โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

KKP เตือนอสังหาฯ ปี 69 พิษสงครามดันต้นทุนพุ่ง

หุ้นวิชั่น

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้น

หุ้นวิชั่น - สายงานสินเชื่อธุรกิจของ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) ประเมินภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2569 ว่าจะเผชิญภาวะชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่ายอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศจะลดลงเหลือประมาณ 290,000 ยูนิต จาก 316,214 ยูนิตในปี 2568 ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 8 ปี สะท้อนแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้นและเกิด “ภาวะต้นทุนใหม่” (New Cost Base) ในภาคอสังหาริมทรัพย์

ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเกิดจากราคาพลังงานที่พุ่งสูง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาวัสดุก่อสร้างหลัก เช่น ปูนซีเมนต์ คอนกรีต และเหล็ก โดยเฉพาะเหล็กซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 18% ของต้นทุนบ้านทั้งหลัง และมีความอ่อนไหวต่อราคาพลังงานและค่าขนส่งอย่างมาก ขณะเดียวกัน วัสดุในงานระบบ เช่น ท่อ PVC สายไฟ และวัสดุที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเคมี รวมถึงงานตกแต่ง เช่น สีและกระเบื้อง ต่างได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันเช่นกัน ส่งผลให้ต้นทุนรวมของการก่อสร้างบ้านเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผลกระทบดังกล่าวเห็นได้ชัดในตลาดบ้านระดับราคา 2–5 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่ม Mass Market และมีสัดส่วนมากกว่า 50% ของตลาดในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยบ้านใหม่มีแนวโน้มต้องปรับราคาขึ้น 5–10% เพื่อสะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ปานกลางถึงล่าง เริ่มชะลอตัวอย่างชัดเจน

ในด้านอุปสงค์ (Demand) ภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากราคาพลังงาน ทำให้ผู้บริโภคต้องจัดสรรรายได้ใหม่ เงินออมที่เคยใช้เป็นเงินดาวน์หรือผ่อนบ้านถูกนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากขึ้น ขณะเดียวกัน แนวโน้มเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลให้ธนาคารกลางมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในระดับสูง หรือปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ส่งผลให้ภาระการผ่อนชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัยสูงขึ้น และทำให้ความสามารถในการกู้ซื้อบ้านลดลง

KKP ระบุว่าพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมาก ได้แก่ โซนปริมณฑล เช่น รังสิต-ปทุมธานี บางบัวทอง-นนทบุรี และบางนา-สมุทรปราการ ซึ่งมีจำนวนบ้านเหลือขายในระดับสูง สะท้อนภาวะ Oversupply ในบางทำเล

ท่ามกลางความผันผวนดังกล่าว ฝั่งผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งปรับตัว โดยเน้นกลยุทธ์การ “ล็อกราคาวัสดุ” ล่วงหน้าเพื่อลดความเสี่ยงด้านต้นทุน และเร่งระบายสต็อกบ้านที่สร้างเสร็จแล้วเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ขณะที่ฝั่งผู้บริโภคกลับมีโอกาสจากสถานการณ์นี้ โดยเฉพาะการซื้อบ้านที่สร้างเสร็จแล้ว ซึ่งยังใช้ต้นทุนเดิมก่อนการปรับขึ้นราคา รวมถึงสามารถต่อรองโปรโมชั่นได้มากขึ้นจากผู้ประกอบการที่ต้องการเร่งขาย

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคืออัตราดอกเบี้ย โดยผู้ซื้อที่ตัดสินใจในช่วงนี้สามารถเลือกใช้สินเชื่อแบบอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากดอกเบี้ยขาขึ้นในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้สามารถบริหารภาระทางการเงินได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ในมุมมองระยะยาว ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงมีจุดแข็งจากการเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพและไม่ได้อยู่ในพื้นที่ความขัดแย้งโดยตรง ทำให้ยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในทำเลสำคัญ เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต และเมืองท่องเที่ยวหลัก

โดยสรุป แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2569 จะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น กำลังซื้อที่อ่อนแรง และภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น แต่ก็ยังมีโอกาสสำหรับผู้ซื้อที่มีความพร้อมในการใช้ประโยชน์จาก “ต้นทุนเดิม” และเงื่อนไขทางการเงินที่เหมาะสม ขณะที่ผู้ประกอบการต้องเน้นการบริหารต้นทุนและสภาพคล่องอย่างเข้มงวด เพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...