โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คราบสีรุ้งปราจีนบุรี แก้มลพิษที่ต้นตอ ผลักดัน กม.PRTR จัดการขยะพิษ

ไทยโพสต์

อัพเดต 25 ตุลาคม 2569 เวลา 21.05 น. • เผยแพร่ 54 นาทีที่แล้ว

ปัญหาโรงงานรีไซเคิลและบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมใน จ.ปราจีนบุรี ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมจนสารเคมีและคราบน้ำมันรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำ ปรากฎภาพคราบน้ำสีรุ้ง คล้ายน้ำมันรอยเต็มผิวน้ำ ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ชาวบ้านใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความวิตกกังวล พยายามเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบ เพื่อเร่งจัดการแก้ปัญหาที่ต้นตอ ก่อนที่มลพิษจะปนเปื้อนในวงกว้างไปยังพื้นที่เกษตรกรรม แหล่งน้ำสาธารณะ ชุมชนโดยรอบ กระทบทั้งคน สัตว์ เกษตรกรรม ประมงน้ำจืด ตลอดจนการปนเปื้อนเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารผู้บริโภค

แม้หน่วยงานภาครัฐเข้าตรวจสอบและดำเนินมาตรการควบคุมมลพิษในเบื้องต้นแล้วและการรายงานคุณภาพน้ำจากหน่วยงานระบุคุณภาพน้ำอยู่ในระดับมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม การประเมินผลกระทบจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและครอบคลุม เพื่อให้ยืนยันระดับความเสี่ยงและกำหนดมาตรการแก้ไขได้อย่างถูกต้อง

ขณะที่ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมลงพื้นที่โรงงาน บริษัท กรีน เอนไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด ในตำบลหัวหว้า วันที่ 19 ต.ค.2569 รับฟังสรุปสถานการณ์และแนวทางการแก้ไขปัญหาคราบน้ำมันรั่วไหล พร้อมรับข้อร้องเรียนความเดือดร้อนจากตัวแทนประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รมว.ท็อป ยืนยันผู้ได้รับความเดือดร้อนจะต้องได้รับการแก้ไขและเยียวยาอย่างเป็นธรรม โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะบูรณาการการทำงานร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อความโปร่งใส ถ่วงดุลการตรวจสอบ และสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชน

วันเดียวกันลงพื้นที่โรงงาน บริษัท เอ็มวาย เมทัล จำกัด ในตำบลกรอกสมบูรณ์ อ.ศรีมหาโพธิ เพื่อตรวจสอบการฝ่าฝืนคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ และรับฟังรายงานความคืบหน้าทางคดีจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรณีลักลอบขยายเครื่องจักรและประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต อีกทั้งมีพฤติการณ์นำเศษพลาสติกผสมดิน และรุกพื้นที่ป่าสงวน เจ้ากระทรวงได้สั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมประสานความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงาน ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงิน นำไปสู่การดำเนินคดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ผู้ประกอบการอย่างถึงที่สุด โดยยังไม่มีคำสั่งปิดโรงงานที่สร้างความเสียหายและเดือดร้อนก่อมลพิษ

นายวราวุธยืนยันจะบังคับใช้กฎหมายอย่างที่สุด ไม่ว่าจะเป็นของใคร นามสกุลอะไร หรือทุนชาติไหน หากทำผิดกฎหมายและสร้างความเดือดร้อนให้คนไทยจะต้องถูกดำเนินคดีขั้นสูงสุด การพิจารณาอนุญาตโรงงาน 105 (คัดแยก,ฝังกลบขยะไม่อันตราย)/106 (รีไซเคิล) ในอนาคตจะต้องผ่านความเห็นชอบของประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ นอกจากนี้ ต้องยกระดับมาตรการป้องกันภัยธรรมชาติ เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยน ปริมาณฝนเพิ่มขึ้นเกินกว่าที่เคยคำนวณไว้ โรงงานต้องร่วมกับอุตสาหกรรมจังหวัด วางระบบคันกั้นน้ำและระบบระบายน้ำเสียอย่างรัดกุมไม่ให้ทะลักออกไปกระทบชาวบ้านในระยะยาว

หลังการลงพื้นที่มีความเคลื่อนไหวสำคัญ เครือข่ายภาคประชาชนได้ออกแถลงการณ์ยื่นคำขาด 4 ข้อ ได้แก่ 1.ออกคำสั่งปิดโรงงานถาวรทันที โดยการใช้อำนาจตาม มาตรา 39 วรรค3 แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า หากผู้ประกอบกิจการไม่ปรับปรุงแก้ไขหรือก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง ปลัดกระทรวงหรือผู้ได้รับมอบหมาย "มีอำนาจสั่งปิดโรงงานได้ทันที" 2.เร่งขนย้ายกองขยะและกากพิษออกนอกพื้นที่: ต้องมีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนและเร่งด่วนในการเคลียร์พื้นที่และขนย้ายกากอันตรายออกจากชุมชนโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันสารพิษปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำและดินในระยะยาว 3. เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทุกราย: ต้องมีการเยียวยาฟื้นฟูคุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นธรรมและทั่วถึงทุกครัวเรือน 4.เร่งตรวจสอบสืบสวนสอบสวนการดำเนินการของบริษัทฯ และดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อให้บริษัทฯ ในฐานะผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบทั้งการเยียวยาความเสียหายกับประชาชนทั้งด้านสุขภาพ และความเสียหายด้านที่ทำกินและอาชีพ รวมทั้งการฟื้นฟูการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อม หากกระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้การนำของ นายวราวุธ ศิลปอาชา ยังคงนิ่งเฉย ลังเล หรือใช้ช่องทางกฎหมายเพื่อยื้อเวลาปกป้องผลประโยชน์ของนายทุน มากกว่าความปลอดภัยของประชาชน ชาวชุมชนผู้ได้รับความเดือดร้อนจะไม่รอคอยความหวังลมๆ แล้งๆ อีกต่อไป และมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลุกขึ้นมาดำเนินการ “ปิดโรงงานด้วยภาคประชาชน” ด้วยมือของเราเอง

