เทพไทแนะก่อนลุยทำแลนด์บริดจ์ ครม.ต้องเห็นตรงกันก่อนถามประชาชน
3 พฤษภาคม 2569 - นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิปพร้อมเนื้อหาบนเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง”ในหัวข้อ แลนด์บริดจ์ : รัฐบาลต้องสร้างความเห็นพ้อง
ถ้าจะพูดถึงนโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่ใช้ในการรณรงค์หาเสียง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะเห็นได้ว่า ไม่มีนโยบายเรือธง หรือนโยบายอะไรที่โดดเด่น นอกจากโชว์สโลแกนคำว่า“พูดแล้วทำพลัส” แต่เมื่อได้รับเสียงเลือกตั้งอย่างท่วมท้น จากพี่น้องประชาชนด้วยจำนวนส.ส. 192 คน ทำให้พรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี
จึงเห็นนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยไม่เคยใช้ในการหาเสียง กลับมาผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว นั่นคือ นโยบายโครงการแลนด์บริดจ์ เชื่อมโยงทะเลอันดามันกับอ่าวไทย ที่จังหวัดระนองและจังหวัดชุมพร จนทำให้เห็นการเร่งรีบลุกลี้ลุกลน ผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ ให้เกิดผลสำเร็จให้ได้ในรัฐบาลชุดนี้ ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งเดินหน้าต่อต้านโครงการแลนด์บริดจ์ ทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชาชน รวมถึงองค์กร หน่วยงานอย่างเอ็นจีโอ และองค์กรภาคประชาชน ต่างก็เคลื่อนไหวต่อต้าน คัดค้าน ซึ่งประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ มีเสียงคัดค้านอย่างกว้างขวางทั่วทั้งภาคใต้ มีการขึ้นป้ายต่อต้านกันเกือบทุกจังหวัด
ซึ่งทางรัฐบาลได้มอบหมายให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะที่เป็นแม่ทัพทางการเมืองในภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทย ขับเคลื่อนผลักดันท่ามกลางกระแสความคัดค้านที่ร้อนแรง ซึ่งเรื่องนี้ถ้าหากรัฐบาลจะผลักดันให้เป็นผลสำเร็จ ก็ต้องฟังเสียงของทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพ ต้องรับฟังความเห็นของฝ่ายวิชาการ หน่วยงานทางเศรษฐกิจของราชการ กลุ่มเอ็นจีโอ และที่สำคัญคือ ประชาชนคนภาคใต้ ควรมุ่งเน้นประชาชนชาวจังหวัดระนองและจังหวัดชุมพร ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง รัฐบาลต้องหาข้อยุติความขัดแย้งทางความคิด เรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ให้ได้
นอกจากนั้นรัฐบาลควรหาความเป็นเอกภาพในส่วนของรัฐบาลให้ได้ด้วย เพราะล่าสุดนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้แสดงความเป็นห่วงว่า โครงการแลนด์บริดจ์ จะส่งผลกระทบต่อสภาพสิ่งแวดล้อมหรือไม่ จนมีเสียงตอบโต้มาจากนายพิพัฒน์ ซึ่งได้กล่าวว่า “ความเห็นของนายวราวุธ ต้องตั้งธงในฐานะที่เขาเคยอยู่กระทรวงทรัพย์ฯ คงลืมไปว่า ตอนนี้อยู่อุตสาหกรรม“ ความเห็นหรือท่าทีของ2รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลชุดนี้ เห็นได้ชัดว่า มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน จากพื้นฐานความคิด จากพื้นฐานความรับผิดชอบของหน่วยงานที่รัฐมนตรี2คนรับผิดชอบและเคยผ่านการดูแลหน่วยงานเหล่านี้มา
เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลจะเรียกหาความเป็นเอกภาพ ความเห็นพ้องของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และความเห็นของทุกภาคส่วนแล้ว ก็ควรจะหาข้อยุติ ความเห็นพ้องในหมู่รัฐมนตรีร่วมคณะรัฐบาลชุดนี้ด้วย