โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ธนพร” ชำแหละเกมอำนาจการเมืองไทย 3 สีเดือด ‘รีเซ็ตส้ม รีบูตแดง น้ำเงินท็อกซิก’ เตือนสมดุลอำนาจเริ่มปะทุ

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 25 เม.ย. เวลา 05.07 น.

“ธนพร” ชำแหละเกมอำนาจการเมืองไทย 3 สีเดือด ‘รีเซ็ตส้ม รีบูตแดง น้ำเงินท็อกซิก’ เตือนสมดุลอำนาจเริ่มปะทุ เสี่ยงแรงกระเพื่อมทั้งระบบ

วันที่ 25 เม.ย. 2569 รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักรัฐศาสตร์ ได้ให้สัมภาษณ์กับทาง The Room 44 ระบุว่า หลายคนถามว่าสภาพการเมืองไทยที่ผ่านมาอยู่ในสภาพแบบไหน ตนต้องเรียนตามตรงว่าอยู่ในสภาพ “รีเซ็ตส้ม รีบูตแดง น้ำเงินท็อกซิก”

ทำไมจึงบอกว่า “รีเซ็ตส้ม” เราดูได้ง่าย ๆ ว่าขณะนี้คดีที่ถูกจับตามากที่สุดคือคดี 44 สส. และต้องลุ้นว่าบุคคลสำคัญจะถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ซึ่งมาจากกรณีการแก้ไขมาตรา 112 ของพรรคก้าวไกลที่ถูกยุบไปแล้ว จริง ๆ แล้วตั้งแต่สมัยพรรคก้าวไกล ยังไม่ได้เข้าสู่โหมดรีเซ็ตอย่างชัดเจน แต่เมื่อมีคำสั่งของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ให้เหตุผลว่า สส. ทั้ง 10 คนไม่ได้กระทำการซ้ำ จึงยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ ขณะเดียวกันศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำสั่งห้ามไม่ให้พูดในประเด็นดังกล่าวโดยเด็ดขาด จึงเท่ากับว่าพรรคสีส้มต้องหยุดจุดขายเดิม เรื่องการปฏิรูป การรื้อ หรือแนวทางที่สุ่มเสี่ยง เพราะหากฝ่าฝืนก็อาจถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้ วันนี้ สส. ไม่มีใครอยากถูกตัดสิทธิ์ เพราะจะกระทบอนาคตทางการเมือง เมื่อเป็นเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าพรรคสีส้มถูก “รีเซ็ต” แล้ว และต้องปรับตัวเอง โดยจะเห็นบทบาทของ “อาจารย์ต้น” เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ แนวทางต่อไปจะเน้นเรื่องปากท้อง สังคม ไฟป่า ต่างประเทศ หรือการป้องกันประเทศในมิติส่งเสริมอุตสาหกรรมมากขึ้น การรีเซ็ตนี้เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมายเพิ่มเติม เช่น คดีบริษัทสเปกเตอร์ ซี ที่ยังค้างอยู่ หากไม่ปรับตัวอาจนำไปสู่การยุบพรรคอีกครั้ง ซึ่งไม่คุ้มในเชิงการเมือง

