โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ชัชชาติ” แจงปมแก้มลิงคู้บอน-บางชัน ยันไม่ล้มแนวพระราชดำริ ชี้ต้องคุ้มค่า เตือน 10-13 ต.ค. ฝนจ่อซ้ำ

THE ROOM 44 CHANNEL

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“ชัชชาติ” แจงปม “แก้มลิงคู้บอน-บางชัน” ยันไม่ได้ล้มแนวพระราชดำริ ชี้ตัวเลขชัดใช้งบแก้มลิงทั้งระบบ 1.1 หมื่นล้าน เทียบปรับคลอง-ระบบระบายน้ำ 6.7 พันล้าน ย้ำตัดสินใจบนข้อมูลวิชาการและความคุ้มค่า ผู้ว่าฯ กทม.เตือนเมืองยัง “น้ำปริ่ม” ฝั่งตะวันออกเปราะบาง จับตาฝน 10-13 ต.ค.จ่อซ้ำ สั่งเร่งพร่องน้ำ-โยกเครื่องสูบ พร้อมยกระดับเตือนภัยถึงระดับชุมชน หวั่นน้ำเอ่อเร็วหากฝนหนัก 60-70 มม.

วันที่ 7 ต.ค. 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงกรณีข้อวิจารณ์เกี่ยวกับโครงการบึงคู้บอนและบึงบางชัน โดยย้ำว่าโครงการดังกล่าวเป็นการศึกษาของกรุงเทพมหานครที่นำแนวคิด “แก้มลิง” มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ไม่ใช่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริโดยตรง พร้อมยืนยันว่าการพิจารณาโครงการอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลทางวิชาการ ประสิทธิภาพการระบายน้ำ ความคุ้มค่าของงบประมาณ และประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

นายชัชชาติ กล่าวว่า หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 สำนักการระบายน้ำได้ศึกษาแนวทางจัดทำบึงรับน้ำ 6 แห่ง โดย 4 โครงการยุติไปก่อนหน้านี้ภายหลังผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ส่วนบึงคู้บอนและบึงบางชันเป็น 2 โครงการที่มีการพิจารณาต่อเนื่อง แต่เมื่อทบทวนรายละเอียดพบว่าการดำเนินโครงการมีวงเงินลงทุนสูง จึงจำเป็นต้องเปรียบเทียบกับแนวทางอื่นที่อาจเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำได้ในต้นทุนที่เหมาะสมกว่า

จากการศึกษาของทีมที่ปรึกษา แนวทางดำเนินโครงการแก้มลิงทั้งระบบมีมูลค่าประมาณ 11,000 ล้านบาท ขณะที่แนวทางปรับปรุงคลองและระบบระบายน้ำมีมูลค่าประมาณ 6,700 ล้านบาท กทม.จึงพิจารณาทางเลือกในการปรับปรุงคลองให้สามารถลำเลียงน้ำได้รวดเร็วขึ้น ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพบึงหนองบอนและระบบอุโมงค์ระบายน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่

นายชัชชาติยังกล่าวถึงข้อสังเกตเรื่องความเชื่อมโยงกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ว่า ในอดีตตนเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารบริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งบริษัทเคยยื่นคัดค้านโครงการบริเวณพื้นที่เพิ่มสินตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการเป็นอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร และการยกเลิกโครงการเกิดขึ้นในสมัยผู้ว่าฯ กทม.ก่อนหน้านี้ ขณะที่ตนยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. จึงยืนยันว่าการพิจารณาในปัจจุบันเป็นไปตามข้อมูลและหลักเกณฑ์ทางวิชาการ

สำหรับหลักการบริหารจัดการน้ำ นายชัชชาติกล่าวว่า แก้มลิงที่มีประสิทธิภาพต้องมีทั้งพื้นที่รองรับน้ำ ระบบรับน้ำเข้า และระบบระบายน้ำออกที่เหมาะสม โดยบึงคู้บอนและบึงบางชันมีความจุรวมประมาณ 1 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ปริมาณน้ำฝนในกรุงเทพฯ มีจำนวนมากและกระจายตัวในหลายพื้นที่ ดังนั้น การแก้ปัญหาน้ำท่วมจึงต้องพิจารณาระบบระบายน้ำทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะการเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำเพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้ นายชัชชาติย้ำว่า กทม.พร้อมรับฟังข้อมูลเพิ่มเติมจากทุกฝ่าย หากมีข้อมูลใหม่ ข้อเสนอทางเทคนิค หรือข้อเท็จจริงที่แตกต่างจากข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจในปัจจุบัน ก็พร้อมให้สำนักการระบายน้ำนำไปตรวจสอบและทบทวน เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุด โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพการระบายน้ำ งบประมาณ และประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

