โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สตาร์บัคส์ เดินหน้ายกระดับการสนับสนุนชาวไร่กาแฟภาคเหนือของไทยผ่านโครงการพัฒนาระยะเวลา 3 ปี

a day magazine

อัพเดต 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 23 ชั่วโมงที่ผ่านมา • a day magazine

ประกาศความร่วมมือในงาน World of Coffee Bangkok 2026 ร่วมกับมูลนิธิพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสาน (ITDF) มุ่งเสริมศักยภาพการเพาะปลูกและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อยกระดับคุณภาพกาแฟ เพิ่มประสิทธิภาพ และเสริมความพร้อมในการรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง

6 พฤษภาคม 2569, กรุงเทพฯ ประเทศไทย — บริษัท สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ ร่วมกับมูลนิธิพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสาน (ITDF) ประกาศเปิดตัวโครงการระยะเวลา 3 ปี เพื่อสนับสนุนชาวไร่กาแฟในภาคเหนือของประเทศไทยและยกระดับการผลิตกาแฟอาราบิก้าอย่างยั่งยืน ต่อยอดจากความร่วมมือกับชุมชนผู้ปลูกกาแฟในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง โครงการนี้มุ่งพัฒนาแนวทางการเพาะปลูกควบคู่กับการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อเสริมคุณภาพและความยืดหยุ่นของระบบการผลิตในระยะยาว

กาแฟอาราบิก้าโดดเด่นด้วยกลิ่นหอมที่ซับซ้อนและรสชาติที่ละเอียดอ่อน แต่ในขณะเดียวกันก็อ่อนไหวต่อสภาพภูมิอากาศและยากต่อการเพาะปลูก สำหรับในประเทศไทยที่อาราบิก้าคิดเป็นสัดส่วนสำคัญของการผลิตกาแฟนั้น กำลังเผชิญความท้าทายจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ปริมาณฝนที่แปรปรวน และแรงกดดันจากศัตรูพืชที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งปริมาณและคุณภาพผลผลิตที่สม่ำเสมอ ความท้าทายเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ยังพบในทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงอินโดนีเซียและทั่วโลก ที่กำลังประสบผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลักษณะเดียวกัน โครงการริเริ่มนี้จึงออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวปฏิบัติที่ดี และแนวทางแก้ไขปัญหาที่นำไปใช้ได้จริงในลักษณะข้ามพรมแดน ผ่านการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติและการให้คำแนะนำในพื้นที่จริง ชาวไร่กาแฟที่ได้รับการสนับสนุนจาก ITDF ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ทำงานร่วมกับชุมชนผู้ปลูกกาแฟในภาคเหนือของประเทศไทย จะได้ร่วมมือกับนักปฐพีวิทยาจากศูนย์สนับสนุนชาวไร่กาแฟของสตาร์บัคส์ (Starbucks Farmer Support Center – FSC) ในเกาะ สุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพของไร่กาแฟและเพิ่มความสามารถในการปรับตัว

องค์ความรู้ข้ามพรมแดน ศูนย์สนับสนุนชาวไร่กาแฟในสุมาตราทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกภายใต้เครือข่ายศูนย์สนับสนุนชาวไร่กาแฟทั้ง 10 แห่งทั่วโลกของสตาร์บัคส์ โดยถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรกรรมให้สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในพื้นที่เพาะปลูก การดำเนินงานดังกล่าวยังต่อยอดจากองค์ความรู้ของ Hacienda Alsacia ฟาร์มวิจัยและนวัตกรรมของสตาร์บัคส์ในประเทศคอสตาริกา ซึ่งเป็นแหล่งพัฒนาและทดสอบแนวทางการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืน รวมถึง สายพันธุ์ผสมและสายพันธุ์ใหม่ ๆ เพื่อยกระดับทั้งคุณภาพ ผลผลิต และความทนทานต่อโรคและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง องค์ความรู้จากเครือข่ายระดับโลกนี้ถูกถ่ายทอดให้กับชาวไร่กาแฟอย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ปลูกกาแฟส่งให้สตาร์บัคส์หรือไม่ก็ตาม

สตาร์บัคส์ได้ประกาศโครงการริเริ่มนี้ล่วงหน้าก่อนงาน World of Coffee Bangkok 2026 ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่มี มายาวนานภายใต้แนวคิด “จากเมล็ดกาแฟสู่แก้ว” (Bean-to-Cup) ตั้งแต่การสนับสนุนชาวไร่กาแฟและองค์ความรู้ด้านการเกษตร ณ แหล่งเพาะปลูกกาแฟ ไปจนถึงศิลปะการคั่วและทักษะของบาริสต้า ซึ่งทั้งหมดหลอมรวมกันเพื่อรังสรรค์กาแฟแก้วโปรดที่ลูกค้าได้เพลิดเพลินในทุกวัน

