โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธนาคารโลกเตือน 10-15 ปีข้างหน้า คนรุ่นใหม่ 800 ล้านคนเสี่ยงไร้งาน

Amarin TV

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ธนาคารโลกชู 3 เสาหลักสร้างงาน เตือน 10-15 ปีข้างหน้า มีคนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงาน 1,200 คน แต่มีงานรองรับเพียง 400 ตำแหน่ง อีก 800 ล้านคนเสี่ยงไร้งาน

เรื่องตลาดแรงงานเป็นประเด็นสำคัญที่ธนาคารโลก (World Bank Group) เน้นในการประชุม ‘2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings’ ที่กรุงเทพฯ โดยชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในการสร้างงานให้เพียงพอกับคนรุ่นใหม่ในประเทศกำลังพัฒนา

ธนาคารโลกนำเสนอข้อมูลว่า ในช่วง 10-15 ปีข้างหน้า คนหนุ่มสาว 1,200 ล้านคนจะเข้าสู่วัยทำงาน แต่คาดว่าจะมีงานรองรับเพียงประมาณ 400 ล้านตำแหน่ง ทำให้จำนวนงานที่คาดว่าจะมีต่ำกว่าจำนวนคนที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานถึง 800 ล้านตำแหน่ง ซึ่งจะกลายเป็นโจทย์สำคัญของการพัฒนาในระยะต่อไป

อาเจย์ บังกา (Ajay Banga) ประธานกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) กล่าวถึงความท้าทายนี้ในการประชุมใหญ่ (Annual Meetings Plenary) ของการประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ในวันที่ 16 ตุลาคม 2569 โดยชี้ว่า การสร้างงานในวงกว้างจำเป็นต้องอาศัย 3 เสาหลัก คือ โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน และการขยายบทบาทของภาคเอกชน

บังกายังเน้นถึงความจำเป็นในการใช้ทรัพยากรเพื่อการพัฒนาให้เกิดประโยชน์มากขึ้น ท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณและภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น โดย World Bank Group มุ่งระดมเงินทุนจากภาคเอกชนควบคู่กับเงินทุนจากแหล่งอื่น เพื่อสนับสนุนการลงทุนและขยายโอกาสการจ้างงานในประเทศกำลังพัฒนา

World Bank เตือน 10-15 ปีข้างหน้า วิกฤตขาดงาน 800 ล้านตำแหน่ง

อาเจย์ บังกา ประธาน World Bank Group เน้นกล่าวถึงภารกิจด้านการพัฒนา โดยระบุว่า นับตั้งแต่ก่อนเข้ารับตำแหน่งในปี 2566 เขาพบความจริงสำคัญ 3 ประการจากการหารือกับประเทศสมาชิก ผู้รับความช่วยเหลือ ภาคเอกชน และองค์กรต่าง ๆ ได้แก่ ความท้าทายมีขนาดใหญ่ ทรัพยากรมีจำกัด และ World Bank Group จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีทำงานเพื่อรับมือกับสถานการณ์

สามปีผ่านไป ความท้าทายเหล่านั้นยังไม่คลี่คลาย ความขัดแย้งยังดำเนินต่อไป พื้นที่ทางการคลังของหลายประเทศแคบลง ภาระหนี้เพิ่มขึ้น และต้นทุนสินค้าจำเป็นตั้งแต่พลังงานไปจนถึงปุ๋ยยังอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกัน โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางประชากรครั้งใหญ่

อาเจย์บอกว่า ในช่วง 10-15 ปีข้างหน้า คนหนุ่มสาว 1,200 ล้านคนจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่คาดว่าจะมีงานรองรับเพียงประมาณ 400 ล้านตำแหน่ง ความท้าทายปรากฏออกมาในรูปของตัวเลขทางคณิตศาสตร์ นั่นคือ ช่องว่างตำแหน่งงานประมาณ 800 ล้านตำแหน่ง

“คนรุ่นนี้จะเป็นผู้กำหนดทิศทางของศตวรรษหน้า และทางเลือกที่เราตัดสินใจในวันนี้จะช่วยกำหนดว่าทิศทางนั้นจะเป็นอย่างไร” อาเจย์ บังกากล่าว และระบุว่า มีความท้าทายสองด้านที่ World Bank พยายามรับมือ คือ การทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดสร้างประโยชน์ได้มากขึ้น ควบคู่ไปกับการช่วยให้ประเทศต่าง ๆ สร้างงานได้ในวงกว้าง

World Bank วาง 3 เสาหลัก รับมือช่องว่างตลาดแรงงาน

อาเจย์บอกว่า กลยุทธ์การสร้างงานของ World Bank ตั้งอยู่บนสามเสาหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและทุนมนุษย์ ความแน่นอนของกฎระเบียบและนโยบาย และการขยายการลงทุนในวงกว้าง

เสาหลักแรก เรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและทุนมนุษย์ ครอบคลุมทั้งไฟฟ้า น้ำ การขนส่ง การเชื่อมต่อดิจิทัล ตลอดจนสุขภาพ การศึกษา และทักษะของแรงงาน โดยในปีที่ผ่านมา World Bank จัดสรรเงินทุน 40,000 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบหนึ่งในสามของเงินทุนทั้งหมดให้กับพื้นฐานเหล่านี้

เสาหลักที่สอง คือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ ผ่านสถาบันที่เข้มแข็ง ธรรมาภิบาลที่ดี และกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน ตั้งแต่การลดความซับซ้อนของใบอนุญาตไปจนถึงกฎหมายเกี่ยวกับที่ดิน โดยในปีที่ผ่านมา เงินทุนภาครัฐของ World Bank ราว 30% สนับสนุนการปฏิรูปนโยบายและสถาบัน

ส่วนเสาหลักที่สาม คือ มุ่งแก้ข้อจำกัดที่ยังขัดขวางการลงทุน เช่น ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ผ่านเครื่องมืออย่างการค้ำประกัน การลงทุนในตราสารทุน และสินเชื่อสกุลเงินท้องถิ่น เพื่อดึงเงินทุนเอกชนเข้าสู่การพัฒนาได้มากขึ้น

ขณะเดียวกัน World Bank มองว่า AI สามารถช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจได้ หากประเทศต่าง ๆ มีไฟฟ้า การเชื่อมต่อ อุปกรณ์ และมาตรการป้องกันที่เหมาะสม โดย AI ที่นำไปใช้ในทางปฏิบัติอาจช่วยให้เกษตรกรเพิ่มผลผลิต ครูปรับการสอนให้เหมาะกับผู้เรียน บุคลากรสาธารณสุขตัดสินใจได้ดีขึ้น และผู้ประกอบการเข้าถึงลูกค้ารายใหม่

การพัฒนาทักษะจึงต้องเชื่อมโยงการศึกษาและการฝึกอบรมเข้ากับงานและอุตสาหกรรมที่ประเทศกำลังสร้าง ส่วนธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางต้องเข้าถึงแหล่งเงินทุนและตลาดได้ดีขึ้น ผ่านการใช้ข้อมูลดิจิทัล การเชื่อมต่อกับผู้ซื้อรายใหญ่ และการปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่อการเติบโต

เร่งขยายโอกาสเข้าถึงพลังงาน น้ำ เกษตร และสุขภาพ

บังกายังยกตัวอย่างโครงการที่ World Bank Group กำลังขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนเงินทุนให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ โดยในด้านพลังงาน โครงการ Mission 300 ซึ่งดำเนินการร่วมกับธนาคารเพื่อการพัฒนาแอฟริกา มีเป้าหมายขยายการเข้าถึงไฟฟ้าให้ประชาชน 300 ล้านคนในแอฟริกาภายในปี 2573 ปัจจุบันมีผู้เข้าถึงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นแล้ว 59 ล้านคน และจำนวนผู้ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในแต่ละปี

อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ บ้านเรือน เหมือง โรงงาน ฟาร์ม และเมืองที่กำลังเติบโตต้องการพลังงานที่เชื่อถือได้และมีราคาที่เข้าถึงได้ World Bank จึงสนับสนุนการผสมผสานพลังงานหลายรูปแบบ ทั้งพลังงานหมุนเวียน พลังน้ำ ก๊าซธรรมชาติในกรณีที่เหมาะสม พลังงานนิวเคลียร์ ตลอดจนระบบส่งไฟฟ้า โครงข่าย และระบบกักเก็บพลังงาน