ส่วนพรรคสีแดง ทำไมจึงเรียกว่า “รีบูต” เพราะไม่ใช่การล้างระบบใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการปิดแล้วเปิดเครื่องใหม่ โครงสร้างหลักยังเหมือนเดิม หลังจากเผชิญปัญหาผู้นำทางการเมือง ทำให้คะแนนนิยมลดลง อย่างไรก็ตาม อำนาจตัวจริงยังอยู่กับ “นายใหญ่” และ “นายน้อย” โดยมีเครือข่ายเดิมเป็นแกนหลัก และมีคนรุ่นใหม่เข้ามาเสริม ได้แก่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งแสดงให้เห็นวิธีการทำงานของคนรุ่นใหม่ที่ “ละลายความเป็นกระทรวง” ลงพื้นที่ไปดูเรื่องไฟป่าที่จังหวัดกาญจนบุรี ทำให้ภาพรวมดูมีความต่อเนื่อง การรีบูตครั้งนี้ถือว่ามาถูกทาง โดยเฉพาะการผลักดัน “อาจารย์เชน” ขึ้นมาเป็นตัวหลัก ด้วยบุคลิกที่อ่อนน้อมและเป็นนักวิชาการ สามารถแข่งขันกับฝั่งพรรคส้มได้ ตัวอย่างผลงาน เช่น การแก้ปัญหา PM 2.5 ด้วยนวัตกรรมห้องปลอดฝุ่นงบประมาณต่ำ 3,000 บาท รวมถึงการลงพื้นที่ดูปัญหาไฟป่า และการเคลื่อนไหวทางการทูตเชิงรุก นอกจากนั้นอาจารย์เชนก็ยังเปิดเกมรุก เป็นฝ่ายเดินเข้าหาสีหศักดิ์ กระทรวงการต่างประเทศ และเป็นฝ่ายเดินเข้าหาสุภาจี ซึ่งทั้งสองคนนี้คือตัวแบบของพรรคสีน้ำเงิน ก็ชิงซีนตัวแบกพรรค ต้องบอกว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองของอาจารย์เชนถือว่าแหลมคม และจะมาตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย ที่วันนี้อาจไม่จำเป็นต้องเป็นพรรคอันดับหนึ่ง แต่ต้องเป็นพรรครัฐบาลตลอดกาล ส่วน พ.ร.ก. เงินกู้ 5แสนล้าน ที่จะนำมาใช้ช่วยแก้ไขวิกฤตพลังงานนั้น เพื่อไทยในฐานะพรรครัฐบาลก็มีบทบาทสำคัญ สิ่งที่เพื่อไทยดูแล ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตร พัฒนาสังคม หรือศึกษาธิการ ล้วนเป็นกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานทั้งสิ้น ดังนั้น ในกรอบงบประมาณ 5แสนล้าน กระทรวงที่อยู่ภายใต้การกำกับของเพื่อไทยก็ได้มีการจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นรูปธรรม และมีคนรุ่นใหม่เข้ามาขับเคลื่อนงานในทิศทางนี้ เช่น นิกร โสมกลาง (รมว.พม.) ซึ่งก็สะท้อนและสอดรับกับทิศทางทางการเมืองของอาจารย์เชน เพราะฉะนั้น อนาคตของพรรคเพื่อไทยจึงถูกมองว่าเป็นพรรคที่ “รีบูต” ใหม่ เครื่องเริ่มเดินหน้าได้ดีขึ้น แม้ยังไม่ถึงระดับที่เป็นพรรคอันดับหนึ่งในทันที แต่มีแนวโน้มว่าจะต้องใช้เวลาในช่วงประมาณ 10 ปีข้างหน้าเพื่อยกระดับความแข็งแกร่ง

