โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เส้นสายอยู่บนบ่า เดินหน้าต่อทางไหน ทำยังไงเมื่อ ‘เด็กเส้น’ ก็อยากได้รับการยอมรับ

The MATTER

อัพเดต 29 เม.ย. เวลา 05.06 น. • เผยแพร่ 29 เม.ย. เวลา 11.00 น. • Lifestyle

เรียนจบปุ๊บ ลุงที่เป็นผู้บริหารก็ชวนให้ไปทำงานด้วยกัน ใจหนึ่งก็ไม่อยากปฏิเสธ เพราะอยากทำงานและพร้อมใช้ความสามารถเต็มที่ แต่อีกใจก็ไม่อยากใช้เส้นสายเข้าทำงานแบบประเจิดประเจ้อ เลยตัดสินใจทำตำแหน่งที่เหมาะกับเด็กจบใหม่ แต่ถึงอย่างนั้นทุกสายตาก็ยังคงจับจ้องมาอยู่ดี

เพื่อนร่วมงานหลายคนพอรู้ว่านามสกุลเราเป็นนามสกุลเดียวกันกับผู้บริหาร หรือมีความเกี่ยวข้องกันในแง่ใดแง่หนึ่งกับคนใหญ่คนโตในบริษัท ก็เริ่มตั้งคำถามหรือตั้งแง่กับความสามารถเรา ทั้งที่จริงๆ แล้วเราอาจมีอะไรมากกว่านี้ก็ได้

โดนครหาขนาดนี้ ก็อาจถึงเวลาแล้วที่เราจะพิสูจน์ให้ใครต่อใครได้เห็นว่า เราไม่ได้มีแค่เส้นสายที่ดีเท่านั้น แต่ยังมีความสามารถอื่นๆ ที่คู่ควรแก่การจะมายืนอยู่ในตำแหน่งนี้ด้วยเช่นกัน

ต่อให้เราเป็นเด็กเส้น เข้ามานั่งในออฟฟิศเพราะการชักชวนของคนรู้จัก ไม่ว่าจะครอบครัวหรือเครือญาติ ไม่ได้ฝ่าฟันเข้ามาด้วยการยื่นใบสมัครเหมือนคนอื่นๆ ถึงอย่างนั้นความหนักอกหนักใจก็ยังมีให้เราเผชิญและมันอาจเป็นปัญหาที่ผ่านไปได้ยากกว่าที่คิด

เส้นสายถือเป็นเรื่องที่มีอยู่ทั่วไปในโลกการทำงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริษัทที่ผู้บริหารหรือคนใหญ่คนโตมีลูกหลาน ด้วยความเป็นห่วง ก็อาจอยากให้พวกเขามีหน้าที่การงานดีๆ ได้รับตำแหน่งที่เป็นหน้าเป็นตา จึงไม่แปลกเลยที่เหล่าผู้บริหารทั้งหลายจะฝากเด็กๆ ของพวกเขาเข้ามาในบริษัท

ในอีกมุมหนึ่ง ลูกหลานที่เข้ามาทำงานบางคน ก็อาจไม่ได้เต็มใจจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในบริษัทพ่อแม่ตัวเองหรอก แต่ที่พวกเขาก้าวเข้ามา แล้วโดนแปะป้ายว่า ‘เด็กเส้น’ นั้น ก็อาจมาจากการต้องทำตามความคาดหวังของคนในครอบครัว หรือบางคนก็ต้องมาสานต่อธุรกิจตระกูลตัวเองต่อ ซึ่งก็อาจไม่ได้มีสิทธิเลือกหรือตัดสินใจได้ขนาดนั้น จึงจำต้องมานั่งทำงานที่นี้