ด้านน้ำ World Bank และพันธมิตรตั้งเป้าปรับปรุงความมั่นคงด้านน้ำให้ประชาชนได้ถึง 1,000 ล้านคนภายในปี 2573 โดย World Bank รับผิดชอบเป้าหมาย 400 ล้านคน ส่วนด้านเกษตรมีเป้าหมายช่วยเกษตรกรรายย่อย 300 ล้านคนเปลี่ยนจากการผลิตเพื่อยังชีพไปสู่การผลิตที่มีส่วนเกินเพื่อจำหน่าย โดย World Bank รับผิดชอบ 200 ล้านคน

สำหรับด้านสุขภาพ โครงการ HealthWorks ตั้งเป้าให้ประชาชน 1,500 ล้านคนเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและราคาไม่แพงภายในปี 2573 โดยมีผู้ได้รับประโยชน์แล้วประมาณ 600 ล้านคน

นอกจากนี้ World Bank ยังตั้งเป้าเพิ่มขนาดธุรกิจด้านแร่สำคัญเป็นห้าเท่าภายในห้าปี และร่วมมือกับธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคีอื่น ๆ เพื่อสร้างอุตสาหกรรมในประเทศ ให้ประเทศผู้ผลิตสามารถเก็บเกี่ยวมูลค่าเพิ่มและสร้างงานภายในประเทศได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน การพัฒนาเส้นทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานก็ช่วยเชื่อมโยงพื้นที่ผลิตเข้ากับตลาด โดยในปีที่ผ่านมา World Bank เปิดตัวโครงการใหม่ในกลุ่มนี้ 52 โครงการ เพิ่มจาก 20 โครงการเมื่อสามปีก่อน

ดึงเงินทุนเอกชนหนุนการพัฒนาในประเทศกำลังพัฒนา

บังกาบอกว่า อนาคตของการพัฒนาต้องอาศัยการผสานเงินทุนภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน เงินสนับสนุนจากองค์กรการกุศล และเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละประเทศ โดยประเทศที่มีความต้องการสูงและมีความเสี่ยงมากยังจำเป็นต้องพึ่งพาเงินทุนภาครัฐและเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรน ขณะที่เมื่อประเทศมีความเข้มแข็งมากขึ้น การลงทุนเอกชนและการเข้าถึงตลาดควรมีบทบาทเพิ่มขึ้น

เขายกตัวอย่างว่า ในช่วงที่ผ่านมา มี 35 ประเทศที่เปลี่ยนจากการรับเงินสนับสนุนผ่านสมาคมพัฒนาระหว่างประเทศ (IDA) มาเป็นประเทศที่เข้าถึงเงินกู้จากธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและพัฒนา (IBRD) และมี 23 ประเทศที่กลายเป็นผู้ให้เงินสนับสนุน IDA ซึ่งเป็นทิศทางที่ World Bank ต้องการเห็นจากการพัฒนาในระยะยาว

ในด้านเงินทุน World Bank Group ระดมเงินทุนจากภาคเอกชนได้ประมาณ 35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีงบประมาณ 2565 ซึ่งเป็นปีก่อนเริ่มแผนการทำงานชุดใหม่ ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 112,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีงบประมาณล่าสุด เมื่อรวมกับเงินทุนของสถาบันเองแล้ว เงินทุนทั้งหมดมีมูลค่ามากกว่า 230,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การระดมทุนจากภาคเอกชนเพิ่มขึ้นในหลายภูมิภาค โดยเพิ่มเกือบสามเท่าในประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง เพิ่มขึ้นสี่เท่าในประเทศรายได้ปานกลางระดับบน และมากกว่าสองเท่าในทวีปแอฟริกา ทั้งยังสามารถระดมเงินทุนจากนักลงทุนใน 110 ประเทศ อย่างไรก็ตาม เงินทุนเอกชนที่ระดมได้ในกลุ่มประเทศรายได้น้อยยังอยู่ที่ประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ World Bank ยังคงต้องเร่งหาทางสนับสนุนการลงทุนและสร้างงานต่อไป

นอกจากนั้น สำหรับการสร้างงานในประเทศกำลังพัฒนา บังกาให้ความสำคัญกับการทำให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศรายได้น้อย ซึ่งการดึงดูดเงินทุนเชิงพาณิชย์ยังทำได้ยาก ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางเป็นอีกกลุ่มที่ World Bank ต้องการสนับสนุน เนื่องจากมีบทบาทในการสร้างงาน โดยเฉพาะในพื้นที่เปราะบางและประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...