“กว่าทศวรรษที่ผ่านมา ศูนย์สนับสนุนชาวไร่กาแฟของสตาร์บัคส์ในสุมาตราเหนือทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านการฝึกอบรมการเกษตร การมีส่วนร่วมกับชาวไร่กาแฟ และนวัตกรรมด้านความยั่งยืน” มัสยีตะห์ (อิตา) ดาอุด ผู้จัดการประจำประเทศ ศูนย์สนับสนุนชาวไร่กาแฟสตาร์บัคส์ในอินโดนีเซีย กล่าว “โครงการนี้เป็นการต่อยอดจากการดำเนินงานดังกล่าว ด้วยการนำการสนับสนุนด้านการเกษตรและทรัพยากรต่าง ๆ ไปสู่ชาวไร่กาแฟในภาคเหนือของประเทศไทย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับแหล่งเพาะปลูกกาแฟ และขยายผลกระทบขององค์ความรู้ของเราให้กว้างยิ่งขึ้น”

แนวทางการสนับสนุนชาวไร่กาแฟ

ตลอดระยะเวลา 3 ปี โครงการนี้จะช่วยยกระดับชาวไร่กาแฟในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย รวมถึงจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน โดยอาศัยเครือข่ายชุมชนของมูลนิธิพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสานเพื่อขยายการเข้าถึงการสนับสนุนเชิงปฏิบัติ และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ร่วมกันในชุมชนผู้ปลูกกาแฟ

  • วางรากฐาน (พ.ศ. 2569): ชาวไร่กาแฟและทีมภาคสนามของมูลนิธิพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสาน จะได้รับการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติ ณ ศูนย์สนับสนุนชาวไร่กาแฟในสุมาตรา ครอบคลุมแนวทางการจัดการพื้นฐาน เช่น การตัดแต่งกิ่ง การบำรุงดิน และการจัดการร่มเงา นอกจากนี้ นักปฐพีวิทยาของสตาร์บัคส์จะลงพื้นที่เพื่อประเมินในภาคเหนือของประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการยกระดับการจัดการไร่กาแฟและกระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว
  • ขยายผลสู่ความยั่งยืน (พ.ศ. 2570 – 2571): การสนับสนุนจะยกระดับมากยิ่งขึ้นผ่านการจัดตั้งฟาร์มต้นแบบ (Model Farm) ที่ได้รับการรับรองตามแนวปฏิบัติ Coffee and Farmer Equity (C.A.F.E.) ซึ่งเป็นแนวทางของสตาร์บัคส์ในการสรรหากาแฟอย่างมีจริยธรรมและโปร่งใส ผ่านการตรวจสอบโดยหน่วยงานอิสระ ฟาร์มต้นแบบนี้จะทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้เชิงปฏิบัติ แสดงให้เห็นถึงแนวทางการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืนและหลักปฏิบัติด้านเกษตรกรรมที่ดีที่สุด เพื่อให้ชาวไร่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง และต่อยอดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในวงกว้าง นอกจากนี้ การฝึกอบรมภาคสนามประจำปีโดยนักปฐพีวิทยาของสตาร์บัคส์ จะช่วยฝังรากแนวปฏิบัติเหล่านี้ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสริมสร้างทั้งประสิทธิภาพการผลิตและความสามารถในการรับมือกับความท้าทายในระยะยาว

“ความร่วมมือครั้งนี้ต่อยอดจากการทำงานร่วมกันมายาวนานกว่า 20 ปีระหว่างมูลนิธิพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสาน และสตาร์บัคส์ เพื่อสนับสนุนชาวไร่กาแฟในภาคเหนือของประเทศไทย” คุณไมค์ แมนน์ ผู้อำนวยการ มูลนิธิพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสาน กล่าว “ด้วยการผสานความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของมูลนิธิฯ กับชุมชนผู้ปลูกกาแฟในพื้นที่ เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านเกษตรกรรมระดับภูมิภาคของสตาร์บัคส์ ความร่วมมือนี้จึงนำไปสู่การสนับสนุนเชิงปฏิบัติที่นำไปใช้ได้จริง ยกระดับคุณภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และต่อยอดโอกาสในระยะยาว”

