กระทรวงเกษตรชง 51 โครงการขอเงินกู้เปลี่ยนผ่านพลังงาน 5.75 หมื่นล้าน
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ 51 โครงการ เปลี่ยนผ่านสู่เกษตรพลังงานสะอาด วงเงินกว่า 57,491 ล้านบาท ส.ป.ก.เสนอมากสุด 12 โครงการ กรมชลประทานเสนอเพียง 1 โครงการ แต่ใช้งบสูงสุด 23,428.17 ล้านบาท ตามด้วยกรมการข้าว 11,677.55 ล้านบาท และกรมวิชาการเกษตร 12,671.58 ล้านบาท
30 กันยายน 2569 คือ วันสุดท้ายที่หน่วยงานต่างๆ ต้องเสนอโครงการเพื่อขอจัดสรรเงินกู้ 200,000 ล้านบาท เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ต่อคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้จากรายงานของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.)พบว่า หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ยื่นเสนอโครงการเข้ามาถึง 51 โครงการ วงเงินรวม 57,491.17 ล้านบาท
ขณะที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ยื่นเสนอ 3 หน่วยงาน แต่วงเงินงบประมาณสูงถึง 70,809.40 ล้านบาท โดยโครงการ Solar Rooftop ภาคครัวเรือน ของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยสูงสุด 50,000 ล้านบาท รองลงมาคือ โครงการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าของกฟภ. 17,665 ล้านบาทและ กฟน. 3,144.40 ล้านบาท
ส.ป.ก.เสนอมากสุด 12 โครงการ วงเงิน 708.73 ล้านบาท
สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. เสนอโครงการมากที่สุด 12 โครงการ วงเงินรวม 708.7336 ล้านบาท โดยโครงการแรกคือ “โครงการขับเคลื่อนการปรับตัวและสร้างภูมิคุ้มกันภาคเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินด้วยนวัตกรรมไบโอชาร์” วงเงิน 17.5840 ล้านบาท มุ่งถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกร 600 รายใน 33 จังหวัด และจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ด้านไบโอชาร์ 4 ศูนย์
โครงการ “จัดหาแหล่งน้ำสำหรับเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อลดภาระด้านพลังงานสำหรับการทำการเกษตร” วงเงิน 206.6165 ล้านบาท ตั้งเป้าพัฒนาและปรับปรุงแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำ 50 แห่ง ใน 18 จังหวัด ช่วยเกษตรกร 1,737 ครัวเรือน ขณะที่โครงการติดตั้ง Solar Rooftop สำหรับอาคารสำนักงาน ส.ป.ก. วงเงิน 26.0150 ล้านบาท ครอบคลุมสำนักงาน 55 จังหวัด
อีกโครงการคือการเพิ่มประสิทธิภาพการสำรวจทรัพย์สินด้วย Drone LiDAR และ SLAM วงเงิน 14.9265 ล้านบาท จัดหา Drone LiDAR 4 ชุดและ 3D Scanner 2 เครื่อง เพื่อช่วยลดระยะเวลาสำรวจและการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง โดยตั้งเป้าลดการใช้น้ำมันในการสำรวจพื้นที่ 40 ล้านไร่ลงไม่น้อยกว่า 40%
ส่วนการยกระดับระบบคมนาคมขนส่งพลังงานสะอาดภายในศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคเกษตร อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ใช้งบ 6.4025 ล้านบาท จัดหารถชมวิว EV 5 คัน พร้อม AC Charger 5 ชุด
ด้านสาธารณูปโภคในชุมชน มีโครงการพลังงานไฟฟ้าส่องสว่างเพื่อชุมชนในเขตปฏิรูปที่ดิน วงเงิน 227.0720 ล้านบาท ติดตั้ง Solar LED Streetlight 3,548 ชุด ในพื้นที่ คทช. 11 จังหวัด ขณะที่ระบบสูบน้ำ Solar Pump Hybrid 65 kWp ใช้งบ 2.5980 ล้านบาท เพื่อลดค่าไฟฟ้าของสถานีสูบน้ำลง 30-40% ต่อเดือน