และอย่างที่บอกไปว่า การโดนมองว่าเป็นเด็กเส้นก็ไม่ได้เป็นความภาคภูมิใจเสมอไป มาร์ค ลิปตัน (Mark Lipton) ศาสตราจารย์ด้านการจัดการ ชี้ให้เห็นว่า การได้รับโอกาสผ่านเส้นสายอาจกลายเป็น ‘ตราบาป’ ที่ติดตัวไปตลอด เพราะมันทำให้ผู้อื่นมองว่าเจ้าตัวไร้ความสามารถ และแม้จะประสบความสำเร็จ ก็ยังถูกลดทอนคุณค่าลงด้วยการยกความดีความชอบให้กับเส้นสายหรือพื้นฐานครอบครัว แทนที่จะเป็นความสามารถของเขาเอง

แต่ถ้าเกิดพวกเขาดันทำงานผิดพลาดขึ้นมา ถึงจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม ก็จะยิ่งถูกครหาและตั้งคำถามถึงความสามารถ บางคนอาจโดนมองว่าไม่คู่ควรตั้งแต่แรก นำไปสู่ความขัดแย้งและไม่ลงรอยกันระหว่างคนในที่ทำงาน ซึ่งอาจส่งผลต่อไปถึงประสิทธิภาพของการทำงาน ตลอดจนภาพลักษณ์ของบริษัทได้เลยทีเดียว

ความรู้สึกอันหนักอึ้งเหล่านี้จึงกลายเป็นเหมือนหินก้อนใหญ่ที่เด็กเส้นต้องแบกเอาไว้ พร้อมกันนี้พวกเขายังต้องเผชิญกับแรงกดดันอีกมากมายที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเองตั้งแต่แรก แต่เป็นผลพวงของการเป็นเด็กเส้นที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

จริงที่ว่าเด็กเส้นอาจมีภาษีมากกว่าคนอื่น แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็อาจต้องเสียภาษีมากกว่าคนอื่นเช่นกัน การเลือกตีตราเด็กเส้น และมองว่าทุกสิ่งอย่างเป็นความผิดของพวกเขาทั้งหมดก็อาจไม่ถูกต้องเท่าไหร่นัก เพราะบางทีพวกเขาก็อาจมีเหตุผลในการมาเป็นเด็กเส้นด้วยเช่นกัน ฉะนั้นแล้ว คงดีกว่า ถ้าเราจะตัดสินกันตามผลงานของแต่ละคน มากกว่าจะตัดสินใครจากสิ่งที่เขาเป็น

แล้วเราจะพิสูจน์ตัวเองอย่างไรดี

เมื่อสถานการณ์ต่างๆ ชวนให้คนในบริษัทตั้งแง่กับความสามารถเรา แถมเราเองก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานะของตัวเองได้ เพราะอีกทางหนึ่ง ก็อาจขัดแย้งกับฝั่งผู้ใหญ่ที่ฝากเราเข้ามาด้วยเช่นกัน ดังนั้น มันอาจถึงเวลาที่เราต้องพิสูจน์อะไรบางอย่างให้คนอื่นเห็น

หลายคนอาจสงสัย ทำไมเราถึงต้องไปพิสูจน์ตัวเองให้คนอื่นเห็นกันด้วย ไม่ใช่ว่าเราตั้งใจทำงานของใครของมันไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ? เหตุผลที่เราจำเป็นต้องพิสูจน์ความสามารถของเรานั้น ไม่ใช่เพื่อลบคำสบประมาทของคนอื่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยป้องกันตัวเองไม่ให้รู้สึกแย่ไปกับคำครหาต่างๆ ด้วย

โดยเจนนี ฟิลด์ (Jenni Field) ผู้เชี่ยวชาญด้านความน่าเชื่อถือของผู้นำและการสื่อสารภายในองค์กร แนะนำว่า หากเราต้องการสร้างความน่าเชื่อถือ พิสูจน์ความสามารถต่างๆ ของตัวเอง อาจต้องยึดหลักการ ‘การกระทำสำคัญกว่าคำพูด’ เอาไว้ เพราะการกระทำคือสิ่งเดียวที่สามารทำให้คนอื่นเห็นถึงความสามารถอันแท้จริงของเราได้

