันจึงกังวลเรื่องนี้มาก

นางอำนวย ระบุว่า ตนปลูกกะเพราส่งขายให้แม่ค้า มีผลผลิตขายทุกวัน ช่วงเช้าส่งตลาดโคกสี 2 ถุง และส่งตลาดศรีเมืองทองวันละ 3–4 ถุง หากมีเวลาตัดยอดก็ขายได้มากขึ้น เมื่อปลูกครบ 1 ปี จะพรวนดินใหม่และปลูกชุดใหม่ เพราะหากปลูกไว้นานใบจะเล็กลงจนขายไม่ได้ ส่วนในพื้นที่มีผู้ปลูกกะเพราไม่มากนัก

ตนและชาวบ้านไม่อยากเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น เพราะกะเพราดูแลง่าย ราคาขายอยู่ในระดับที่พอใจ สำหรับการปลูกของตนไม่ได้ใช้สารเคมี ส่วนใหญ่ทำน้ำหมักไว้ฉีดพ่นเอง จึงกังวลว่าหากปลูกกะเพราไม่ได้ จะให้เปลี่ยนไปปลูกอะไรแทน

นางอำนวย กล่าวว่า ชาวบ้านฝากสะท้อนผ่านผู้สื่อข่าวด้วยว่า หากมีการจดทะเบียนพันธุ์พืชจนจำกัดการปลูก จะให้ชาวบ้านทำอะไรกิน ตนเข้าใจว่าบริษัททำธุรกิจขายเมล็ดพันธุ์ แต่ไม่อยากให้นำพืชที่ปลูกกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษไปจดทะเบียน และต้องการให้ชาวบ้านยังซื้อเมล็ดพันธุ์มาปลูกขาย รวมถึงเก็บพันธุ์ไว้ใช้เองเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายได้ตามวิถีที่สืบทอดกันมา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...