“ชัชชาติ” แจงปมแก้มลิงคู้บอน-บางชัน ยันไม่ล้มแนวพระราชดำริ ชี้ต้องคุ้มค่า เตือน 10-13 ต.ค. ฝนจ่อซ้ำ
“ชัชชาติ” แจงปม “แก้มลิงคู้บอน-บางชัน” ยันไม่ได้ล้มแนวพระราชดำริ ชี้ตัวเลขชัดใช้งบแก้มลิงทั้งระบบ 1.1 หมื่นล้าน เทียบปรับคลอง-ระบบระบายน้ำ 6.7 พันล้าน ย้ำตัดสินใจบนข้อมูลวิชาการและความคุ้มค่า ผู้ว่าฯ กทม.เตือนเมืองยัง “น้ำปริ่ม” ฝั่งตะวันออกเปราะบาง จับตาฝน 10-13 ต.ค.จ่อซ้ำ สั่งเร่งพร่องน้ำ-โยกเครื่องสูบ พร้อมยกระดับเตือนภัยถึงระดับชุมชน หวั่นน้ำเอ่อเร็วหากฝนหนัก 60-70 มม.
วันที่ 7 ต.ค. 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงกรณีข้อวิจารณ์เกี่ยวกับโครงการบึงคู้บอนและบึงบางชัน โดยย้ำว่าโครงการดังกล่าวเป็นการศึกษาของกรุงเทพมหานครที่นำแนวคิด “แก้มลิง” มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ไม่ใช่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริโดยตรง พร้อมยืนยันว่าการพิจารณาโครงการอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลทางวิชาการ ประสิทธิภาพการระบายน้ำ ความคุ้มค่าของงบประมาณ และประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ
นายชัชชาติ กล่าวว่า หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 สำนักการระบายน้ำได้ศึกษาแนวทางจัดทำบึงรับน้ำ 6 แห่ง โดย 4 โครงการยุติไปก่อนหน้านี้ภายหลังผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ส่วนบึงคู้บอนและบึงบางชันเป็น 2 โครงการที่มีการพิจารณาต่อเนื่อง แต่เมื่อทบทวนรายละเอียดพบว่าการดำเนินโครงการมีวงเงินลงทุนสูง จึงจำเป็นต้องเปรียบเทียบกับแนวทางอื่นที่อาจเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำได้ในต้นทุนที่เหมาะสมกว่า
จากการศึกษาของทีมที่ปรึกษา แนวทางดำเนินโครงการแก้มลิงทั้งระบบมีมูลค่าประมาณ 11,000 ล้านบาท ขณะที่แนวทางปรับปรุงคลองและระบบระบายน้ำมีมูลค่าประมาณ 6,700 ล้านบาท กทม.จึงพิจารณาทางเลือกในการปรับปรุงคลองให้สามารถลำเลียงน้ำได้รวดเร็วขึ้น ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพบึงหนองบอนและระบบอุโมงค์ระบายน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่
นายชัชชาติยังกล่าวถึงข้อสังเกตเรื่องความเชื่อมโยงกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ว่า ในอดีตตนเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารบริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งบริษัทเคยยื่นคัดค้านโครงการบริเวณพื้นที่เพิ่มสินตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการเป็นอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร และการยกเลิกโครงการเกิดขึ้นในสมัยผู้ว่าฯ กทม.ก่อนหน้านี้ ขณะที่ตนยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. จึงยืนยันว่าการพิจารณาในปัจจุบันเป็นไปตามข้อมูลและหลักเกณฑ์ทางวิชาการ
สำหรับหลักการบริหารจัดการน้ำ นายชัชชาติกล่าวว่า แก้มลิงที่มีประสิทธิภาพต้องมีทั้งพื้นที่รองรับน้ำ ระบบรับน้ำเข้า และระบบระบายน้ำออกที่เหมาะสม โดยบึงคู้บอนและบึงบางชันมีความจุรวมประมาณ 1 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ปริมาณน้ำฝนในกรุงเทพฯ มีจำนวนมากและกระจายตัวในหลายพื้นที่ ดังนั้น การแก้ปัญหาน้ำท่วมจึงต้องพิจารณาระบบระบายน้ำทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะการเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำเพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้ นายชัชชาติย้ำว่า กทม.พร้อมรับฟังข้อมูลเพิ่มเติมจากทุกฝ่าย หากมีข้อมูลใหม่ ข้อเสนอทางเทคนิค หรือข้อเท็จจริงที่แตกต่างจากข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจในปัจจุบัน ก็พร้อมให้สำนักการระบายน้ำนำไปตรวจสอบและทบทวน เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุด โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพการระบายน้ำ งบประมาณ และประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ
