โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

IMF เตือนสงครามตะวันออกกลางสั่นคลอนเศรษฐกิจโลกไหลสู่ฉากเลวร้าย เสี่ยงถดถอย

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 14 เม.ย. เวลา 18.15 น. • เผยแพร่ 15 เม.ย. เวลา 01.05 น.

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เผยแพร่รายงาน World Economic Outlook ฉบับเดือนเมษายน 2569 ภายใต้ชื่อ "Global Economy in the Shadow of War" ณ กรุงวอชิงตัน ในห้วงการประชุมฤดูใบไม้ผลิของ IMF และธนาคารโลก โดยปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกลง 0.2% มาอยู่ที่ 3.1% สำหรับปี 2569 พร้อมยืนยันว่าแรงกดดันจากสงครามในตะวันออกกลางเป็นตัวแปรหลักที่พลิกทิศทางเศรษฐกิจโลก หลังจากที่ปีก่อนหน้าสามารถรับมือกับมาตรการกีดกันทางการค้าและความไม่แน่นอนในตลาดโลกมาได้อย่างทรหด

สงครามพลิกสมการเศรษฐกิจโลก

IMF ระบุในรายงานว่า หากไม่มีสงครามตะวันออกกลางเกิดขึ้น ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะถูก ปรับขึ้น ไม่ใช่ลง โดยจะยืนที่ 3.4% ต่อเนื่องจากปี 2568 ได้แรงหนุนจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI อัตราดอกเบี้ยที่ลดลง และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายประเทศ รวมทั้งอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ผ่อนคลายลงจากที่เคยคาดไว้

แต่การปะทุของสงครามในตะวันออกกลางปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ได้พลิกสมการทั้งหมด ผ่านกลไกหลักสามด้าน ได้แก่ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้น การปรับตัวสูงขึ้นของการคาดการณ์เงินเฟ้อ และภาวะการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น ซึ่งสถานการณ์เหล่านี้กำลังกัดกร่อนแรงส่งทางเศรษฐกิจที่สะสมมาในช่วงก่อนหน้า

IMF ประเมิน 3 ฉากทัศน์ เศรษฐกิจโลก

เนื่องจากความไม่แน่นอนสูงในการกำหนดสมมติฐาน IMF จึงนำเสนอ "การคาดการณ์อ้างอิง" (Reference Forecast) แทนเส้นฐานปกติ โดยแบ่งออกเป็น 3 ฉากทัศน์ตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์

ฉากทัศน์แรกหรือ "สถานการณ์อ้างอิง" ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าความขัดแย้งสิ้นสุดเร็ว ผลกระทบเลือนหายภายในกลางปี 2569 ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้เศรษฐกิจโลกยังเติบโตได้ 3.1% ในปี 2569 และ 3.2% ในปี 2570 ขณะที่เงินเฟ้อทั่วโลกอยู่ที่ 4.4%

ฉากทัศน์ที่สอง หากความขัดแย้งยืดเยื้อออกไป เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ "สถานการณ์น่าวิตก" โดยราคาน้ำมันจะพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ฉุดการเติบโตทั่วโลกลงเหลือเพียง 2.5% ในขณะที่เงินเฟ้อพุ่งขึ้นสู่ 5.4%

ฉากเลวร้ายที่สุดคือ "สถานการณ์รุนแรง" ซึ่งจะเกิดขึ้นหากโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในพื้นที่ขัดแย้งได้รับความเสียหายหนัก ราคาน้ำมันจะพุ่งแตะ 110 ดอลลาร์ในปี 2569 และ 125 ดอลลาร์ในปี 2570 กดการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเหลือเพียง 2.0% ขณะที่เงินเฟ้อทะลุ 6% ซึ่ง IMF เตือนว่าระดับนี้ "ใกล้เคียงกับภาวะถดถอยระดับโลก" โดยเกิดขึ้นเพียง 4 ครั้งนับตั้งแต่ปี 2523 ครั้งล่าสุดคือวิกฤตการเงินโลกปี 2552 และการแพร่ระบาดโควิด-19

ห่วงสถานการณ์เคลื่อนเข้าใกล้ฉากเลวร้ายมากขึ้น

ปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูรินชาส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF ออกมาให้สัมภาษณ์ทันทีหลังเผยแพร่รายงาน โดยส่งสัญญาณที่น่ากังวลว่ารายงานฉบับนี้อาจ "ล้าสมัยไปแล้ว" เนื่องจากการหยุดชะงักของการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซยังดำเนินต่อเนื่อง และยังไม่มีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าความขัดแย้งจะสิ้นสุดลงเมื่อใด

ปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูรินชาส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF

"ผมจะบอกว่าขณะนี้เราอยู่ระหว่างกลางระหว่างสถานการณ์อ้างอิงกับสถานการณ์น่าวิตก และทุกวันที่มีการหยุดชะงักด้านพลังงานเพิ่มขึ้น เราก็ยิ่งเคลื่อนเข้าใกล้ฉากเลวร้ายมากขึ้น" กูรินชาส์กล่าว

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันเบรนท์ในวันที่รายงานเผยแพร่ยืนอยู่ที่ราว 96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงกว่าสมมติฐานในฉากอ้างอิงที่ 82 ดอลลาร์อยู่แล้ว ในขณะที่ IMF เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนมกราคมว่าน้ำมันจะอยู่ที่ราว 62 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2569

เศรษฐกิจประเทศหลัก: ผลกระทบแตกต่างกัน

ในกลุ่มเศรษฐกิจหลัก สหรัฐฯ ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด โดยคาดว่าจะเติบโต 2.3% ในปี 2569 ลดลงเพียง 0.1% เนื่องจากแรงหนุนจากมาตรการลดภาษีเงินได้ การลดดอกเบี้ย และการลงทุนในศูนย์ข้อมูล AI ช่วยพยุงไว้ได้บางส่วน ขณะที่ ยูโรโซน เผชิญแรงกดดันหนักกว่า โดยคาดการณ์ถูกปรับลด 0.2% เหลือ 1.1% เพราะต้องแบกรับราคาพลังงานสูงจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนอยู่ก่อนแล้ว

จีน คาดว่าจะเติบโต 4.4% ในปี 2569 ลดลง 0.1% จากเดือนมกราคม แม้จะได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐและอัตราภาษีของสหรัฐฯ ที่ผ่อนคลายลง แต่ยังต้องเผชิญแรงต้านจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซา กำลังแรงงานที่หดตัว และผลิตภาพที่เติบโตช้าลง ส่วน ญี่ปุ่น ทรงตัวที่ 0.7% ซึ่งถือว่าอ่อนแอ

อินเดีย ถือเป็นจุดสว่างเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ โดยได้รับการปรับคาดการณ์ขึ้น 0.1% สู่ 6.5% ทั้งในปี 2569 และ 2570 หลังบรรลุข้อตกลงลดอัตราภาษีนำเข้ากับสหรัฐฯ และมีโมเมนตัมจากการเติบโตที่แข็งแกร่งในช่วงปลายปีก่อนหน้า ขณะที่ภาพรวมตลาดเกิดใหม่ถูกปรับลดคาดการณ์ 0.3% เหลือ 3.9%

ตะวันออกกลางและเอเชียกลางถูกซัดหนักสุด

ภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียกลางซึ่งเป็นศูนย์กลางความขัดแย้ง จะเห็น GDP รวมหดตัวลง 2% เหลือเพียง 1.9% ในปี 2569 จากความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานและการส่งออกพลังงานที่หยุดชะงัก โดย กาตาร์ ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดด้วย GDP ที่คาดว่าจะหดตัวถึง 8.6% ตามมาด้วย อิรัก 6.8% และ อิหร่าน 6.1% ส่วน คูเวต และ บาห์เรน หดตัว 0.6% และ 0.5% ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ฉากอ้างอิงที่ความขัดแย้งสิ้นสุดเร็ว ภูมิภาคนี้คาดว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว โดยการเติบโตจะพุ่งขึ้นสู่ 4.6% ในปี 2570

ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง: ไม่ใช่แค่สงคราม

IMF ย้ำว่าความเสี่ยงขาลงไม่ได้มีเพียงสงครามเท่านั้น การแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ลึกขึ้นอาจรุนแรงจนกลายเป็นวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ ขณะที่ความผิดหวังจาก AI หากผลตอบแทนจากการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาด ก็อาจนำไปสู่การปรับฐานในตลาดการเงินอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ หนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงในหลายประเทศ ซึ่งกันชนทางการคลังถูกกัดกร่อนไปมากแล้ว ยิ่งเพิ่มความเปราะบางให้กับระบบเศรษฐกิจโลก รวมถึงความขัดแย้งทางการค้า โดยเฉพาะการแย่งชิงแร่หายากที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในห่วงโซ่อุปทานโลก ก็ยังคงเป็นจุดเสี่ยงที่ต้องจับตา

ค่าใช้จ่ายทางทหาร ยาพิษระยะยาว

รายงาน WEO บทที่ 2 ชี้ให้เห็นถึงคลื่นการเพิ่มงบประมาณกลาโหมทั่วโลก โดยพบว่าในการเพิ่มงบกลาโหมครั้งใหญ่แต่ละครั้ง รัฐบาลมักเพิ่มรายจ่ายด้านนี้ขึ้นราว 2.7% ของ GDP ในช่วงเวลาสองปีครึ่ง โดยประมาณสองในสามมาจากการขาดดุลงบประมาณ ผลลัพธ์คือการขาดดุลการคลังเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2.6% ของ GDP และหนี้สาธารณะพุ่งขึ้นกว่า 7% ของ GDP ภายในสามปี

ยิ่งไปกว่านั้น ในกรณีที่เกิดสงครามจริง หนี้สาธารณะอาจกระโดดขึ้นถึง 14% ของ GDP พร้อมกับการตัดลดงบประมาณด้านสังคมลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจจุดชนวนความไม่พอใจและความไม่สงบทางสังคมในที่สุด

IMF แนะช่วยเหลือตรงกลุ่มเป้าหมาย คงมีวินัยการคลัง

ในด้านนโยบาย IMF แนะให้ธนาคารกลางทั่วโลกคงความตื่นตัวและพร้อมปรับท่าทีโดยไม่ตัดทางเลือกใด โดยอาจ "มองข้าม" แรงกดดันเงินเฟ้อระยะสั้นจากอุปทานพลังงานได้ หากการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาวยังยึดโยงอยู่กับเป้าหมาย แต่ต้องสื่อสารอย่างโปร่งใสและรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลางให้เข้มแข็ง

สำหรับภาครัฐบาล IMF เตือนไม่ให้ทุ่มงบประมาณไปกับการอุดหนุนราคาพลังงานแบบเหวี่ยงแห โดยกูรินชาส์ระบุว่าการช่วยเหลือใดๆ ต้องเป็นไปอย่าง "ตรงกลุ่มเป้าหมาย ชั่วคราว และไม่กระทบกรอบวินัยการคลัง" มิฉะนั้นอาจเกิดปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิงในประเทศที่มีกำลังทางการคลังน้อยกว่า.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...