ร้านอาหารจีนเปิดตัวขนม “ทาร์ตไข่หน้าแมลงตับเต่า” หน้าตาคล้ายแมลงสาบยักษ์
วานนี้ (27 ต.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมืองซุ่นเต๋อ มณฑลกวางตุ้ง กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในโลกออนไลน์ จากการเปิดตัวเมนูของหวานสุดแปลกอย่าง "ทาร์ตไข่หน้าแมลงตับเต่าทอดกรอบ" ในช่วงต้นเดือนตุลาคม
ทางร้านจำหน่ายเมนูขนมทาร์ตไข่แมลงตับเต่านี้ในราคาชุดละ 28 หยวน (ราว 140 บาท) ต่อ 3 ชิ้น ภาพของหวานที่มีแมลงตัวใหญ่ซึ่งมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับแมลงสาบตัวใหญ่เกาะอยู่บนหน้าทาร์ตแต่ละชิ้น ได้กลายเป็นกระแสไวรัลบนโซเชียลมีเดียของจีนอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม เจ้าของร้านซึ่งระบุเพียงแซ่ว่า “พาน” ชี้แจงว่า แม้ในชื่อเมนูที่มีคำในภาษาท้องถิ่นแปลว่า “แมลงสาบน้ำ” แต่แมลงบนหน้าขนมก็ไม่ใช่แมลงสาบจริงๆ มันคือแมลงตับเต่าหรือด้วงดิ่ง (Diving Beetle) ซึ่งสามารถรับประทานได้ แถมยังมีคุณค่าทางโภชนาการและสรรพคุณทางยาอีกด้วย
ในทางแพทย์แผนจีน แมลงตับเต่าถูกนำมาใช้เพื่อบำรุงผิวพรรณ บำรุงไต ช่วยให้เลือดลมหมุนเวียนดี สลายเลือดคั่ง เสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อให้แข็งแรง
พานกล่าวว่า ขั้นตอนการเตรียมทาร์ตไข่แมลงตับเต่าต้องใช้ความประณีตสูง เริ่มจากการกำจัดกลิ่นคาวของแมลง จากนั้นนำไปทอดด้วยการควบคุมอุณหภูมิอย่างพิถีพิถันจนกรอบ โดยยังคงส่วนปีกไว้เพื่อความสวยงามและรสสัมผัส ขนมที่เสร็จสมบูรณ์จะมีรสชาติผสมผสานระหว่างความหวานและความเค็ม โดยส่วนท็อปปิ้งที่เป็นตัวแมลงจะให้สัมผัสคล้าย "ชั้นมันฝรั่งทอดกรอบวางอยู่บนหน้าทาร์ตไข่"
พานเผยว่า มีลูกค้าบางรายถึงกับเดินทางมาจากเมืองกวางโจวและฮ่องกงเพื่อมาลองชิมของหวานเมนูนี้ โดยปัจจุบันเขาสามารถขายได้ประมาณ 20 ชุดต่อวัน
แต่ในโลกออนไลน์ของจีน ชาวเน็ตจำนวนมากแสดงความรู้สึกกระอักกระอ่วนกับเมนูนี้
"แค่เห็นหน้าตาฉันก็ทนดูไม่ได้แล้ว นับประสาอะไรกับการกินมันเข้าไป" ชาวเน็ตรายหนึ่งแสดงความเห็น ส่วนอีกคนกล่าวเสริมว่า "ยังไงมันก็คือแมลงสาบน้ำอยู่ดี ฉันไม่มีวันยอมรับว่ามันเป็นอาหารเด็ดขาด"
ขณะเดียวกันก็มีชาวเน็ตเข้ามาให้ความรู้ว่า "ฉันไม่เคยลองกินนะ แต่ก็รู้ว่าแมลงชนิดนี้ใช้ในโภชนบำบัดของจีน แถมพวกมันยังต้องอาศัยอยู่ในน้ำที่สะอาดมากๆ ในการขยายพันธุ์ ทำให้ปัจจุบันหาได้ยากและมีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ"
แม้อาจจะมีเสียงวิจารณ์ในเชิงลบ แต่พานยืนยันว่าจะขายเมนูนี้ต่อไป และจะมุ่งมั่นพัฒนาเมนูใหม่ๆ ที่มีสรรพคุณทางโภชนบำบัดออกมาอีกเรื่อยๆ
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
ที่มา : scmp.com
เครดิตภาพ : TikTok / chinapulse2026