รีบจดกันไว้ก่อนเลย! 7 สิ่งต้องทำเคลมประกัน-รับเงินเยียวยาหลังน้ำลด
จากกรณีสถานการณ์อุทกภัยและน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ยังคงส่งผลกระทบอย่างหนักหน่วง และสร้างความเสียหายอย่างต่อเนื่อง ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้
อ่านข่าวต่อ : ‘ปภ.’รายงานน้ำท่วม 25 จังหวัด กระทบกว่า 1.74 แสนครัวเรือน
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 27 ก.ย. แฟนเพจ "Dime" ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันให้บริการด้านการเงินและการลงทุนโดยธนาคารเกียรตินาคินภัทร ได้ออกมาแนะนำข้อควรปฏิบัติ 7 ประการ หลังจากที่น้ำลด เพื่อให้เคลมประกันและรับเงินเยียวยาได้แบบไม่ติดขัด พร้อมระบุข้อความว่า"ในมุมของเจ้าหน้าที่ประเมินจากบริษัทประกันและสำนักงานเขต บ้านที่ยังไม่ได้เก็บกวาด คือ หลักฐานชิ้นใหญ่ที่สุด ทั้งคราบน้ำ เฟอร์นิเจอร์ที่เปียก หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จมน้ำอยู่ เป็นสิ่งยืนยันได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับบ้านคุณ แต่ถ้าเราเก็บกวาดเสร็จไปก่อน หลักฐานเหล่านั้นก็หายไปด้วยครับ ตอนนี้ กทม. ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยครบ 50 เขต มีผลตั้งแต่ 25 ก.ย. 2569 ทั้งการเคลมประกันและการขอเงินช่วยเหลือจากรัฐต้องผ่านการประเมินความเสียหายจริงก่อนทั้งคู่ ลำดับของสิ่งที่ต้องทำในวันแรก ๆ จึงมีผลต่อเงินที่จะได้คืนมากกว่าที่คิด"
1. ตัดไฟก่อนก้าวเข้าบ้าน ข้อนี้ไม่เกี่ยวกับเงิน แต่ต้องมาก่อนทุกข้อ
- สับเบรกเกอร์ลงก่อนเข้าบ้าน ถ้าตู้ไฟอยู่ในจุดที่เคยจมน้ำหรือยังเปียก ให้รอช่างไฟ
- ห้ามเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เคยจมน้ำเพื่อลองดูว่ายังใช้ได้ไหม
- ใส่รองเท้าบู๊ตและถุงมือยาง เพราะน้ำท่วมขังเสี่ยงโรคฉี่หนู (เลปโตสไปโรซิส) และมีของมีคมจมอยู่ใต้โคลน
- การลองเสียบปลั๊กนอกจากจะอันตรายแล้ว ยังอาจทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่แค่เปียกกลายเป็นเสียหายถาวร และทำให้ประเมินได้ยากว่าเสียเพราะน้ำหรือเพราะไฟช็อต
2.ถ่ายเส้นระดับน้ำ ก่อนถ่ายอย่างอื่น ตัวเลขที่ใช้ประเมินความเสียหายมากที่สุด คือ น้ำขึ้นสูงแค่ไหน
สำหรับรถยนต์ คปภ. แบ่งความเสียหายจากน้ำท่วมเป็น 5 ระดับตามความสูงของน้ำ ตั้งแต่ท่วมถึงพรมไปจนถึงจมทั้งคัน ส่วนบ้าน ระดับน้ำบอกได้ว่าอะไรน่าจะเสียบ้าง เช่น ปลั๊กไฟ ตู้ล่าง หรือผนังชั้นล่าง
วิธีถ่ายที่แนะนำ คือ
- ถ่ายคราบน้ำบนผนังให้เห็นชัด แล้ววางตลับเมตรหรือไม้บรรทัดทาบไว้ข้าง ๆ