ต่อยอดความมุ่งมั่นระยะยาวในการสนับสนุนชาวไร่กาแฟภาคเหนือของไทย

สตาร์บัคส์เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางกาแฟในประเทศไทยมานานกว่า 27 ปี และโครงการริเริ่มใหม่นี้ ได้ต่อยอดจากความร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับมูลนิธิพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสาน โดยอาศัยโครงการเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้ว ดังรายละเอียดด้านล่าง เพื่อสนับสนุนชุมชนผู้ปลูกกาแฟ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงศักยภาพด้านรสชาติของกาแฟอาราบิก้าที่ปลูกในภาคเหนือของไทย

สตาร์บัคส์ ม่วนใจ๋ เบลนด์เปิดตัวในปี พ.ศ. 2546 และมีจำหน่ายเฉพาะในประเทศไทย นำรสชาติของกาแฟอาราบิก้าจากภาคเหนือของไทยมาสู่ผู้บริโภค พร้อมทั้งนำรายได้ 5% กลับไปคืนสู่ชุมชนผู้ปลูกกาแฟอย่างต่อเนื่อง ตามความหมายของชื่อ ‘ม่วนใจ๋’ ซึ่งในภาษาเหนือหมายถึง ‘ความสุขจากใจอย่างเต็มเปี่ยม’ สะท้อนเอกลักษณ์ของกาแฟอาราบิก้าไทยที่มีรสเผ็ดเล็กน้อยคล้ายพริกไทย มีน้ำหนักมาก ผสานความกลมกล่อมจากกาแฟในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างลงตัว

ความมุ่งมั่นดังกล่าวยังสะท้อนผ่านร้านกาแฟเพื่อชุมชน (Community Store) ทั้ง 3 แห่งในประเทศไทย ซึ่งร่วมสมทบเงิน 10 บาทจากเครื่องดื่มทุกแก้ว เพื่อสนับสนุนโครงการด้านการศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตในพื้นที่ปลูกกาแฟภาคเหนือ ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2546 เป็นต้นมา สตาร์บัคส์ได้สนับสนุนเงินรวมกว่า 20 ล้านบาท (ประมาณ 790,000 ดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อขับเคลื่อนโครงการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมร่วมกับมูลนิธิพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสาน รวมถึงการจัดตั้งคลินิกสุขภาพในบ้านห้วยส้มป่อย ซึ่งให้บริการชาวไร่กาแฟและชุมชนใกล้เคียงรวม 9 แห่ง ครอบคลุมผู้ได้รับประโยชน์มากกว่า 1,600 คน

นอกจากนี้ มูลนิธิสตาร์บัคส์ (The Starbucks Foundation) ยังได้สนับสนุนโครงการพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตให้กับชุมชนชาวเขาในพื้นที่ปลูกกาแฟภาคเหนือของไทยผ่านโครงการเงินทุนช่วยเหลือชุมชนทั่วโลก (Global Community Impact Grants) โดยตั้งแต่พ.ศ. 2565 โครงการดังกล่าวได้เข้าถึงผู้คนมากกว่า 2,700 คน ครอบคลุมด้านการศึกษา ความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพจิต โอกาสทางเศรษฐกิจ และการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของชุมชน รวมถึงโครงการที่มุ่งเน้นเยาวชนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่พ.ศ. 2553

สตาร์บัคส์ในงาน World of Coffee Bangkok

สตาร์บัคส์เตรียมนำเสนอเมล็ดกาแฟที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสและลิ้มลองอย่างใกล้ชิด โดยประกอบด้วยกาแฟ สตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ (Starbucks Reserve™) จากแหล่งเพาะปลูกเดียว (Single-Origin) 5 รายการ และกาแฟเบลนด์อีก 3 รายการ โดยเมล็ดกาแฟไทยถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน ตั้งแต่กาแฟคั่วอ่อนอย่าง สตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ ไทยแลนด์ แม่ฮ่องสอน (Starbucks Reserve™ Thailand Mae Hong Son) ไปจนถึงกาแฟคั่วระดับกลางอย่าง สตาร์บัคส์ ม่วนใจ๋ เบลนด์ (Starbucks® Muan Jai™ Blend) เสิร์ฟเคียงคู่กับกาแฟจากแหล่งปลูกชั้นนำของโลก ไม่ว่าจะเป็นคอสตาริกา โคลอมเบีย และอินโดนีเซีย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้ว่าแหล่งที่มา กระบวนการผลิต และระดับการคั่ว ล้วนส่งผลต่อรสชาติของกาแฟอย่างไร นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเผยโฉมเครื่องดื่มกาแฟเย็นใหม่ ที่เตรียมเปิดตัวในประเทศไทยช่วงเดือนมิถุนายนนี้อีกด้วย

