ม.ธรรมศาสตร์ เปิดผลวิจัย “อนาคต Ride-Hailing ไทย” ชี้ดันจีดีพีประเทศทะลุ 5 หมื่นล้าน
ม.ธรรมศาสตร์ เปิดผลวิจัย “อนาคต Ride-Hailing ไทย” ชี้ดันจีดีพีประเทศทะลุ 5 หมื่นล้าน
เมื่อวันที่ 26 มีนาคม สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานเปิดตัวรายงานผลการศึกษา “อนาคตของอุตสาหกรรมการเรียกรถรับจ้างออนไลน์ (Ride-Hailing) และผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย” ชี้ธุรกิจเรียกรถผ่านแอปฯ เติบโตก้าวกระโดด คาดผู้ใช้งานพุ่งกว่า 16 ล้านคนภายในปี 2573 พร้อมแนะภาครัฐปรับตัวรับนวัตกรรมด้านราคา เพื่อสร้างความยั่งยืนให้ทั้งผู้โดยสารและคนขับ การศึกษาพบว่า อุตสาหกรรม Ride-Hailing ของไทยมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 10% ต่อปี โดยได้แรงหนุนจากพฤติกรรมของกลุ่ม Gen Z และ Gen Y ที่นิยมใช้รถรับจ้างผ่านแอปฯ ร่วมกับระบบขนส่งสาธารณะ แทนการซื้อรถยนต์ส่วนตัวที่มีต้นทุนราคาและการดูแลรักษา ธุรกิจนี้จึงกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่สร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ได้ถึง 30,000 – 50,000 ล้านบาทต่อปี หรือ 0.2 – 0.3% ของ GDP ประเทศ
ผศ.ดร.สุทธิกร กิ่งแก้ว ผู้บริหารโครงการวิจัย เผยผลสำรวจว่า ประชากรในเมืองกว่า 80% นิยมใช้ระบบเรียกรถผ่านแอปฯ และกว่า 70% ใช้เป็นประจำทุกอาทิตย์ ทั้งนี้เพราะความสะดวก อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้บริการยังกังวลเรื่องความปลอดภัย ปัญหาการขาดแคลนรถ และราคาที่พุ่งสูงในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ขณะที่ฝั่งผู้ขับขี่พบว่ามีรายได้สุทธิเฉลี่ย 850 บาทต่อวัน ซึ่งสูงกว่าอาชีพเดิมและต่างพอใจในความอิสระของการทำงาน แต่ยังมีความกังวลเรื่องสัดส่วนการหักค่าคอมมิชชันที่เป็นสัดส่วนสำคัญของค่าโดยสาร และการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพทำให้ต้องเพิ่มชั่วโมงทำงาน ซึ่งอาจกระทบต่อคุณภาพบริการในระยะยาว ในด้านการกำกับดูแล ภาครัฐได้ให้การรับรองธุรกิจนี้ตั้งแต่ปี 2564 และล่าสุด คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เตรียมบังคับใช้ประกาศฉบับใหม่ในวันที่ 31 มีนาคม 2569 เพื่อยกระดับความปลอดภัย เช่น การตรวจสอบเรื่องใบขับขี่สาธารณะของผู้ขับขี่ การเชื่อมโยงข้อมูลกับแอปพลิเคชัน ThaiD เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมให้เติบโตอย่างยั่งยืน รายงานได้เสนอแนะเชิงนโยบายต่อภาครัฐ ดังนี้
1. เปิดกว้างรับนวัตกรรมด้านราคา สนับสนุนโมเดลราคาที่ยืดหยุ่น เช่น ระบบ P2P Pricing ที่ให้ผู้โดยสารและคนขับต่อรองราคากันได้โดยตรง และขยายกรอบราคาในระบบ Dynamic Pricing ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างกลไกตลาดที่สมบูรณ์ สามารถตอบโจทย์ความหลากหลายของผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ
2. การบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ กำหนดมาตรการที่ปฏิบัติได้จริง และไม่สร้างภาระต้นทุนแก่ผู้ขับขี่รถบริการและแพลตฟอร์มมากเกินไป เพราะต้นทุนที่สูงขึ้นจะส่งผลไปที่ราคาที่ผู้บริโภค
3. บูรณาการความร่วมมือภาครัฐ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ผ่านคณะกรรมการร่วมที่มีอำนาจ รวมทั้งร่วมกันกำหนดแผนยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ โครงการศึกษานี้มุ่งหวังให้ทุกภาคส่วนร่วมกันหาจุดสมดุล ระหว่างการนำเทคโนโลยีมาใช้อำนวยความสะดวก การดูแลสวัสดิภาพคนขับ และการปกป้องผู้บริโภค เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ม.ธรรมศาสตร์ เปิดผลวิจัย “อนาคต Ride-Hailing ไทย” ชี้ดันจีดีพีประเทศทะลุ 5 หมื่นล้าน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th