ส.ป.ก.ยังเสนอการจัดหาและปรับเปลี่ยนยานพาหนะเป็น EV วงเงิน 62.9100 ล้านบาท จัดซื้อรถบรรทุก BEV 54 คัน เพื่อลดการใช้น้ำมันของหน่วยงานไม่น้อยกว่า 10% และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการสัญจรและขนส่งในแปลงเกษตรกรรม วงเงิน 87.4758 ล้านบาท ก่อสร้างและปรับปรุงถนน 19 แห่ง ระยะทางรวม 62.684 กิโลเมตร ช่วยเกษตรกร 3,042 ครัวเรือน
นอกจากนี้ยังมีโครงการก่อสร้างระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ วงเงิน 23.7689 ล้านบาท จำนวน 7 แห่ง ในสระแก้วและชลบุรี ช่วยเกษตรกร 311 ครัวเรือน โครงการสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรด้วยโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ วงเงิน 29.3500 ล้านบาท สร้างโรงอบ 51 แห่งใน 26 จังหวัด และโครงการเพิ่มศักยภาพเกษตรกรบริหารจัดการน้ำด้วยระบบกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ วงเงิน 7.0144 ล้านบาท อบรมเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ 1,200 ราย
กรมวิชาการเกษตร 5 โครงการ 12,671.58 ล้านบาท
กรมวิชาการเกษตรเสนอ 5 โครงการ วงเงินรวม 12,671.5810 ล้านบาท โดยโครงการที่ใช้งบสูงสุดคือการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตวัตถุดิบพืชพลังงานเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเอทานอล วงเงิน 8,056.4000 ล้านบาท ตั้งเป้าดำเนินการในแปลงมันสำปะหลัง 30,000 แปลง พื้นที่ 150,000 ไร่ เกษตรกร 30,000 ราย พร้อมบ่อน้ำ 30,000 บ่อ ระบบน้ำหยดและสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ 30,000 ชุด และท่อนพันธุ์สะอาด 75 ล้านลำ
โครงการ SMART Agriculture - Green Power วงเงิน 2,800.0000 ล้านบาท ครอบคลุม 33 จังหวัด พื้นที่ 4.5 ล้านไร่ เกษตรกร 300,000 ราย พร้อมจัดทำแปลงต้นแบบระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์และระบบควบคุมอัจฉริยะ 33 แปลง และนำร่องการขอรับรองคาร์บอนเครดิต Premium T-VER ในพื้นที่ 100,000 ไร่
ส่วนโครงการ Super Seed Innovation Hub วงเงิน 1,491.3810 ล้านบาท มุ่งสร้างศูนย์ต้นแบบระบบผลิตและปรับปรุงเมล็ดพันธุ์อัจฉริยะ 4 ระบบ ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลถั่ว ต้นกล้าปาล์มน้ำมัน ท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง ท่อนพันธุ์อ้อย และต้นกล้าพืชสวน พร้อมถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร 3,200 ราย
อีกสองโครงการ ได้แก่ การพัฒนาศูนย์ต้นแบบเกษตรพลังงานสะอาดและเกษตรคาร์บอนต่ำ วงเงิน 169.8000 ล้านบาท ยกระดับศูนย์เดิม 8 แห่ง พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ รถแทรกเตอร์ไฟฟ้า รถกระเช้าไฟฟ้า และระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการติดตั้ง EV Charging Station วงเงิน 154.0000 ล้านบาท ติดตั้ง 11 จุด 44 หัวจ่ายทั่วประเทศ
กรมพัฒนาที่ดิน 5 โครงการ 3,762.71 ล้านบาท
กรมพัฒนาที่ดินเสนอ 5 โครงการ วงเงินรวม 3,762.7115 ล้านบาท โครงการใหญ่สุดคือการฟื้นฟูดินเสื่อมโทรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปัจจัยการผลิตและพลังงานสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ วงเงิน 2,400.0000 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ 500,000 ไร่ พร้อมอบรมเกษตรกรประมาณ 5,000 คน และบุคลากร 500 คน
โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำภาคการเกษตรด้วยระบบกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ วงเงิน 877.9167 ล้านบาท จะก่อสร้างระบบ 75 แห่งใน 40 จังหวัด ครอบคลุม 22,500 ไร่ ขณะที่โครงการ Zero Burn, Zero Waste วงเงิน 257.1000 ล้านบาท ตั้งศูนย์นำร่อง 12 ศูนย์หลักและ 77 ศูนย์ย่อย นำเศษวัสดุเกษตรกลับมาใช้ประโยชน์ 18 ล้านตันต่อปี และผลิตไบโอชาร์ 3,600 ตันต่อปี
ส่วนโครงการอนุรักษ์ดินและบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เกษตรน้ำฝน วงเงิน 189.0118 ล้านบาท ดำเนินการในร้อยเอ็ด 5 แห่ง และโครงการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่โครงการหลวงด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ วงเงิน 38.6830 ล้านบาท ติดตั้งระบบสูบน้ำและกระจายน้ำ 39 แห่ง ครอบคลุม 2,500 ไร่
กรมประมง 4 โครงการ 768.72 ล้านบาท
กรมประมงเสนอ 4 โครงการ โดยเมื่อรวมวงเงินตามรายโครงการอยู่ที่ 768.7249 ล้านบาท ได้แก่ โครงการพัฒนาศูนย์บริการพลังงานสะอาดเพื่อชุมชนประมง วงเงิน 398.3213 ล้านบาท ติดตั้งห้องเย็น 22 ชุด สถานีชาร์จแบตเตอรี่ 21 สถานี และระบบกว้านไฟฟ้าลากเรือ 10 ระบบ
โครงการส่งเสริมชุมชนต้นแบบด้านพลังงานสะอาดและเศรษฐกิจหมุนเวียน วงเงิน 152.1000 ล้านบาท ครอบคลุม 12 จังหวัดและอบรมเกษตรกร 600 คน โครงการพัฒนาระบบอบแห้งสัตว์น้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ วงเงิน 124.6373 ล้านบาท ติดตั้งระบบในพื้นที่ชุมชนประมง 16 แห่ง และโครงการระบบเพาะพันธุ์และอนุบาลสัตว์น้ำเคลื่อนที่ด้วยพลังงานสะอาด วงเงิน 93.6663 ล้านบาท จำนวน 13 ชุด
5 หน่วยงานเสนอ 3 โครงการ เดินหน้า EV-โซลาร์-ชีวมวล
ในกลุ่มหน่วยงานที่เสนอ 3 โครงการ ประกอบด้วยองค์การสะพานปลา อ.ส.ค. อ.ต.ก. สวก. และกรมการข้าว
องค์การสะพานปลาเสนอ 3 โครงการ วงเงินรวม 600 ล้านบาท ประกอบด้วยการติดตั้งเครื่องยนต์ไฟฟ้าสำหรับเรือประมงพื้นบ้าน วงเงิน 400 ล้านบาท จำนวน 1,000 ลำ การจัดตั้งจุดชาร์จแบตเตอรี่สำหรับเรือไฟฟ้า วงเงิน 100 ล้านบาท จำนวน 14 แห่ง และการติดตั้ง Solar Rooftop ในสะพานปลาและท่าเทียบเรือ วงเงิน 100 ล้านบาท จำนวน 7 แห่ง
อ.ส.ค.เสนอ 3 โครงการ วงเงินรวม 1,060.8480 ล้านบาท ได้แก่ ระบบหม้อน้ำเชื้อเพลิงชีวมวลผง วงเงิน 220.8480 ล้านบาท ระบบผลิตไฮโดรเจนสีเขียวจากพลังงานแสงอาทิตย์ วงเงิน 440 ล้านบาท และโครงการ Net Zero Dairy ระบบขนส่งน้ำนมไฟฟ้า วงเงิน 400 ล้านบาท โดยโครงการไฮโดรเจนตั้งเป้าผลิตไฮโดรเจนสีเขียวอย่างน้อย 240 กิโลกรัมต่อวัน ส่วนระบบขนส่งน้ำนมจะจัดหารถ EV Milk Bus 40 คันและติดตั้ง DC Charger 16 ตู้
อ.ต.ก.เสนอ 3 โครงการ วงเงินรวม 418.7935 ล้านบาท ประกอบด้วยการยกระดับตลาดพหลโยธินสู่ตลาดพลังงานสะอาดและบริหารจัดการอัจฉริยะ วงเงิน 400 ล้านบาท โครงการจัดซื้อรถยนต์ไฟฟ้า 2 คัน วงเงิน 1.6780 ล้านบาท และโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ตลาดพันธุ์ไม้ อ.ต.ก. จ.ตรัง วงเงิน 17.1155 ล้านบาท
สวก.เสนอ 3 โครงการ วงเงินรวม 581.7403 ล้านบาท ได้แก่ ระบบบริหารจัดการเศษวัสดุเกษตรแบบเคลื่อนที่ 150.4569 ล้านบาท โครงการขยายผลเทคโนโลยีผลิตไบโอดีเซลระดับชุมชน 236.9024 ล้านบาท และโครงการระบบจัดการชีวมวลเพื่อผลิตพลังงานและกักเก็บคาร์บอนด้วยไพโรไลซิส 194.3810 ล้านบาท โดยโครงการไบโอดีเซลตั้งเป้าติดตั้งเครื่องผลิต 300 เครื่องใน 15 จังหวัด ส่วนโครงการไพโรไลซิสตั้งเป้าติดตั้งเครื่องผลิตไบโอชาร์ 500 เครื่องและเครื่องอัดชีวมวล 50 เครื่อง