“ถ้ามีข้อมูลใหม่หรือมีอะไรที่เรายังมองไม่เห็น ก็ยินดีให้สำนักการระบายน้ำนำไปพิจารณา เพราะการตัดสินใจต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่มี และหากมีข้อมูลใหม่ก็สามารถนำมาทบทวนได้” นายชัชชาติกล่าว

สำหรับการพัฒนาระบบระบายน้ำในระยะต่อไป กทม.มีแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพบึงหนองบอน ขยายช่องทางรับน้ำ และพัฒนาระบบอุโมงค์ระบายน้ำ เพื่อให้น้ำไหลเข้าสู่ระบบได้รวดเร็วและระบายออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมปรับปรุงคลองสายต่าง ๆ ให้สามารถทำหน้าที่เป็นทางลำเลียงน้ำได้เต็มศักยภาพ

ขณะเดียวกัน นายชัชชาติเปิดเผยสถานการณ์น้ำในกรุงเทพฯ ว่า แม้หลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย แต่ภาพรวมยังอยู่ในภาวะ “น้ำปริ่ม” และมีความเปราะบาง โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันออก ซึ่งยังมีมวลน้ำสะสมและมีน้ำเติมจากพื้นที่ลาดกระบัง รวมถึงจังหวัดฉะเชิงเทรา ขณะที่คลองประเวศบุรีรมย์ยังระบายน้ำได้ช้า เนื่องจากมีน้ำเติมจากฝั่งตะวันออกเป็นจำนวนมาก ส่วนพื้นที่บางกะปิและลาดพร้าวยังต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากระดับน้ำในระบบคลองยังสูง

นายชัชชาติกล่าวว่า โดยปกติ กทม.สามารถรองรับฝนประมาณ 60–70 มิลลิเมตรได้ แต่ขณะนี้พื้นที่รับน้ำและคลองต่าง ๆ ยังมีระดับน้ำสูง หากเกิดฝนตกหนักในปริมาณดังกล่าว อาจทำให้น้ำเอ่อและเกิดน้ำท่วมขังได้เร็วกว่าปกติ จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงยังไม่ควรนำสิ่งของที่ยกขึ้นที่สูงกลับลงมา จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

กทม.จะเร่งพร่องน้ำจากคลองและพื้นที่แก้มลิงให้ได้มากที่สุด พร้อมตรวจสอบและซ่อมแซมเครื่องสูบน้ำที่ใช้งานหนัก รวมถึงโยกย้ายเครื่องสูบน้ำจากพื้นที่ที่สถานการณ์คลี่คลายแล้วไปสนับสนุนพื้นที่ที่ยังมีปัญหา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำอย่างเต็มกำลัง

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า ช่วงวันที่ 10–13 ต.ค. 2569 มีแนวโน้มฝนเพิ่มขึ้น กทม.จึงต้องติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด แม้บางช่วงอาจมีฝนเว้นว่าง แต่ฝนในพื้นที่ยังสามารถเกิดขึ้นได้ จึงต้องเตรียมระบบระบายน้ำให้พร้อม โดยเฉพาะช่วงที่กรุงเทพฯ มีภารกิจต้อนรับการประชุม World Bank และ IMF

ผู้ว่าฯ กทม.กล่าวถึงการปรับระบบเตือนภัยว่า จากบทเรียนที่ผ่านมา กทม.จำเป็นต้องพัฒนาการแจ้งเตือนให้ละเอียดถึงระดับชุมชน เนื่องจากปัจจุบันการเตือนภัยมักเน้นพื้นที่ริมคลองและใกล้แหล่งน้ำ ขณะที่การคาดการณ์น้ำท่วมเฉพาะจุดในหมู่บ้านหรือชุมชนยังมีข้อจำกัด โดยแนวทางต่อไปจะเน้น “การเตือนภัยเชิงเหตุการณ์” เมื่อพบว่าระดับน้ำเริ่มเพิ่มสูงขึ้น จะสามารถแจ้งเตือนให้ประชาชนยกของขึ้นที่สูงหรือเตรียมพร้อมตามระดับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้การแจ้งเตือนสอดคล้องกับสถานการณ์จริงและลดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น

พร้อมขอให้ประชาชนที่พบเห็นน้ำในท่อระบายน้ำเอ่อล้นหรือสถานการณ์ผิดปกติ แจ้งข้อมูลมายัง กทม. เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามสถานการณ์ได้ละเอียดถึงระดับชุมชนและหมู่บ้าน เนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบระบบท่อทุกจุดได้ตลอดเวลา ขณะที่ กทม.อยู่ระหว่างพัฒนาและใช้แบบจำลองเพื่อวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง และต่อยอดเป็นข้อมูลสำหรับการเตือนภัยเชิงพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับความแม่นยำ เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกจากการแจ้งเตือนที่คลาดเคลื่อน

สำหรับพื้นที่ที่ยังได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเขตหนองจอก กทม.ได้ระดมทรัพยากรเข้าให้ความช่วยเหลือ ทั้งอาหาร สิ่งของจำเป็น การดูแลด้านการแพทย์ รวมถึงติดตั้งและเดินเครื่องสูบน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่

