โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทิสโก้ประเมินกำไร-มูลค่า "MTC" ภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด

ทันหุ้น

อัพเดต 25 มี.ค. เวลา 09.14 น. • เผยแพร่ 25 มี.ค. เวลา 09.14 น.

#ทันหุ้น – บล.ทิสโก้ ส่องหุ้น บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC สถานการณ์เลวร้ายที่สุดยังคงสนับสนุนเสถียรภาพของกำไร

สำหรับราคาหุ้นของบริษัทเมืองไทย แคปปิตอล (MTC) ปรับตัวลดลงแล้ว -31.9% จากจุดสูงสุดที่ 40.0 บาทต่อหุ้น และ -13.5% นับตั้งแต่ต้นปี หลังการเกิดสงคราม ซึ่งน่าจะมาจากความกังวลของตลาดต่อแนวโน้มเศรษฐกิจต่างจังหวัด และอาจรวมถึงการสิ้นสุดวัฏจักรการลดอัตราดอกเบี้ยในประเทศไทย ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อคุณภาพสินทรัพย์ของบริษัท ที่ราคาหุ้นปัจจุบันที่ 27.25 บาทต่อหุ้น หุ้นซื้อขายที่ค่า P/BV ย้อนหลัง 1.35 เท่า และ PER ย้อนหลัง 8.5 เท่า

ฝ่ายวิจัยสังเกตว่าในปี 2564 และ 2566 กำไรสุทธิของ MTC ลดลงเพียง -5.2% (จากผลตอบแทนสินเชื่อที่ลดลง) และ -3.7% (จาก credit cost ที่เพิ่มขึ้นหลังมาตรการกำกับดูแลสิ้นสุดลง) ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนว่าธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียน มีความยืดหยุ่นค่อนข้างสูง และด้วยขนาดสินเชื่อต่อรายที่เล็กและอายุสัญญาที่สั้น ทำให้สามารถฟื้นตัวทางธุรกิจได้รวดเร็ว ดังนั้น จึงเป็นไปได้ที่จะมองว่าราคาหุ้นปัจจุบันที่ 27.25 บาทต่อหุ้น สะท้อนมูลค่าทางบัญชีล่วงหน้าประมาณ 2 ปี

คาดการณ์ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด : เพื่อสะท้อนสถานการณ์เลวร้ายที่สุด ฝ่ายวิจัยคาดว่า :(1) การเติบโตของสินเชื่อเพียง 5% ในปี 2569 และ 7% ในปี 2570F เทียบกับการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ของฝ่ายวิจัยที่ 13.5% ต่อปีในปี 2569F และ 2570F ; (2) ต้นทุนทางการเงินที่ 4.30% ต่อปีในปี 2569 และ 2570 (นั่นคือไม่มีการลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในประเทศไทย); และ (3) credit cost ที่ 2.70%

ในปี 2569F และ 2570F (เทียบกับ credit cost ใน Q4/68 ที่ 2.56%) ฝ่ายวิจัยคาด credit cost สูงสุดอยู่ที่ 3.38% ในปี 2566 ซึ่งเกิดจากโครงการกำกับดูแลที่ให้การสนับสนุนลูกค้าเป็นเวลา 2-3 ปี ทำให้ต้นทุนสินเชื่อลดลงในปี 2564 และนำไปสู่การเกินเป้าหมายเมื่อโครงการสิ้นสุดลง คาดว่าโครงการดังกล่าวไม่น่าจะเกิดขึ้นอีก (จากประสบการณ์ในอดีต) credit cost ที่เกินเป้าหมายใดๆ ก็ตามน่าจะคงอยู่เพียงประมาณสามไตรมาส สำหรับผู้ประกอบการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ (จากกรณีล่าสุดในอุตสาหกรรม)

กำไรและการประเมินมูลค่าภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดนี้ : การเติบโตของสินเชื่อที่ลดลงส่งผลให้มีสินเชื่อเพิ่มเติมเพียงประมาณ 9.2 พันล้านบาท เทียบกับ 24 พันล้านบาท ในกรณีพื้้นฐานของฝ่ายวิจัย ซึ่งส่งผลให้ความต้องการเงินทุนลดลงและการตั้งสำรองสำหรับสินเชื่อใหม่ลดลง ส่งผลให้ฝ่ายวิจัยคาดการณ์กำไรสุทธิที่ 6.8 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1.2% YoY ในปี 2569F เมื่อเทียบกับกรณีพื้นฐานของฝ่ายวิจัยที่ 7.54 พันล้านบาท ซึ่งเป็นการยืนยันมุมมองของฝ่ายวิจัยว่าระดับกำไรสุทธิของปีที่แล้วนั้นยั่งยืน ภายใต้สถานการณ์นี้กำไรต่อหุ้น (EPS) สำหรับปี 2569F จะอยู่ที่ 3.21 บาท/หุ้น ซึ่งหมายถึงอัตราส่วนราคาต่อกำไร (PER) ที่ 8.5 เท่าสำหรับปี 2569F ผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ที่คาดการณ์ไว้จะอยู่ที่ 14.8% โดยมีมูลค่าตามบัญชีอยู่ที่ 23.2 บาท/หุ้น

ข้อมูลการดำเนินงานที่สำคัญของ MTC ที่สนับสนุนความยืดหยุ่นของบริษัท ได้แก่ : (1) การแบ่งประเภทสินเชื่อแสดงให้เห็นว่าขนาดสินเชื่อต่อลูกค้าแต่ละรายมีขนาดเล็กกว่าคู้แข่งอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทเปิดเผยว่า ณ Q4/68 พอร์ตสินเชื่อของบริษัท ประกอบด้วยสินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์ (37%) สินเชื่อจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์ (30%) สินเชื่อจำนำทะเบียนรถเกษตร (4%) สินเชื่อจำนำทะเบียนที่ดิน (15%) สินเชื่อส่วนบุคคล (7%) สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ (3%) สินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ใหม่ (2%) และสินเชื่อซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (2%) นอกจากนี้บริษัทยังจำกัดทั้งขนาดสินเชื่อรถยนต์ต่อลูกค้าแต่ละรายและวงเงินสินเชื่อรวมต่อลูกค้าแต่ละรายด้วย

(2) เครือข่ายสาขาที่กว้างขวางของบริษัทซึ่งมีสาขาประมาณ 8,673 แห่ง ณ สิ้นปี 2568 ทำให้บริษัทสามารถรักษาทีมงานเก็บหนี้ภายในองค์กรที่แข็งแกร่ง ซึ่งสนับสนุนการคาดการณ์ของฝ่ายวิจัยที่ว่า credit cost ที่สูงขึ้นจะคงอยู่ไม่เกินสามไตรมาสในกรณีที่เลวร้ายที่สุด

ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับ MTC โดยมูลค่าที่เหมาะสมเท่ากับ 55.00 บาท

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...