SARCO แคปซูลการุณยฆาต จากความทรมานสู่ความก้าวหน้าทางนวัตกรรม
“ซาร์โก (Sarco)” แคปซูลขนาดใหญ่โดยมีจุดประสงค์เพื่อ “การุณยฆาต” นับเป็นทางเลือกโดยที่แม้แต่การรักษาทางการแพทย์ก็ไม่ช่วยทุเลาอาการลงได้ ความตายอาจถือเป็นสิ่งเดียวที่สามารถช่วยให้พวกเขาหายจากความเจ็บปวดทรมาน “การุณยฆาต” จึงถือเป็นทางออกสำหรับสถานการณ์นี้ที่ได้รับการรับรองจากหลายประเทศทั่วโลกว่าเป็นหนทางที่คนเราสามารถเลือกจากโลกนี้ไปได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยไม่ต้องเผชิญกับความทรมาน
.
ซึ่งการการุณยฆาตแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ การการุณยฆาตเชิงรุก (Active Euthanasia) กระทำโดยให้สารหรือวัตถุใดๆ ที่เร่งให้ผู้ป่วยถึงแก่ความตาย เป็นวิธีที่มีข้อถกเถียงกันอย่างมาก และการการุณยฆาตเชิงรับ (Passive Euthanasia) เป็นการกระทำโดยการยุติการรักษาแก่ผู้ป่วย ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด และถูกใช้ในโรงพยาบาลหลายแห่ง
.
ในปัจจุบันที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ได้พัฒนาไปไกลพอสมควร การการุณยฆาตไม่ได้มีเพียงแค่การฉีดยาให้ผู้ป่วยหลับไป หรือถอดเครื่องช่วยหายใจเท่านั้น แต่ยังมีแคปซูลขนาดใหญ่ที่ถูกผลิตมาเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ต้องการจากโลกนี้ไปโดยไม่ต้องใช้สารฉีดเข้าร่างกาย ผลงานของบริษัท Exit International ที่ได้เปิดตัวเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่มีชื่อว่า “ซาร์โก (Sarco)” แคปซูลขนาดใหญ่โดยมีจุดประสงค์เพื่อ “การุณยฆาต” หรือจบชีวิตโดยไม่เจ็บทรมาน
.
การทำงานของเจ้าแคปซูลนี้ จะเริ่มปล่อยแก๊สไนโตรเจนออกมาเมื่อผู้ป่วยกดปุ่มให้เครื่องเริ่มทำงาน ในระยะเวลา 30 วินาที ระดับออกซิเจนในเครื่องจะลดลงอย่างรวดเร็วจนเหลือเพียง 1% เท่านั้น และผู้ป่วยจะเสียชีวิตหลังจากนั้นในระยะเวลาไม่เกิน 10 นาที จากการขาดออกซิเจน ซึ่งความพิเศษคือไม่ก่อให้เกิดการสำลัก ไม่ทำให้เกิดความวิตกกังวล แถมเจ้าแคปซูลนี้ยังสามารถเคลื่อนย้ายไปไว้ที่ไหนก็ได้ เพื่อให้วาระสุดท้ายในชีวิตของผู้ป่วยได้อยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ตนเองต้องการที่สุดในชีวิต
.
เท่านั้นยังไม่พอ เพราะล่าสุดนี้ ดร.นิทสช์เก (Philip Nitschke) ผู้ผลิตและคิดค้นแคปซูลฆ่าตัวตาย ก็เปิดเผยอีกว่าเขากำลังวางแผนเพื่อพัฒนาอุปกรณ์ตัวใหม่ ที่จะฝังเข้าไปในร่างกายคนและตั้งเวลาฆ่าตัวตายไว้ล่วงหน้าได้ โดยจุดประสงค์หลักเพื่อนำไปใช้กับผู้ที่มีภาวะทางสมอง เช่น สมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์
.
ซึ่งเจ้าแคปซูลตัวดังกล่าว ได้ผ่านการรับรองทางกฎหมายเป็นที่เรียบร้อยในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่ยังไม่วายมีเสียงวิจารณ์จากบางฝ่ายว่านวัตกรรมนี้มีความเหมาะสมกับความเป็นมนุษย์หรือไม่?
.
ประเด็นการุณยฆาตหรือการฆ่าตัวตาย ยังคงเป็นประเด็นละเอียดอ่อน และมีเพียงไม่กี่ประเทศในโลกเท่านั้นที่อนุญาตให้มีการกระทำการดังกล่าว เพราะมีผู้คนจำนวนมากไม่เห็นด้วย มองว่าเป็นการกระทำที่เป็นบาป รวมถึงประเทศไทยที่ยังไม่มีกฎหมายรับรองเรื่องการทำการุณยฆาต ที่ถือเป็นการเร่งการตาย
.
หากแพทย์ช่วยให้ผู้ป่วยตายอย่างสงบอาจมีโทษทางอาญา หรือขัดต่อหลักจริยธรรมได้ ในทางกลับกันหากแพทย์พยายามช่วยในทุกวิถีทาง จะตกเป็นข้อถกเถียงว่าละเมิดสิทธิของผู้ป่วยที่ต้องการจากไปอย่างสงบหรือไม่ รวมถึงค่ารักษาต่าง ๆ ก็อาจบานปลาย กลายเป็นปัญหาแก่ญาติที่ต้องแบกรับภาระ โดยที่รู้ทั้งรู้ว่ารักษาอย่างไรผู้ป่วยก็ไม่สามารถกลับมาสมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ได้
.
หากถามว่าเป็นไปได้ไหมที่ไทยจะมีการนำกฎหมายแบบนี้เข้าพิจารณาแล้วตราออกมาเป็นพระราชบัญญัติการุณยฆาต คำตอบคือ ‘อาจเป็นไปได้ยากมาก’ เนื่องจากสภาพสังคมไทยที่ยังมีความเป็นจารีตนิยม ศาสนา ที่ยังทรงอิทธิพลต่อจิตใจของประชาชนอย่างมาก และอาจเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่แทบไม่มีใครกล้าแตะต้องเลย
.
แม้ในปัจจุบันคนส่วนใหญ่เริ่มยอมรับการทำการุณยฆาตแบบ passive มากขึ้น เพราะเห็นว่าเป็นสิทธิของผู้ป่วย แต่ในสังคมไทยอาจจะต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจร่วมกันอีกพอสมควร ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีจะก้าวผ่านและพัฒนามากเพียงใด แต่ความเชื่อที่ฝังรากลึกมาแต่ช้านาน สภาพและบริบททางสังคม ก็ไม่อาจจะทำให้ ‘การการุณยฆาต’ ในประเทศนี้ไม่อาจเป็นจริงได้ หรือถึงจะเกิดขึ้นจริง ก็คงต้องรออีกหลายร้อย หลายพันปีที่ความเชื่อเหล่านั้นจะถูกลบเลือนไปตามกาลเวลา
.
ข้อมูลอ้างอิง
แหล่งข้อมูลที่ 1
แหล่งข้อมูลที่ 2
แหล่งข้อมูลที่ 3
อ่านเรื่องอื่นเพิ่มเติม
.
Read Me – We Shout l The Shout
Living Online Magazine
[Life, Culture, Creative, Spirit]