โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ครม. อัดงบเงินกู้ 4.3 หมื่นล้าน ขยาย ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ วงเงิน 1 พันบาท ใช้ได้นาน 2 เดือน

ไทยโพสต์

อัพเดต 22 กันยายน 2569 เวลา 22.35 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“เอกนิติ” แถลงต่ออายุ "ไทยช่วยไทยพลัส" อีก 2 เดือน พร้อมเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1,000 บาท 1 เดือน วงเงิน 4.3 หมื่นล้านบาท รับมือวิกฤตน้ำมันตะวันออกกลาง มั่นใจปั๊มจีดีพีได้อีก 0.1%

22 กันยายน 2569 - เมื่อเวลา 12.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. มีมติเห็นชอบโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพิ่มเติม และโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) โดยใช้วงเงินจากพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานฯ พ.ศ. 2569 จำนวน 43,000 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้จีดีพีขยายตัวอีกประมาณ 0.1-0.2%

“รัฐบาลจะใช้วงเงินที่เหลืออยู่จากพ.ร.ก.กู้เงิน สาเหตุมาจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ น้ำมันดีเซล และน้ำมันเบนซินในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ถือเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ และวิกฤตจะมาเป็นหลายระลอก ระลอกแรกจากราคาพลังงาน ระลอกที่สองจากค่าครองชีพและเงินเฟ้อ และระลอกที่สามจากกำลังซื้อที่ลดลง ซึ่งขณะนี้เงินเฟ้อล่าสุดขึ้นมาอยู่ที่ 2.5% และราคาผู้ผลิตปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 10% เป็นเหตุผลให้คณะรัฐมนตรีต้องขยายโครงการไทยช่วยไทยพลัสออกไปอีก” นายเอกนิติ ระบุ

นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ได้ขยายเวลาออกไป 2 เดือน ระหว่างเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน 2569 โดยภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ในอัตรา 60% แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน โดยสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง

นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับการยืนยันสิทธิของประชาชน รัฐบาลจะเปิดให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณสมบัติครบถ้วนมากดยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 1 - 15 ตุลาคม 2569 ส่วนการยืนยันสิทธิของผู้ประกอบการ เปิดให้ผู้ประกอบการที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) มากดยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม - 30 พฤศจิกายน 2569 ทั้งนี้เมื่อประชาชนกดยืนยันแล้วจะสามารถใช้สิทธิโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม - 30 พฤศจิกายน 2569 โดยสามารถซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่เวลา 06.00 - 23.00 น. หรือผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่เข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่เวลา 06.00 - 21.00 น.ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”

นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพิ่มเติม มีวัตถุประสงค์เพื่อเยียวยาผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางทางด้านรายได้ ทรัพย์สิน และหนี้สิน จึงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็วและรุนแรงจากสถานการณ์วิกฤตความผันผวนของราคาพลังงานอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้การเพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าจากร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านอื่น ๆ ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด เพิ่มเติมให้แก่ผู้ผ่านคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ที่ผ่านคุณสมบัติก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นจำนวน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน จากเดิมได้รับวงเงินจำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน และได้เพิ่มอีกจำนวน 700 บาทต่อคนต่อเดือน ในเดือนตุลาคม 2569

นายเอกนิติ กล่าวถึงการทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่จะมีผลในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ว่า จากเดิมมีผู้ถือบัตร 13.1 ล้านคน ได้เผื่อวงเงินไว้รองรับเพิ่มเป็น 14-14.5 ล้านคน เพียงพอสำหรับผู้ที่กำลังอยู่ในกระบวนการทบทวนสิทธิ ส่วนโครงการไทยช่วยไทย Plus จากเดิมมีผู้ใช้สิทธิประมาณ 26 ล้านคน จะมี 1 ล้านคนขยับไปใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เหลือ 25 ล้านคนเดิม และจะเติมคนใหม่ที่ตกหล่นจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเข้ามาอีกประมาณ 7.5 ล้านคน รวมรองรับได้ถึง 47 ล้านคน

ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้วงเงินภายใต้พ.ร.ก.กู้เงิน มีวงเงินเหลืออยู่ 44,000 ล้านบาทเศษในแผนงานส่วนที่ 1 ของพระราชกำหนดเงินกู้ ซึ่งมีวงเงินทั้งหมด 2 ส่วน คือ 200,000 ล้านบาทแรกและอีก 200,000 ล้านบาท โดยเงินที่นำมาใช้ทั้งสองโครงการนี้มาจากส่วนที่ 1 ทั้งหมด ไม่มีการโอนเงินจากส่วนที่ 2 มาใช้แต่อย่างใด

ทั้งนี้ตามหลักการของโครงการไทยช่วยไทยพลัส เป็นโครงการที่รัฐบาลไม่ได้ให้เงินแก่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการร่วมจ่ายระหว่างประชาชนกับร้านค้าขนาดเล็กที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งวงเงินที่มีอยู่ถูกขยายเพิ่มขึ้นอีก 40% นอกจากนี้ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจากการดำเนินโครงการมาเกือบ 4 เดือน ยังช่วยกระตุ้นจีดีพีเพิ่มขึ้น 0.38-0.40%

“การขยายโครงการไทยช่วยไทยพลัสครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการที่มีเงินเหลืออยู่แล้วต้องการทำโครงการ แต่เป็นเพราะสถานการณ์ที่คาดว่าจะคลี่คลายกลับรุนแรงขึ้นอีกครั้ง ราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง และพอดีกับที่โครงการเดิมจะสิ้นสุดในเดือนกันยายน จึงต้องพิจารณาแนวทางดูแลประชาชนในช่วงสถานการณ์รุนแรง โดยยังคงยึดหลักวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ไม่มีการโอนเงินจากแผนงานส่วนที่ 2 มาสมทบส่วนที่ 1” นายลวรณ ระบุ

นายลวรณ กล่าวว่า ส่วนการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ที่จะเริ่มใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2569 นี้ ยอมรับว่า เป็นการลงทะเบียนที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากที่สุด มีการนำฐานข้อมูลเดิมมาตรวจสอบด้วยหลักเกณฑ์ใหม่ โดยกระทรวงการคลังได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จริงในทุกหมู่บ้านเพื่อเก็บตกกลุ่มคนที่ตกหล่น รวมถึงตรวจสอบฐานข้อมูลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เพื่อให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ส่วนผู้ที่ไม่เข้าเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการ 60-40 จะรองรับคนกลุ่มนี้ทั้งหมด และคาดว่าจะขยายผู้ใช้สิทธิได้ถึง 32.5 ล้านคน จากปัจจุบันที่มีผู้ใช้งานประมาณ 26 ล้านคน

ขณะที่ นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังและโฆษกกระทรวงการคลัง ชี้แจงเรื่องการทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า จากผู้มาลงทะเบียนทั้งหมด 18.8 ล้านคน มีผู้ผ่านเกณฑ์รอบแรก 9.5 ล้านราย และอยู่ระหว่างขอทบทวนสิทธิประมาณ 5 ล้านราย โดยครม.เห็นชอบการปรับเกณฑ์ในหลายประเด็น ทั้งกรณีนักเรียนนักศึกษาที่จะไม่รวมผู้อยู่ในโครงการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาชนบทและผู้เรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามกฎหมายส่งเสริมการเรียนรู้ และกรณีผู้ถือหุ้นในบริษัทต่างๆ ที่จะไม่รวมวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือวิสาหกิจชุมชน

ส่วนเกณฑ์ด้านทรัพย์สินว่า ผู้ที่มีบัญชีหลักทรัพย์และตราสารหนี้จะได้รับการยกเว้นหากไม่เคยมีธุรกรรมซื้อขาย หรือมีมูลค่าไม่เกิน 5,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพิจารณาแล้วว่าผู้ถือครองมูลค่าน้อยไม่ได้มีเจตนามุ่งค้า ส่วนเกณฑ์ยานพาหนะ รถจักรยานยนต์อายุไม่เกิน 15 ปี และรถยนต์ รถพ่วง รถใช้ในการเกษตรอายุเกิน 20 ปี จะได้รับการยกเว้น โดยแยกรถมูลค่าสูงและรถสะสมออกจากรถที่ใช้งานทั่วไปของประชาชน

นอกจากนี้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส จากสถิติ 3 เดือนที่ผ่านมา มีผู้ใช้สิทธิเฉลี่ยที่ใช้เงินไม่หมดประมาณ 51% จึงมีการขยายเวลาการใช้สิทธิ 60-40 ออกไปอีก 2 เดือนคือตุลาคมและพฤศจิกายน เพื่อให้โครงการครอบคลุมตามวัตถุประสงค์ ส่วนร้านค้าสามารถลงทะเบียนเพิ่มเติมได้จนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน โดยกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ได้หารือร่วมกันเพื่อเปิดโอกาสให้ร้านค้าในระบบเป๋าตังรองรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ต่อเนื่องด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...