นายชัชชาติกล่าวว่า ขณะนี้ไม่ได้มีเพียงกรุงเทพฯ ที่ได้รับผลกระทบ แต่พื้นที่ปริมณฑลและจังหวัดใกล้เคียง เช่น ฉะเชิงเทรา ปทุมธานี และสมุทรปราการ ยังมีน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ กทม.จึงจะเร่งระดมทรัพยากรไปยังจุดที่มีปัญหามากขึ้น ขณะที่พื้นที่ซึ่งสถานการณ์คลี่คลายแล้วจะทยอยโยกกำลังไปสนับสนุนพื้นที่ที่ยังต้องการความช่วยเหลือ แม้การระบายน้ำอาจทำได้ช้ากว่าที่คาดจากข้อจำกัดทางธรรมชาติและปริมาณน้ำในพื้นที่ แต่ กทม.จะเร่งดำเนินการอย่างเต็มกำลังเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน

ด้าน นางสาวทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือและพื้นที่ที่มีน้ำล้อม แต่ระยะเวลาน้ำท่วมไม่ครบ 7 วันว่า กทม.กำลังเร่งรวบรวมข้อมูลจากสำนักการระบายน้ำและสำนักงานเขต เพื่อตรวจสอบระดับน้ำ ระยะเวลาที่ได้รับผลกระทบ จุดที่ยังมีน้ำท่วมขัง และหลักฐานความเสียหายอย่างละเอียด

นางสาวทวิดากล่าวว่า เกณฑ์การได้รับเงินช่วยเหลือตามมติ ครม.กำหนดระยะเวลาน้ำท่วม 7 วัน ซึ่ง กทม.ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้เอง แต่กำลังหารือกับ ปภ.ว่า กรณีประชาชนยังมีน้ำล้อมพื้นที่และได้รับผลกระทบจริง แม้สามารถเข้า-ออกได้บางส่วน จะสามารถนำข้อมูลระดับน้ำและหลักฐานในพื้นที่มาประกอบการพิจารณาเพิ่มเติมได้หรือไม่

ส่วนประชาชนที่มีทรัพย์สินเสียหาย แม้น้ำท่วมไม่ครบ 7 วัน หากเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการดำรงชีพหรือเข้าหลักเกณฑ์ความช่วยเหลือในหมวดอื่น กทม.ยังสามารถพิจารณาช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยจะตรวจสอบและประเมินความเสียหายเป็นรายกรณี

ขณะเดียวกัน กทม.อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลจากหลายระบบ โดยแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” มีผู้ลงทะเบียนประมาณ 558,000 ราย ขณะที่เว็บไซต์ “Claim Bangkok” มีการแจ้งความเสียหายประมาณ 57,000 ราย ซึ่งผู้แจ้งส่วนใหญ่แนบเอกสารและรายละเอียดความเสียหาย ทำให้สามารถนำข้อมูลมาจับคู่และตรวจสอบกับข้อมูลของภาครัฐได้

เบื้องต้น กลุ่มผู้แจ้งความเสียหายจำนวนมากอยู่ในพื้นที่เขตลาดกระบัง บางกะปิ และสายไหม กทม.จะเร่งตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว รวมถึงข้อมูลจากการลงพื้นที่ ภาพ CCTV และภาพถ่ายจากโดรน เพื่อให้สำนักงานเขตสามารถรับรองความเสียหายได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น เมื่อสำนักงานเขตตรวจสอบและรับรองข้อมูลแล้ว จะส่งต่อให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยดำเนินการตามขั้นตอน โดยธนาคารออมสินจะเป็นผู้จ่ายเงินช่วยเหลือเข้าบัญชีประชาชนตามระบบที่กำหนด

รองผู้ว่าฯ ทวิดากล่าวเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรีกำชับให้เร่งช่วยเหลือประชาชนตามมติ ครม.ให้เร็วที่สุด และให้สามารถจ่ายเงินช่วยเหลือได้มากที่สุดภายในสัปดาห์นี้ กทม.จึงเร่งตรวจสอบข้อมูล โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีข้อสงสัยเรื่องระยะเวลาน้ำท่วม เพื่อให้ได้ข้อสรุปและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด

“วันนี้เราต้องเร่งทำข้อมูลให้ละเอียด ทั้งความเสียหาย จุดที่ยังมีน้ำล้อม ระดับน้ำที่เหลืออยู่ และหลักฐานต่าง ๆ เพื่อนำไปหารือกับ ปภ. ขณะเดียวกัน กลุ่มที่เข้าเกณฑ์ตามมติ ครม.จะเร่งตรวจสอบและดำเนินการจ่ายเงินให้เร็วที่สุด” รองผู้ว่าฯ ทวิดากล่าว

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...