กรมการข้าวเสนอ 3 โครงการ วงเงินรวม 12,315.5487 ล้านบาท โดยโครงการใหญ่สุดคือ “โครงการนำร่องบริหารจัดการ EV Tractor ทางการเกษตรแบบยั่งยืน” วงเงิน 11,677.5487 ล้านบาท ครอบคลุม Hub พลังงานสะอาด 575 แห่ง รถไถไฟฟ้า 3,720 คัน ศูนย์ข้าวชุมชน 1,733 แห่ง และพื้นที่ได้รับประโยชน์ 2 ล้านไร่
นอกจากนี้มีโครงการ Low Carbon Rice Plus วงเงิน 345 ล้านบาท พัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลและมาตรฐานข้าวคาร์บอนต่ำ และโครงการพัฒนาระบบจัดการสิ่งแวดล้อมของโรงงานปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ด้วยโซลาร์เซลล์ วงเงิน 293 ล้านบาท ครอบคลุมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว 12 แห่ง
3 หน่วยงานเสนอ 2 โครงการ มุ่งลดต้นทุนพลังงานภาคเกษตร
กรมส่งเสริมการเกษตรเสนอ 2 โครงการ วงเงินรวม 186.1615 ล้านบาท ได้แก่ โครงการส่งเสริมการผลิตและใช้ไบโอชาร์ วงเงิน 87.2135 ล้านบาท ตั้งจุดเรียนรู้และแปลงต้นแบบ 532 จุด/แปลงใน 67 จังหวัด และถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรไม่น้อยกว่า 15,960 ราย และโครงการติดตั้งระบบไฟฟ้าส่องสว่างเพื่อความปลอดภัยและรักษาทรัพย์สินทางราชการ วงเงิน 98.9480 ล้านบาท ติดตั้งเสาไฟพลังงานแสงอาทิตย์ไม่น้อยกว่า 1,706 ต้น
กรมฝนหลวงเสนอ 2 โครงการ วงเงินรวม 32.1640 ล้านบาท ได้แก่ การติดตั้ง Solar Rooftop ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง 8 แห่ง วงเงิน 15.1360 ล้านบาท และการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ณ สถานีเรดาร์ฝนหลวง 6 แห่ง วงเงิน 17.0280 ล้านบาท โดยตั้งเป้าลดค่าไฟฟ้าของศูนย์ปฏิบัติการลงประมาณ 10% และสถานีเรดาร์ลงประมาณ 20-25% ตามลำดับ
กรมปศุสัตว์เสนอ 2 โครงการ วงเงินรวม 786.9903 ล้านบาท ได้แก่ โครงการติดตั้งเสาไฟพลังงานแสงอาทิตย์ 6,868 ต้น วงเงิน 256.9903 ล้านบาท และโครงการบริหารจัดการน้ำเพื่อผลิตพืชอาหารสัตว์ด้วยพลังงานทดแทน วงเงิน 530 ล้านบาท ก่อสร้างระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ 53 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 6,400 ไร่
4 หน่วยงานเสนอ 1 โครงการ แต่ “ชลประทาน”วงเงินสูงสุด 2.34 หมื่นล้าน
กลุ่มหน่วยงานที่เสนอ 1 โครงการ ได้แก่ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กรมหม่อนไหม และกรมชลประทาน
กยท.เสนอการจัดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า 5 แห่ง วงเงิน 20 ล้านบาท ติดตั้ง DC Fast Charger 180 kW รวม 20 หัวจ่าย ตั้งเป้าลดการใช้น้ำมันประมาณ 102,000 ลิตรต่อปี และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสุทธิประมาณ 2.70 ล้านบาทต่อปี
มกอช.เสนอจัดซื้อรถยนต์ไฟฟ้า BEV จำนวน 5 คัน พร้อม Wall box 5 ชุด วงเงิน 4.1950 ล้านบาท เพื่อทดแทนรถยนต์ราชการเดิมที่มีอายุใช้งานมากกว่า 10 ปี
กรมหม่อนไหมเสนอระบบพลังงานแสงอาทิตย์ วงเงิน 144.8000 ล้านบาท ประกอบด้วยเสาไฟพลังงานแสงอาทิตย์ 1,120 ชุด ระบบสูบน้ำพร้อมท่อส่งน้ำ 60 จุด และระบบประปาบาดาลพร้อมท่อส่งน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ 20 จุด
ส่วนกรมชลประทาน แม้เสนอเพียง 1 โครงการ แต่เป็นโครงการที่มีวงเงินสูงสุดถึง 23,428.1742 ล้านบาท ภายใต้ “โครงการพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569”