ป.ป.ช. เปิด 5 ปม “บิ๊กโจ๊ก”! ปืน 170 กระบอก-เงินหมุน 223 ล้าน ทอง 21 ล้าน นาฬิกาหรู 60 ล้าน จี้แจงใน 15 วัน ปมบัญชีทรัพย์สินเท็จ
ป.ป.ช. จ่อเชือด “บิ๊กโจ๊ก” แจ้งบัญชีทรัพย์สินเท็จ พบปืน 170 กระบอก-บัญชีม้าเงินหมุน 223 ล้าน ที่ดินสงขลา ทองคำ 21 ล้าน นาฬิกาหรู 47 เรือนมูลค่า 60 ล้าน จี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน ก่อนชี้ขาดตามกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า เมื่อช่วงเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติแจ้งข้อกล่าวหา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) กรณีถูกกล่าวหาว่าจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตนเองและคู่สมรสอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ พร้อมกำหนดให้เข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ
แหล่งข่าวจาก ป.ป.ช. เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินในช่วงที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) พบข้อสงสัยเกี่ยวกับการแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน 5 ประเด็นสำคัญ ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอสำหรับการแจ้งข้อกล่าวหา ประกอบด้วย
1. ปืน 170 กระบอก มูลค่ากว่า 22 ล้านบาท
พบอาวุธปืนเพิ่มขึ้น 170 กระบอก ในช่วงปี 2558-2564 มูลค่ารวมกว่า 22 ล้านบาท โดยมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับการได้มาซึ่งทรัพย์สิน ผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่านำรายได้จากการเป็นนายหน้าแนะนำซื้อขายพระเครื่องประมาณ 10.9 ล้านบาท มาใช้ซื้ออาวุธปืน แต่การตรวจสอบพบข้อสงสัยเกี่ยวกับธุรกรรมดังกล่าว รวมถึงกรณีนำเงินสด 70 ล้านบาท ไปจัดวางในตู้นิรภัยและถ่ายภาพเพื่อประกอบเอกสารชี้แจง ตลอดจนบทบาทของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการนำเงินสดไปยังร้านพระเครื่องแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ก่อนนำกลับคืนภายในวันเดียวกัน โดย ป.ป.ช. ยังตรวจสอบที่มาของเงินและความน่าเชื่อถือของเอกสาร
2. บัญชีม้า 6 บัญชี เงินหมุนเวียนกว่า 223 ล้านบาท
พบข้อสงสัยเกี่ยวกับบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทยในชื่อบุคคลอื่น ซึ่งมียอดเงินหมุนเวียนกว่า 300,000 บาท และไม่ได้แสดงไว้ในบัญชีทรัพย์สิน โดยมีข้อกล่าวอ้างว่าบัญชีดังกล่าวถูกใช้ทำธุรกรรมเพื่อประโยชน์ของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และคู่สมรส นอกจากนี้ การขยายผลยังพบการใช้บัญชีบุคคลอื่น หรือบัญชีม้า รวม 6 บัญชี มียอดเงินหมุนเวียนรวมกว่า 223 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงและที่มาของเงิน
3. ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 2 แปลงใน จ.สงขลา
พบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 2 แปลง ใน ต.บ่อยาง อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา ซึ่งไม่ปรากฏรายการในบัญชีทรัพย์สิน โดยข้อมูลระบุว่าคู่สมรสของอดีตรอง ผบ.ตร. เป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนและถือกรรมสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 10 ก.ย. 2563 จึงต้องตรวจสอบกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงและหน้าที่ในการยื่นแสดงรายการทรัพย์สินตามกฎหมาย
4. ขายทองคำ 845 บาท มูลค่ากว่า 21 ล้านบาท
อีกประเด็นคือการขายทองคำน้ำหนัก 845 บาท มูลค่ากว่า 21 ล้านบาท ซึ่งระบุว่าเป็นทรัพย์สินของคู่สมรส โดยมีการนำเอกสารรับฝากเงินลงวันที่ 15 ก.ค. 2563 มาใช้เป็นหลักฐานประกอบ แต่ ป.ป.ช. พบข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อความในเอกสารดังกล่าว จึงต้องตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับธุรกรรมอย่างละเอียด
5. นาฬิกาหรู 47 เรือน มูลค่าประเมินกว่า 60 ล้านบาท
จากการตรวจสอบพบข้อมูลนาฬิกาจำนวนมากเก็บไว้ในห้องชุดแห่งหนึ่งในเขตปทุมวัน กรุงเทพฯ โดยมีบุคคลอื่นถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2568 มีการถ่ายภาพนาฬิกาและนำเอกสารรับประกันไปประเมินราคา ก่อนพบข้อมูลการขายนาฬิกา 50 เรือน ในราคารับซื้อรวมกว่า 61 ล้านบาท โดยผู้ขายขอรับชำระเป็นเงินสด
ในจำนวนดังกล่าว พบว่านาฬิกา 47 เรือน มีมูลค่าประเมินรวมประมาณ 60 ล้านบาท แต่ไม่ปรากฏในบัญชีทรัพย์สินที่ต้องยื่นต่อ ป.ป.ช. จึงต้องตรวจสอบทั้งกรรมสิทธิ์ การได้มา และหน้าที่ในการยื่นแสดงรายการตามกฎหมาย
แหล่งข่าวระบุว่า คดีนี้มีรายละเอียดและเส้นทางการเงินซับซ้อน ป.ป.ช. จึงต้องตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างรอบคอบ ก่อนเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่การพิจารณาว่าการไม่แสดงรายการทรัพย์สินทั้ง 5 ประเด็น เข้าข่ายจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบหรือไม่
อย่างไรก็ตาม การแจ้งข้อกล่าวหาเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการตรวจสอบทางกฎหมาย ยังไม่ใช่ข้อยุติว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิด โดย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังมีสิทธิชี้แจงข้อกล่าวหาและนำพยานหลักฐานมาต่อสู้ตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป