โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

TREND TALK : KBANK

ทันหุ้น

อัพเดต 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

# KBANK#ทันหุ้น-ตลาดหุ้นไทยเมื่อวานปรับตัวเพิ่มขึ้นเกิดสัญญาณฟื้นตัวทางเทคนิคทะลุผ่านแนวต้านที่ 1480-1485 หลังจากปรับตัวลดลงไปทดสอบแนวรับที่ 1470 ทำให้แนวโน้มในระยะสั้นยังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 1500 แต่มีแนวรับสำคัญที่ 1470 ถ้าหลุดแนวรับถัดไป 1450

สำหรับหุ้นที่น่าสนใจวันนี้ คือ KBANK หรือ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

ดำเนินธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องต่าง ๆ ตามที่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงินฯ พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมถึงประกาศและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อ

KBANK รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 เปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 14,667 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 876 ล้านบาท หรือ 6.35% หากไม่รวมรายได้จากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว 1,455 ล้านบาท จะมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร 13,378 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนจำนวน 413 ล้านบาท หรือ 2.99%

กำไรสุทธิดังกล่าวยังไม่สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นช่วงปลายไตรมาสแรก และตามที่สถานการณ์มีแนวโน้มยืดเยื้อ เพิ่มความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อผลการดำเนินงานในอนาคต การลดลงของกำไรสุทธินั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 31,957 ล้านบาท ลดลง 3,468 ล้านบาท หรือ 9.79% โดยอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (NIM) อยู่ที่ระดับ 2.95% ลดลงตามภาวะตลาด และธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง และลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินให้ลูกค้าในระหว่างปี 68 รวมทั้งการเติบโตของเงินให้สินเชื่อที่ยังชะลอตัว

นอกจากนี้ รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจาก 1. รายได้จากการให้บริการบริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้า และค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์ที่เติบโตในช่วงต้นปี ซึ่งยังไม่สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง 2. รายได้จากการลงทุนที่เกิดจากการทำกำไรในภาวะตลาดที่เอื้ออำนวย และ 3. ผลการดำเนินงานการบริการประกันภัยที่ดีขึ้น สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่นๆ 19,279 ล้านบาท ลดลง 773 ล้านบาท หรือ 3.85% โดยมีปัจจัยหลักจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานที่ลดลงสอดคล้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลตามแผนที่ดำเนินการ ควบคู่กับการบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ระดับ 38.93%

ธนาคารและบริษัทย่อยยังคงนโยบายตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวัง เพื่อให้สำรองฯ อยู่ในระดับที่เหมาะสม รองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ และสถานการณ์ในอนาคตที่ยังมีความท้าทายจากทั้งในและนอกประเทศที่มีความผันผวนสูง และมีแนวโน้มที่ความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้น จึงตั้งสำรองฯ ในไตรมาสนี้ 9,823 ล้านบาท ใกล้เคียงกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และสอดคล้องกับแนวทางที่ธนาคารได้สื่อความไว้ ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 เทียบกับไตรมาส 4/68 ธนาคารและบริษัทย่อยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 31,957 ล้านบาท ลดลง 956 ล้านบาท หรือ 2.90% และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย 17,564 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,625 ล้านบาท หรือ 17.57% ซึ่งหากไม่รวมรายได้จากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว 1,455 ล้านบาท รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย 16,095 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,156 ล้านบาท หรือ 7.74% สาเหตุหลักเกิดจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการให้บริการบริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้า และรายได้จากการลงทุน ซึ่งยังไม่สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นช่วง

ปลายไตรมาสแรก และตามที่สถานการณ์มีแนวโน้มยืดเยื้อ เพิ่มความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อผลการดำเนินงานในอนาคต

ด้านค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่นๆ 19,279 ล้านบาท ลดลง 3,748 ล้านบาท หรือ 16.28% โดยเป็นผลจากปัจจัยฤดูกาลของค่าใช้จ่ายในไตรมาสก่อน ประกอบกับ การควบคุมการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังและมีประสิทธิภาพ และธนาคารและบริษัทย่อยได้พิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง 9,823 ล้านบาท รองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง และสถานการณ์ในอนาคตที่ยังมีความท้าทายจากทั้งในและนอกประเทศที่มีความผันผวนสูง และมีแนวโน้มที่ความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้น

ณ วันที่ 31 มี.ค. 69 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวม 4,539,958 ล้านบาท ลดลง 18,660 ล้านบาท หรือ 0.41% เมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธ.ค. 68 ส่วนใหญ่จากรายการระหว่างธนาคารและตลาดเงินสุทธิจากการบริหารสภาพคล่องของธนาคาร และเงินให้สินเชื่อสุทธิที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง โดยธนาคารมุ่งเน้นการขยายสินเชื่ออย่างมีคุณภาพด้วยผลตอบแทนที่ปรับตามความเสี่ยงให้เหมาะสม และยังคงให้ความช่วยเหลือลูกค้า รวมทั้งให้ความสำคัญกับคุณภาพสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เงินลงทุนสุทธิเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการลงทุนตามการคาดการณ์ภาวะตลาดและทิศทางอัตราดอกเบี้ย

ทั้งนี้ อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (%NPL gross) อยู่ที่ 3.19% ซึ่งยังคงต้องติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวังใกล้ชิดในภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน และมีแนวโน้มที่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น โดยอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 171.72% สำหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทยตามหลักเกณฑ์ Basel III ณ วันที่ 31 มี.ค.69 ยังคงมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ 19.95%

สำหรับภาพรวมทั้งปีคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 69 จะขยายตัวในกรอบ 0.8-1.2% (ตัวเลขประเมิน ณ เดือนเม.ย. 69) ภายใต้ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้การประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบผ่านต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อเงินเฟ้อให้มีแนวโน้มเร่งตัวสูงขึ้น และส่งผ่านผลกระทบมายังค่าครองชีพและกำลังซื้อของครัวเรือน ภาคธุรกิจมีความระมัดระวังในการลงทุนและการวางแผนการผลิตมากกว่าเดิม จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ภาครัฐมีข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากต้องคำนึงถึงเสถียรภาพด้านการคลังและแนวโน้มหนี้สาธารณะซึ่งมีความเสี่ยงที่จะปรับสูงขึ้น แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไป คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเผชิญความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบ ตลอดจนการชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...