“ถ้ามีข้อมูลใหม่หรือมีอะไรที่เรายังมองไม่เห็น ก็ยินดีให้สำนักการระบายน้ำนำไปพิจารณา เพราะการตัดสินใจต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่มี และหากมีข้อมูลใหม่ก็สามารถนำมาทบทวนได้” นายชัชชาติกล่าว
สำหรับการพัฒนาระบบระบายน้ำในระยะต่อไป กทม.มีแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพบึงหนองบอน ขยายช่องทางรับน้ำ และพัฒนาระบบอุโมงค์ระบายน้ำ เพื่อให้น้ำไหลเข้าสู่ระบบได้รวดเร็วและระบายออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมปรับปรุงคลองสายต่าง ๆ ให้สามารถทำหน้าที่เป็นทางลำเลียงน้ำได้เต็มศักยภาพ
ขณะเดียวกัน นายชัชชาติเปิดเผยสถานการณ์น้ำในกรุงเทพฯ ว่า แม้หลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย แต่ภาพรวมยังอยู่ในภาวะ “น้ำปริ่ม” และมีความเปราะบาง โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันออก ซึ่งยังมีมวลน้ำสะสมและมีน้ำเติมจากพื้นที่ลาดกระบัง รวมถึงจังหวัดฉะเชิงเทรา ขณะที่คลองประเวศบุรีรมย์ยังระบายน้ำได้ช้า เนื่องจากมีน้ำเติมจากฝั่งตะวันออกเป็นจำนวนมาก ส่วนพื้นที่บางกะปิและลาดพร้าวยังต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากระดับน้ำในระบบคลองยังสูง
นายชัชชาติกล่าวว่า โดยปกติ กทม.สามารถรองรับฝนประมาณ 60–70 มิลลิเมตรได้ แต่ขณะนี้พื้นที่รับน้ำและคลองต่าง ๆ ยังมีระดับน้ำสูง หากเกิดฝนตกหนักในปริมาณดังกล่าว อาจทำให้น้ำเอ่อและเกิดน้ำท่วมขังได้เร็วกว่าปกติ จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงยังไม่ควรนำสิ่งของที่ยกขึ้นที่สูงกลับลงมา จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
กทม.จะเร่งพร่องน้ำจากคลองและพื้นที่แก้มลิงให้ได้มากที่สุด พร้อมตรวจสอบและซ่อมแซมเครื่องสูบน้ำที่ใช้งานหนัก รวมถึงโยกย้ายเครื่องสูบน้ำจากพื้นที่ที่สถานการณ์คลี่คลายแล้วไปสนับสนุนพื้นที่ที่ยังมีปัญหา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำอย่างเต็มกำลัง
นายชัชชาติกล่าวต่อว่า ช่วงวันที่ 10–13 ต.ค. 2569 มีแนวโน้มฝนเพิ่มขึ้น กทม.จึงต้องติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด แม้บางช่วงอาจมีฝนเว้นว่าง แต่ฝนในพื้นที่ยังสามารถเกิดขึ้นได้ จึงต้องเตรียมระบบระบายน้ำให้พร้อม โดยเฉพาะช่วงที่กรุงเทพฯ มีภารกิจต้อนรับการประชุม World Bank และ IMF
ผู้ว่าฯ กทม.กล่าวถึงการปรับระบบเตือนภัยว่า จากบทเรียนที่ผ่านมา กทม.จำเป็นต้องพัฒนาการแจ้งเตือนให้ละเอียดถึงระดับชุมชน เนื่องจากปัจจุบันการเตือนภัยมักเน้นพื้นที่ริมคลองและใกล้แหล่งน้ำ ขณะที่การคาดการณ์น้ำท่วมเฉพาะจุดในหมู่บ้านหรือชุมชนยังมีข้อจำกัด โดยแนวทางต่อไปจะเน้น “การเตือนภัยเชิงเหตุการณ์” เมื่อพบว่าระดับน้ำเริ่มเพิ่มสูงขึ้น จะสามารถแจ้งเตือนให้ประชาชนยกของขึ้นที่สูงหรือเตรียมพร้อมตามระดับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้การแจ้งเตือนสอดคล้องกับสถานการณ์จริงและลดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น
พร้อมขอให้ประชาชนที่พบเห็นน้ำในท่อระบายน้ำเอ่อล้นหรือสถานการณ์ผิดปกติ แจ้งข้อมูลมายัง กทม. เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามสถานการณ์ได้ละเอียดถึงระดับชุมชนและหมู่บ้าน เนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบระบบท่อทุกจุดได้ตลอดเวลา ขณะที่ กทม.อยู่ระหว่างพัฒนาและใช้แบบจำลองเพื่อวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง และต่อยอดเป็นข้อมูลสำหรับการเตือนภัยเชิงพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับความแม่นยำ เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกจากการแจ้งเตือนที่คลาดเคลื่อน