ในงาน นาโอโกะ คิโดตะ มาสเตอร์ โรสเตอร์จากสตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ โรสเตอรี โตเกียว ยังพาเดินทางสู่โลกของกาแฟ ผ่านกิจกรรมชิมกาแฟและกิจกรรมที่มอบประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสเพื่อสื่อถึงแนวทางการคั่วกาแฟของสตาร์บัคส์อันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมเผยเบื้องหลังการพัฒนาโปรไฟล์การคั่วเมล็ดกาแฟ ที่ให้ความสดชื่นมีชีวิตชีวา (acidity) น้ำหนัก (body) และกลิ่นหอมของกาแฟ (aroma) ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ผู้เข้าชมยังสามารถดื่มด่ำกับประสบการณ์ของสตาร์บัคส์ได้อย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรม อโรมา แลป (Aroma Lab) ที่ชวนให้ค้นพบว่ากลิ่นมีอิทธิพลต่อรสชาติอย่างไร รวมถึงการลิ้มรสกาแฟ (cupping) เพื่อเปรียบเทียบกาแฟจากหลากหลายแหล่งเพาะปลูกและระดับการคั่ว ปิดท้ายด้วยการสาธิตลาเต้อาร์ตโดยคอฟฟี่มาสเตอร์ของสตาร์บัคส์ ประเทศไทย ที่สะท้อนถึงความแม่นยำ เทคนิคอันเป็นเอกลักษณ์ และความคิดสร้างสรรค์ ผ่านกาแฟในทุก

นาโอโกะ คิโดตะ เป็นมาสเตอร์ โรสเตอร์ที่สตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ โรสเตอรี โตเกียว โดยเป็นหนึ่งในมาสเตอร์ โรสเตอร์ของสตาร์บัคส์ที่ได้รับการรับรองเพียง 2 คนในเอเชีย และประมาณ 10 คนทั่วโลก

เส้นทางการทำงาน 17 ปีของนาโอโกะกับสตาร์บัคส์เริ่มต้นขึ้นในปี 2009 ในตำแหน่งบาริสต้า โดยนาโอโกะได้ร่วมงานกับสาขาต่าง ๆ ถึง 7 แห่ง ด้วยความหลงใหลในกาแฟ นาโอโกะได้เดินทางไปทั่วโลกเพื่อไปยังแหล่งกำเนิดกาแฟรวมถึงการเยือนฮาเซียนดา อัลซาเซีย ที่เป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดกาแฟเพื่อนำไปใช้ในร้านสตาร์บัคส์ทั่วโลกและเข้าร่วมโปรแกรม Starbucks Partner Sumatra Origin Experience ในปี 2025 ประสบการณ์เหล่านี้หล่อหลอมความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความเชื่อมโยงระหว่างต้นทางตั้งแต่การเพาะปลูก กระบวนการคั่ว และรสชาติ กลายเป็นแรงผลักดันให้นาโอโกะมุ่งสู่เส้นทางการคั่วอย่างจริงจัง

ในปี 2019 นาโอโกะเข้าร่วมสตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ โรสเตอรี โตเกียว ในตำแหน่งโรสเตอร์ และในปี 2024 ได้รับการรับรองเป็นมาสเตอร์ โรสเตอร์ ปัจจุบัน นาโอโกะมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลคุณภาพการคั่ว พร้อมทั้งพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับโรสเตอร์รุ่นใหม่ โดยดูแลทั้งกระบวนการคั่วและระบบบริหารคุณภาพกาแฟ เพื่อให้ได้มาตรฐานที่สม่ำเสมอในระดับโลก ควบคู่ไปกับการเป็นผู้นำด้านการฝึกอบรมทักษะการรับรู้รสชาติ (Sensory) ให้แก่ทั้งบาริสต้าและโรสเตอร์ โดยเน้นการเปลี่ยนประสบการณ์ด้านรสชาติที่ซับซ้อน ให้กลายเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย เป็นระบบ และสามารถนำไปปรับใช้ในการทำงานได้จริง

นอกจากบทบาทที่สตาร์บัคส์แล้ว นาโอโกะยังเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมกาแฟของญี่ปุ่น ในฐานะรองประธานคณะกรรมการ Roast Masters แห่งสมาคมกาแฟพิเศษญี่ปุ่น (SCAJ) โดยส่งเสริมการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในอุตสาหกรรม อีกทั้งยังถ่ายทอดความเชี่ยวชาญด้านการคั่วผ่านการเล่าเรื่อง เพื่อเชื่อมโยงมุมมองจากญี่ปุ่นสู่เวทีระดับสากล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...