- ถ่ายคราบน้ำเทียบกับจุดอ้างอิงที่ทุกคนรู้ความสูง เช่น ปลั๊กไฟ ลูกบิดประตู หรือขอบโต๊ะ
- ถ่ายมุมกว้างให้เห็นเลขที่บ้าน เพื่อยืนยันว่าเป็นบ้านหลังนี้
- ถ่ายวิดีโอเดินให้ทั่วบ้านอีกหนึ่งรอบ
-ข้อดีของวิดีโอคือเก็บภาพได้ครบในเวลาสั้น ๆ แต่ที่ต้องระวังคือวิดีโออย่างเดียวบางครั้งมองรายละเอียดไม่ชัด ควรถ่ายรูปนิ่งเฉพาะจุดสำคัญเพิ่มด้วย
3.รถที่จมน้ำ อย่าบิดกุญแจ ถ้ามีน้ำเข้าไปในห้องเครื่อง การสตาร์ตอาจทำให้เครื่องยนต์เสียหายหนักกว่าเดิมมาก และทำให้การประเมินซับซ้อนขึ้น
- ถ่ายรูปรถจากสี่ด้าน ให้เห็นคราบน้ำเทียบกับล้อ ประตู และกระจก
- ถ่ายภายในรถ ทั้งพรม เบาะ และคอนโซลหน้า
- โทรฯ แจ้งบริษัทประกันเพื่อให้ลากรถไปอู่ ไม่ต้องขับไปเอง
- ถ้ามีประกันชั้น 1 ความเสียหายจากน้ำท่วมอยู่ในความคุ้มครอง และถ้าค่าซ่อมเกิน 70% ของทุนประกัน บริษัทจะจ่ายเต็มทุนประกันตามกรมธรรม์ แต่ถ้าเป็น 2+ หรือ 3+ แบบมาตรฐาน น้ำท่วมจะไม่อยู่ในความคุ้มครอง ยกเว้นซื้อความคุ้มครองภัยธรรมชาติเพิ่มไว้ ข้อนี้เช็กได้จากตารางกรมธรรม์ครับ
4.แยกกองของเสียหาย อย่าเพิ่งส่งไปรถขยะ ของที่เสียหายแล้วคือหลักฐาน แม้จะใช้ไม่ได้แล้วก็ตาม
- แยกของเสียหายไว้มุมหนึ่งของบ้านหรือหน้าบ้าน อย่าปนกับขยะทั่วไป
- ถ่ายรูปทีละชิ้น ให้เห็นยี่ห้อ รุ่น หรือป้ายสติกเกอร์ถ้ามี
- จดรายการคร่าวๆ ว่าซื้อเมื่อไหร่ ราคาประมาณเท่าไหร่
- อาหาร ของสด หรือของที่ส่งกลิ่นและเสี่ยงต่อสุขภาพ ไม่ควรเก็บไว้นาน ให้ถ่ายรูปไว้แล้วทิ้งได้เลย สุขภาพของคนในบ้านมาก่อนหลักฐานเสมอ
- ถ้าบ้านมีอุปกรณ์ทำมาหากิน เช่น จักรเย็บผ้า รถเข็นขายของ ตู้แช่ หรือเครื่องมือช่าง ให้แยกกองนี้ไว้ต่างหาก เพราะหลักเกณฑ์ของ กทม. มีหมวดเครื่องมือประกอบอาชีพโดยเฉพาะ ไม่เกิน 11,400 บาทต่อครัวเรือนครับ
5. รวบรวมเอกสารไว้ในที่เดียว แม้จะเปียก
โดยเอกสารที่ต้องใช้แทบทุกทาง มีดังนี้
- บัตรประชาชน และทะเบียนบ้าน
- หลักฐานกรรมสิทธิ์ เช่น โฉนด หรือหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด ถ้าเช่าอยู่ให้ใช้สัญญาเช่า
- กรมธรรม์ประกันบ้านและประกันรถ
- ใบเสร็จหรือใบรับประกันของชิ้นใหญ่ ถ้ายังมีอยู่
- ถ้าเอกสารเปียก อย่าเพิ่งทิ้ง ให้ถ่ายรูปไว้ก่อนแล้วผึ่งให้แห้ง เอกสารราชการหลายอย่างขอคัดสำเนาใหม่ได้ภายหลัง แต่ถ้ามีรูปอยู่แล้ว การยื่นเรื่องช่วงแรกจะง่ายขึ้นมาก
- ถ้าหากรมธรรม์ไม่เจอ โทรฯ ถามบริษัทประกันได้เลย แค่ใช้เลขบัตรประชาชนหรือเลขทะเบียนรถ
ระหว่างนี้ ลองเปิดหาตารางกรมธรรม์ (หน้าที่มีชื่อ วงเงิน และรายการความคุ้มครอง) ดูสามอย่าง
1. มีคำว่า "น้ำท่วม" หรือ "ภัยธรรมชาติ" ไหม?