ส่วนพรรคสุดท้ายที่อยากจะพูดถึงคือพรรคสีน้ำเงิน ทำไมถึงใช้คำว่า “น้ำเงินท็อกซิก” สำหรับสีน้ำเงินในความหมายคือขบวนการอนุรักษ์นิยมทั้งหมด ตอนนี้กำลังเกิดการแข่งขันกันในลักษณะที่สร้าง “ท็อกซิก” หรือมลพิษให้กับระบบการเมือง เราเห็นได้ตั้งแต่การเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ถูกมองว่าเป็นสีน้ำเงิน ไปจนถึงการเกิดขึ้นขององค์กรอิสระต่าง ๆ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นสีน้ำเงินเช่นกัน ซึ่งเริ่มมีความเข้มข้นของความขัดแย้งและข้อกังขาเพิ่มมากขึ้น ตั้งแต่กระบวนการเลือกตั้งที่ไม่เปิดเผยคะแนน ไปจนถึงคดี “ฮั้ว สว.” ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจหาตัวผู้รับผิดชอบได้ยาก และล่าสุดคือคดีที่เกี่ยวข้องกับ นายศักดิ์สยามและการพิจารณาของ ป.ป.ช. ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นมาตรฐานเดียว คือ "มาตรฐานสีน้ำเงิน" ซึ่งกำลังสร้างความรู้สึกเป็นพิษต่อสังคมการเมืองไทย ประเด็นที่กำลังถูกจับตามองอีกเรื่องหนึ่ง คือกระบวนการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมาแทน ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ โดยมีข้อสังเกตว่ามีความพยายามจะจัดระบบให้สอดคล้องกับองค์กรอิสระอื่น ๆ ที่ถูกมองว่าอยู่ภายใต้อิทธิพลสีน้ำเงินไปแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงมาก ดังนั้นกระบวนการสรรหาตุลาการในช่วงเมษายน 2570 จึงถูกจับตามองอย่างเข้มข้น โดยมีข้อถกเถียงเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัคร ไม่ว่าจะเป็นความเป็นนักวิชาการ ความเชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ หรือผลงานทางวิชาการที่เป็นที่ประจักษ์ จึงตั้งคำถามว่าอาจมีความพยายาม “ปรับสเปก” ให้ไม่ตรงตามคุณสมบัติที่ควรจะเป็น เพื่อเปิดทางให้บุคคลบางกลุ่มเข้ามาดำรงตำแหน่ง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็อาจยิ่งทำให้ภาพของ “ท็อกซิกสีน้ำเงิน” ในองค์กรอิสระชัดเจนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากมองในเชิงอำนาจ ก็อาจถูกตีความได้ว่าเป็นการบรรลุวัตถุประสงค์ของกลุ่มอำนาจใหญ่ที่ถูกเรียกว่า “สีน้ำเงิน” แต่ในทางกลับกัน คำว่า “ท็อกซิก” หมายถึงความเป็นพิษ คล้ายกับฝุ่น PM2.5 ที่เมื่อสูดเข้าไป ไม่ว่าคุณจะอยู่ฝั่งไหนก็ได้รับผลกระทบเหมือนกัน ดังนั้น หากการเมืองมีความเป็นพิษมากขึ้นเท่าไร แม้แต่ผู้ที่อยู่ในขบวนการสีน้ำเงินเองก็ย่อมได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน
สุดท้ายแล้ว “ท็อกซิก” ที่เพิ่มขึ้น อาจไม่ได้ทำร้ายเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ทำให้ทุกฝ่ายต้องเผชิญผลกระทบร่วมกัน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากสีน้ำเงินท็อกซิกเช่นนี้ จะสามารถอยู่ครบ 4 ปีหรือไม่ รศ.ดร.ธนพร กล่าวว่า ยังไม่เห็นปัจจัยใดที่จะมาทำให้โค่นล้มได้ในตอนนี้ โดยยืนยันในเชิงว่ามีความมั่นคงของอำนาจอยู่

แต่ในขณะเดียวกัน การสร้างบรรยากาศที่เป็นพิษมากขึ้น อาจนำไปสู่การที่สังคมเริ่มตั้งคำถาม และมองหาต้นตอของมลพิษทางการเมือง เมื่อมีความเห็นตรงกันว่ามีแหล่งกำเนิดความขัดแย้ง ก็อาจนำไปสู่การรวมตัวของกลุ่มการเมืองอื่น ๆ เพื่อถ่วงดุลอำนาจในอนาคต กล่าวอีกนัยหนึ่ง ยิ่งมีการเพิ่มความเข้มข้นของอำนาจและความเป็นพิษมากขึ้นเท่าไร ก็อาจยิ่งเป็นการสร้างแรงผลักให้เกิดการรวมตัวของคู่แข่งทางการเมืองมากขึ้นตามไปด้วย

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...