ต่อให้เราจะมีโปรไฟล์ดีขนาดไหน มีเกียรติบัตรหรือรางวัลใดๆ การันตีช่วงที่ผ่านมา หากเราโดนตั้งแง่ใส่แล้ว สิ่งเหล่านั้นก็จะเป็นเพียงเบื้องหลังที่ไม่มีใครสนใจ ฉะนั้น เราอาจต้องเน้นไปที่การกระทำและผลงานปัจจุบันของเรามากกว่า ผ่านการทำงานต่างๆ ให้เต็มที่ พร้อมกับต้องสร้างผลงานและความสำเร็จให้เป็นชิ้นเป็นอันด้วย

ลองนึกภาพว่า เราที่เคยได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง หรือเคยฝึกงานกับบริษัทชั้นนำ แต่เมื่อเราเข้ามาในฐานะเด็กเส้น ความภาคภูมิใจเหล่านั้นกลับกลายเป็นเพียงพื้นเพที่ไม่มีใครสนใจ หนักหน่อยก็อาจถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของเส้นสายเหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ดังนั้นเพื่อพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง เราจึงต้องลงมือทำให้คนอื่นเห็นด้วยตา ไม่ว่าจะเป็นการทำงานให้สำเร็จตามเป้า เพิ่มยอดส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานของเราให้ได้อย่างชัดเจนและสามารถวัดผลเป็นรูปธรรมได้ เพื่อให้สิ่งที่เราเป็น ไม่ได้ถูกอธิบายด้วยคำว่าเส้นสายเพียงอย่างเดียว

แม้ว่ากว่าที่ผลงานความสำเร็จจับต้องได้จะใช้เวลานาน ซึ่งอาจทำให้ตัวเราต้องทำงานยากและท้าทายกว่าคนอื่นเป็น 2 เท่า เพราะเราอาจไม่ได้ทำแค่งานในขอบเขตความรับผิดชอบของเราเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างความเชื่อมั่นไปพร้อมๆ กันด้วย แต่มันก็เป็นหนทางที่สามารถลบคำสบประมาทได้ตรงจุดที่สุด ดังนั้น หากเราอยากพิสูจน์ความสามารถให้คนอื่นเห็น ก็มีแต่ความพยายามเท่านั้น ที่จะช่วยทลายกำแพงทั้งหลายลงได้

ที่สำคัญตัวเราเองก็อย่าลืมที่จะจริงใจกับทุกคนด้วยเช่นกัน เพราะนอกจากพิสูจน์ตัวเองด้วยการกระทำแล้ว การจะได้รับความเชื่อมันหรือความไว้วางใจ ก็ต้องอาศัยความจริงใจที่กลั่นออกมาจากข้างในของเราด้วยเช่นกัน

เราอาจไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของคนอื่นได้ แต่เราสามารถทำให้พวกเขาเห็นได้ แต่ถ้าทำจนสำเร็จแล้วผลลัพธ์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ก็อาจต้องปล่อยวาง เพราะสุดท้ายถ้าเขาจะไม่เปิดใจรับ พิสูจน์ตัวเองให้ตาย ก็ยังคงมองเราในแง่ลบอยู่วันยังค่ำพวกเขาก็จะยังคงตั้งคำถามกับเราไปตลอดวันยังค่ำ

แต่ไม่ว่าใครจะคิดยังไง เราต้องไม่ลืมที่จะเชื่อมั่นในตัวเอง เพราะการเคารพคุณค่าของตัวเอง คือพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้เราก้าวพ้นอารมณ์และแรงกดดันมากมายต่อไปได้นะ

อ้างอิงจาก

forbes.com

psychologytoday.com

redefiningcomms.com

Graphic Designer: Phitsacha Thanawanichnam
Editorial Staff: Runchana Siripraphasuk

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...