2. วงเงินเท่าไหร่ ? ในแบบกรมธรรม์ประกันบ้านมาตรฐาน ภัยธรรมชาติทุกภัยรวมกันไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี
3. มี "ความเสียหายส่วนแรก" ที่ต้องจ่ายเองไหม?
6. แจ้งบริษัทประกันก่อนซ่อม และจดทุกอย่างไว้ จุดที่ทำให้การเคลมติดขัดบ่อย คือการซ่อมเสร็จแล้วค่อยแจ้ง ดังนี้
- โทรฯ แจ้งบริษัทประกันให้เร็วที่สุด
- จดเลขรับแจ้งเคลม ชื่อผู้รับเรื่อง และวันเวลาที่โทรฯ
- ถามให้ชัดว่า ต้องรอเจ้าหน้าที่มาดูก่อนซ่อมไหม และซ่อมเองได้หรือต้องใช้อู่หรือช่างที่บริษัทกำหนด
- ข้อดีของการแจ้งเร็ว คือ ได้คิวประเมินเร็วขึ้น ช่วงน้ำท่วมใหญ่คนแจ้งพร้อมกันเยอะมาก แต่ที่ต้องระวังคือ ควรป้องกันไม่ให้ทรัพย์สินเสียหายเพิ่มเติม เช่น เปิดหน้าต่างระบายความชื้น หรือขนของที่ยังดีขึ้นที่สูง ทำได้และควรทำ แค่ถ่ายรูปก่อนลงมือ และเก็บใบเสร็จไว้ทุกใบ
7.แจ้งเขตให้ประเมิน ก่อนซ่อมใหญ่ ผู้ที่ต้องการเงินช่วยเหลือจากรัฐมีขั้นตอนที่ กทม. กำหนดไว้ คือ
1. แจ้งความเสียหายที่สำนักงานเขต
2. รอเจ้าหน้าที่ลงสำรวจ
3. ออกหนังสือรับรองผู้ประสบภัย
อัตราช่วยเหลือสูงสุดตามหลักเกณฑ์
- ค่าวัสดุซ่อมแซมบ้าน ไม่เกิน 49,500 บาท
- ค่าเช่าที่พักชั่วคราว 3,000 บาท กรณีบ้านเสียหายบางส่วน หรือ 3,000 บาทต่อเดือน นาน 2 เดือน กรณีเสียหายทั้งหลัง
- เครื่องมือประกอบอาชีพ: ไม่เกิน 11,400 บาทต่อครัวเรือน
- ค่าดำรงชีพเบื้องต้น 1,800-3,800 บาทต่อครัวเรือน
- ตัวเลขเหล่านี้คือเพดาน ยอดจริงขึ้นกับผลประเมิน ถ้าซ่อมเสร็จก่อนเจ้าหน้าที่มาดู หลักฐานที่เหลืออยู่ก็มีแค่รูปถ่าย ข้อ 2 และข้อ 4 จึงสำคัญมากครับ
- เก็บใบเสร็จค่าวัสดุซ่อมไว้ทุกใบ ใช้ได้ทั้งกับประกันและกับเขต ส่วนผู้เช่า ควรโทรฯ ถามเขตก่อนว่าต้องใช้เอกสารอะไรแทนหลักฐานกรรมสิทธิ์
ช่องทางติดต่อ
- สำนักงานเขตที่บ้านตั้งอยู่
- สายด่วน กทม. 1555 (24 ชั่วโมง)
- แอป Traffy Fondue
- ถ้าติดปัญหาการเคลมกับบริษัทประกัน: สายด่วน คปภ. 1186
ขอบคุณข้อมูลจาก : Dime