ทิสโก้ประเมินกำไร-มูลค่า "MTC" ภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด
#ทันหุ้น – บล.ทิสโก้ ส่องหุ้น บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC สถานการณ์เลวร้ายที่สุดยังคงสนับสนุนเสถียรภาพของกำไร
สำหรับราคาหุ้นของบริษัทเมืองไทย แคปปิตอล (MTC) ปรับตัวลดลงแล้ว -31.9% จากจุดสูงสุดที่ 40.0 บาทต่อหุ้น และ -13.5% นับตั้งแต่ต้นปี หลังการเกิดสงคราม ซึ่งน่าจะมาจากความกังวลของตลาดต่อแนวโน้มเศรษฐกิจต่างจังหวัด และอาจรวมถึงการสิ้นสุดวัฏจักรการลดอัตราดอกเบี้ยในประเทศไทย ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อคุณภาพสินทรัพย์ของบริษัท ที่ราคาหุ้นปัจจุบันที่ 27.25 บาทต่อหุ้น หุ้นซื้อขายที่ค่า P/BV ย้อนหลัง 1.35 เท่า และ PER ย้อนหลัง 8.5 เท่า
ฝ่ายวิจัยสังเกตว่าในปี 2564 และ 2566 กำไรสุทธิของ MTC ลดลงเพียง -5.2% (จากผลตอบแทนสินเชื่อที่ลดลง) และ -3.7% (จาก credit cost ที่เพิ่มขึ้นหลังมาตรการกำกับดูแลสิ้นสุดลง) ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนว่าธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียน มีความยืดหยุ่นค่อนข้างสูง และด้วยขนาดสินเชื่อต่อรายที่เล็กและอายุสัญญาที่สั้น ทำให้สามารถฟื้นตัวทางธุรกิจได้รวดเร็ว ดังนั้น จึงเป็นไปได้ที่จะมองว่าราคาหุ้นปัจจุบันที่ 27.25 บาทต่อหุ้น สะท้อนมูลค่าทางบัญชีล่วงหน้าประมาณ 2 ปี
คาดการณ์ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด : เพื่อสะท้อนสถานการณ์เลวร้ายที่สุด ฝ่ายวิจัยคาดว่า :(1) การเติบโตของสินเชื่อเพียง 5% ในปี 2569 และ 7% ในปี 2570F เทียบกับการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ของฝ่ายวิจัยที่ 13.5% ต่อปีในปี 2569F และ 2570F ; (2) ต้นทุนทางการเงินที่ 4.30% ต่อปีในปี 2569 และ 2570 (นั่นคือไม่มีการลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในประเทศไทย); และ (3) credit cost ที่ 2.70%
ในปี 2569F และ 2570F (เทียบกับ credit cost ใน Q4/68 ที่ 2.56%) ฝ่ายวิจัยคาด credit cost สูงสุดอยู่ที่ 3.38% ในปี 2566 ซึ่งเกิดจากโครงการกำกับดูแลที่ให้การสนับสนุนลูกค้าเป็นเวลา 2-3 ปี ทำให้ต้นทุนสินเชื่อลดลงในปี 2564 และนำไปสู่การเกินเป้าหมายเมื่อโครงการสิ้นสุดลง คาดว่าโครงการดังกล่าวไม่น่าจะเกิดขึ้นอีก (จากประสบการณ์ในอดีต) credit cost ที่เกินเป้าหมายใดๆ ก็ตามน่าจะคงอยู่เพียงประมาณสามไตรมาส สำหรับผู้ประกอบการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ (จากกรณีล่าสุดในอุตสาหกรรม)
กำไรและการประเมินมูลค่าภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดนี้ : การเติบโตของสินเชื่อที่ลดลงส่งผลให้มีสินเชื่อเพิ่มเติมเพียงประมาณ 9.2 พันล้านบาท เทียบกับ 24 พันล้านบาท ในกรณีพื้้นฐานของฝ่ายวิจัย ซึ่งส่งผลให้ความต้องการเงินทุนลดลงและการตั้งสำรองสำหรับสินเชื่อใหม่ลดลง ส่งผลให้ฝ่ายวิจัยคาดการณ์กำไรสุทธิที่ 6.8 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1.2% YoY ในปี 2569F เมื่อเทียบกับกรณีพื้นฐานของฝ่ายวิจัยที่ 7.54 พันล้านบาท ซึ่งเป็นการยืนยันมุมมองของฝ่ายวิจัยว่าระดับกำไรสุทธิของปีที่แล้วนั้นยั่งยืน ภายใต้สถานการณ์นี้กำไรต่อหุ้น (EPS) สำหรับปี 2569F จะอยู่ที่ 3.21 บาท/หุ้น ซึ่งหมายถึงอัตราส่วนราคาต่อกำไร (PER) ที่ 8.5 เท่าสำหรับปี 2569F ผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ที่คาดการณ์ไว้จะอยู่ที่ 14.8% โดยมีมูลค่าตามบัญชีอยู่ที่ 23.2 บาท/หุ้น
ข้อมูลการดำเนินงานที่สำคัญของ MTC ที่สนับสนุนความยืดหยุ่นของบริษัท ได้แก่ : (1) การแบ่งประเภทสินเชื่อแสดงให้เห็นว่าขนาดสินเชื่อต่อลูกค้าแต่ละรายมีขนาดเล็กกว่าคู้แข่งอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทเปิดเผยว่า ณ Q4/68 พอร์ตสินเชื่อของบริษัท ประกอบด้วยสินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์ (37%) สินเชื่อจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์ (30%) สินเชื่อจำนำทะเบียนรถเกษตร (4%) สินเชื่อจำนำทะเบียนที่ดิน (15%) สินเชื่อส่วนบุคคล (7%) สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ (3%) สินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ใหม่ (2%) และสินเชื่อซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (2%) นอกจากนี้บริษัทยังจำกัดทั้งขนาดสินเชื่อรถยนต์ต่อลูกค้าแต่ละรายและวงเงินสินเชื่อรวมต่อลูกค้าแต่ละรายด้วย
(2) เครือข่ายสาขาที่กว้างขวางของบริษัทซึ่งมีสาขาประมาณ 8,673 แห่ง ณ สิ้นปี 2568 ทำให้บริษัทสามารถรักษาทีมงานเก็บหนี้ภายในองค์กรที่แข็งแกร่ง ซึ่งสนับสนุนการคาดการณ์ของฝ่ายวิจัยที่ว่า credit cost ที่สูงขึ้นจะคงอยู่ไม่เกินสามไตรมาสในกรณีที่เลวร้ายที่สุด
ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับ MTC โดยมูลค่าที่เหมาะสมเท่ากับ 55.00 บาท