ขณะที่อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีได้สั่งหยุดกิจการชั่วคราวและให้โรงงานชี้แจงเรื่องแนวคันดินรอบบ่อฝังกลบแล้ว ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า น้ำท่วมปราจีนบุรึรอบนี้ทำให้ปัญหาสารพิษและกากอุตสาหกรรมในพื้นที่แดงขึ้นมา สะท้อนรัฐขาดกไกควบคุมและกำกับดูแล ปัญหาคราบน้ำสีรุ้งปนเปื้อนในพื้นที่ท่วมเกี่ยวพันถึงกระทรวงทรัพยากนธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว. ทรัพยากรเผยแนวทางจัดการคุณภาพน้ำในพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิ หลังสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มลดลง แต่ประชาชนยังมีความกังวลเกี่ยวกับฟิล์มน้ำมันที่ตรวจพบว่า เจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปราจีนบุรี และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำในอำเภอศรีมหาโพธิและอำเภอศรีมโหสถ พร้อมกำชับบริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ แอนด์ เทคโนโลยี จำกัด เร่งสำรวจพื้นที่และวางมาตรการป้องกันไม่ให้น้ำเสียรั่วไหลออกจากบริเวณโรงงาน รวมทั้งประสานกรมเจ้าท่าเพื่อสนับสนุนทุ่นกักคราบน้ำมัน ป้องกันการแพร่กระจายของสารปนเปื้อนลงสู่แม่น้ำปราจีนบุรี

กรณีนี้นายสุชาติได้กำชับให้ คพ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์และตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมเร่งนำผลวิเคราะห์มาประกอบการกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม โดยให้ความสำคัญกับการควบคุมมลพิษ ปกป้องแหล่งน้ำ และป้องกันผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ส่วนกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์น้ำในคลองเพชรเอิม จังหวัดปราจีนบุรี มีสีดำคล้ำและกลิ่นเน่าเสีย สร้างความกังวลให้แก่ประชาชนในพื้นที่ คพ. ตรวจสอบข้อเท็จจริงและคุณภาพน้ำ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทราบสาเหตุและกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม

วันที่ 22 ต.ค.สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปราจีนบุรีติดตั้งทุ่นเพื่อดูดซับฟิล์มน้ำมัน 4 จุด ได้แก่ สะพานคลองลำผักชี สะพานบ้านโคกวัด สะพานม่วงขาว คลองบางพลวง ซึ่งเป็นจุดที่เพิ่มเติม และสะพานหัวไผ่เทศน์ คลองบางพลวง เพื่อดักจับและลดการแพร่กระจายของฟิล์มน้ำมันในพื้นที่เสี่ยง และใช้น้ำหมักชีวภาพในบริเวณทุ่งนาโดยรอบโรงงาน กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ ฯ ช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุและลดฟิล์มน้ำมัน

ด้าน สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ วิพากษ์ปัญหาอย่างน่าสนใจว่า โครงสร้างพื้นฐานและการจัดการภายในประเทศยังไม่พร้อม ประเทศไทยยังไม่มีระบบการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายในประเทศที่เป็นระบบไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนเช่น กฏหมายPRTR หรือกฎหมายการรายงานการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ ทำให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศและลักลอบนำเข้ามารวมกันจนไม่สามารถแยกแยะหรือติดตามตรวจสอบเส้นทางของขยะได้ทั้งหมดแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาต้องยกระดับระบบตรวจสอบ ณ ด่านศุลกากร ที่ท่าเรือ นำ AI และเครื่องเอกซเรย์ตู้คอนเทนเนอร์มาใช้ตรวจสอบสินค้ากลุ่มเสี่ยง

นอกจานี้ เสนอให้เร่งผลักดันกฎหมายการจัดการซากผลิต ภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็ก ทรอนิกส์ (พ.ร.บ.WEEE) โดยใช้หลักการEPR (Extended Producer Respon sibility) เพื่อให้ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบซากผลิตภัณฑ์ของตนเอง ซึ่งจะช่วยเซ็ตระบบการรีไซเคิลในประ เทศให้เป็นระบบ ปิดทางขยะนอกประเทศ และกฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) เพื่อบังคับให้โรงงานต้องรายงานสารเคมีและมลพิษที่ปล่อยออกมา ทำให้ชุมชนและภาครัฐตรวจสอบได้ง่ายขึ้น ตลอดจนปรับปรุงบทลงโทษผู้ลักลอบนำเข้าและผู้ประกอบการโรงงานรีไซเคิลเถื่อนให้มีโทษปรับที่สูงขึ้นตามมูลค่าความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม และยึดทรัพย์กลุ่มทุนที่ทำผิดกฎหมาย อีกทั้งจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมกำจัดและรีไซเคิลกากอุตสาหกรรม และขยะพิษจากชุมชน จัดการเฉพาะขยะในประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...