สำหรับพื้นที่ที่ยังได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเขตหนองจอก กทม.ได้ระดมทรัพยากรเข้าให้ความช่วยเหลือ ทั้งอาหาร สิ่งของจำเป็น การดูแลด้านการแพทย์ รวมถึงติดตั้งและเดินเครื่องสูบน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่
นายชัชชาติกล่าวว่า ขณะนี้ไม่ได้มีเพียงกรุงเทพฯ ที่ได้รับผลกระทบ แต่พื้นที่ปริมณฑลและจังหวัดใกล้เคียง เช่น ฉะเชิงเทรา ปทุมธานี และสมุทรปราการ ยังมีน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ กทม.จึงจะเร่งระดมทรัพยากรไปยังจุดที่มีปัญหามากขึ้น ขณะที่พื้นที่ซึ่งสถานการณ์คลี่คลายแล้วจะทยอยโยกกำลังไปสนับสนุนพื้นที่ที่ยังต้องการความช่วยเหลือ แม้การระบายน้ำอาจทำได้ช้ากว่าที่คาดจากข้อจำกัดทางธรรมชาติและปริมาณน้ำในพื้นที่ แต่ กทม.จะเร่งดำเนินการอย่างเต็มกำลังเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน
ด้าน นางสาวทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือและพื้นที่ที่มีน้ำล้อม แต่ระยะเวลาน้ำท่วมไม่ครบ 7 วันว่า กทม.กำลังเร่งรวบรวมข้อมูลจากสำนักการระบายน้ำและสำนักงานเขต เพื่อตรวจสอบระดับน้ำ ระยะเวลาที่ได้รับผลกระทบ จุดที่ยังมีน้ำท่วมขัง และหลักฐานความเสียหายอย่างละเอียด
นางสาวทวิดากล่าวว่า เกณฑ์การได้รับเงินช่วยเหลือตามมติ ครม.กำหนดระยะเวลาน้ำท่วม 7 วัน ซึ่ง กทม.ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้เอง แต่กำลังหารือกับ ปภ.ว่า กรณีประชาชนยังมีน้ำล้อมพื้นที่และได้รับผลกระทบจริง แม้สามารถเข้า-ออกได้บางส่วน จะสามารถนำข้อมูลระดับน้ำและหลักฐานในพื้นที่มาประกอบการพิจารณาเพิ่มเติมได้หรือไม่
ส่วนประชาชนที่มีทรัพย์สินเสียหาย แม้น้ำท่วมไม่ครบ 7 วัน หากเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการดำรงชีพหรือเข้าหลักเกณฑ์ความช่วยเหลือในหมวดอื่น กทม.ยังสามารถพิจารณาช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยจะตรวจสอบและประเมินความเสียหายเป็นรายกรณี
ขณะเดียวกัน กทม.อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลจากหลายระบบ โดยแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” มีผู้ลงทะเบียนประมาณ 558,000 ราย ขณะที่เว็บไซต์ “Claim Bangkok” มีการแจ้งความเสียหายประมาณ 57,000 ราย ซึ่งผู้แจ้งส่วนใหญ่แนบเอกสารและรายละเอียดความเสียหาย ทำให้สามารถนำข้อมูลมาจับคู่และตรวจสอบกับข้อมูลของภาครัฐได้
เบื้องต้น กลุ่มผู้แจ้งความเสียหายจำนวนมากอยู่ในพื้นที่เขตลาดกระบัง บางกะปิ และสายไหม กทม.จะเร่งตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว รวมถึงข้อมูลจากการลงพื้นที่ ภาพ CCTV และภาพถ่ายจากโดรน เพื่อให้สำนักงานเขตสามารถรับรองความเสียหายได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น เมื่อสำนักงานเขตตรวจสอบและรับรองข้อมูลแล้ว จะส่งต่อให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยดำเนินการตามขั้นตอน โดยธนาคารออมสินจะเป็นผู้จ่ายเงินช่วยเหลือเข้าบัญชีประชาชนตามระบบที่กำหนด
รองผู้ว่าฯ ทวิดากล่าวเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรีกำชับให้เร่งช่วยเหลือประชาชนตามมติ ครม.ให้เร็วที่สุด และให้สามารถจ่ายเงินช่วยเหลือได้มากที่สุดภายในสัปดาห์นี้ กทม.จึงเร่งตรวจสอบข้อมูล โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีข้อสงสัยเรื่องระยะเวลาน้ำท่วม เพื่อให้ได้ข้อสรุปและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด
“วันนี้เราต้องเร่งทำข้อมูลให้ละเอียด ทั้งความเสียหาย จุดที่ยังมีน้ำล้อม ระดับน้ำที่เหลืออยู่ และหลักฐานต่าง ๆ เพื่อนำไปหารือกับ ปภ. ขณะเดียวกัน กลุ่มที่เข้าเกณฑ์ตามมติ ครม.จะเร่งตรวจสอบและดำเนินการจ่ายเงินให้เร็วที่สุด” รองผู้ว่าฯ ทวิดากล่าว