โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไมการดูหนังถึงทำให้เรารู้สึกเหมือนเสียเวลาในยุคสมัยแห่งความเร่งรีบ?

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

เคยรู้สึกไหมว่าเวลาที่เพื่อนเราชวนไปดูหนังในช่วงสุดสัปดาห์ เรากลับรู้สึกว่า ‘เป็นเรื่องเสียเวลา’ หรือเวลาที่อยู่บ้าน แทนที่จะเปิดดูหนังที่เราอยากดูบนแพลตฟอร์มสตรีมมิง เรากลับเลือกที่จะไปทำอย่างอื่นแทน แม้ว่าลึกๆ แล้ว เราจะอยากดูหนังเรื่องนั้นมานานแล้วก็ตาม รวมถึงรู้เป็นอย่างดีว่าการดูหนังนั้นมีคุณค่าในตัวมันเอง

คนส่วนใหญ่มักโทษว่าความรู้สึกเหล่านี้เป็นผลพวงจากเทรนด์การเสพคอนเทนต์แบบรวดเร็ว ซึ่งทำให้คนนิยมเสพความสุขภายในไม่กี่วินาที อันเป็นที่มาของคลิปสั้นต่างๆ ที่ตอบรับกับความต้องการ พอพวกเขาได้ดูกับหนังที่มีความยาวหลายชั่วโมงเข้า จากที่เคยรู้สึกว่าหนังให้ความสนุกสนาน กลับทำให้พวกเขารู้สึกเบื่อหน่ายแทน และท้ายที่สุดกลายเป็นว่าการดูหนังเป็นเรื่องเสียเวลาไปเสียงั้น

สาเหตุข้างต้นนั้นไม่เกินจริง แต่สิ่งที่เราไม่ควรมองข้าม คือเรากำลังอยู่ในยุคสมัยที่เวลาเป็นเงินเป็นทอง เพราะเราใช้เวลาไปกับการทำงานเกือบทุกวัน และมีเวลาว่างในการอยู่กับตัวเองอย่างจำกัด เราจึงมีแนวโน้มที่จะประสบกับสิ่งที่เรียกว่า Productivity Guilt หรือ Leisure Guilt ซึ่งเป็นความรู้สึกผิดจากการทำกิจกรรมที่ทำให้เรามีความสุข

อีกหนึ่งปัจจัยคือกการรับรู้เซนส์ของเวลา เมื่อใดก็ตามที่เราบอกตัวเองว่าจะดูหนังสักหนึ่งเรื่อง สมองของเราจะบอกกับตัวเองว่าเรากำลังจ่ายเวลาราว 1 - 2 ชั่วโมง ไปกับการดูหนัง การรับรู้เซนส์ของเวลาแบบนี้ทำให้เราตระหนักว่าเวลาจะหายไปแน่ๆ และรู้สึกว่าเราสามารถทำอะไรอย่างอื่นในเวลา 1 - 2 ชั่วโมงเท่ากัน นอกจากนี้เราจะมีภาพล่วงหน้าของความรู้สึกหลังการดูหนังจบไป ซึ่งเป็นความใจหายเมื่อรู้ว่าเวลาได้ผ่านไปแล้วอย่างรวดเร็ว และวันหนึ่งวันกำลังจะจบลงในไม่ช้า

ในทุกๆ ปีหนังมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นหลายสิบเรื่อง ในบางครั้งก็ทำให้เรารู้สึกเบื่อหรือขี้เกียจในการเลือกดู และเมื่อใดที่เราเลือกดูสักเรื่อง เราก็ไม่สามารถปล่อยหนังดำเนินไปเรื่อยๆ ได้ เพราะเราต้องโฟกัส ติดตาม คอยฟังทุกอย่างในหนัง เพื่อให้เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ซึ่งต่อให้เราเป็นคนที่ชอบดูหนังก็จริง แต่หากทำงานมาจนเหนื่อยล้า การดูหนังก็สามารถกลายเป็นกิจกรรมที่ถูกมองข้ามไปได้ง่ายๆ เช่นกัน

การดูหนังไม่ใช่เรื่องเสียเวลาสักนิด

สำหรับใครที่รู้สึกว่าการดูหนังกินเวลาไป 1 - 2 ชั่วโมง ทำให้คิดไปว่าเป็นเรื่องเสียเวลา อยากให้มองว่าการดูหนังนั้นไม่ต่างอะไรจากการอ่านหนังสือหนึ่งเล่ม และพัฒนาทักษะในการเข้าใจโลกที่ต่างจากสิ่งที่เราคุ้นชิน และความเป็นมนุษย์ที่หลากหลาย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับประเภทหนังที่เราดูด้วย หากเราต้องการผ่อนคลาย เรามีหนังแอคชัน หนังตลก ให้คลายเครียด ขณะเดียวกันหากเราต้องการเติมเต็มมุมมองใหม่ๆ ประเภทหนังประวัติศาสตร์ และหนังดราม่าก็สามารถให้แง่คิด และทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ที่ยุ่งยากให้ง่ายขึ้น

หากเราหาเหตุผลในการดูหนังไม่ได้เสียที อาจต้องประเมินว่าหากเราไม่ได้ดูหนัง เราจะทำอะไรต่อ ถ้าท้ายที่สุดแล้วเรายังคงนอนเฉยๆ ไถโทรศัพท์ การดูหนังหนึ่งเรื่องดูเหมือนจะมีประโยชน์กว่าที่เราคิดว่าจะทำให้เราเสียเวลาไปเปล่าๆ เพราะหนังถูกออกแบบมาให้ถ่ายทอดประสบการณ์ของคนผ่านงานภาพ หรือ Visual Literacy โดยการทำความเข้าใจความเป็นคนได้ผ่านเรื่องราวต่างๆ ซึ่งสิ่งนี้ทำงานแบบเดียวกับหนังสือ หรือการนั่งฟังเรื่องเล่าชีวิตของคนใดคนหนึ่ง สามารถให้แรงบันดาลใจ และไอเดีย รวมถึงจริยธรรมในหนังที่ทำให้เราเข้าใจสถานการณ์ สิ่งที่ถูกหรือผิด เป็นต้น

ดูหนังไม่ไหวไม่ใช่เรื่องผิดเลย

“เราเคยเป็นคนชอบดูหนังนะ แต่เดี๋ยวนี้ดูไม่จบ บางทีก็ง่วงครึ่งทาง ไม่รู้จะทำยังไง” พฤติกรรมการดูหนังนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปแต่ก่อน ด้วยเวลาที่น้อยลง เราจึงประสบกับภาวะ FOMO (Fear of Missing Out) หรือความรู้สึกที่เราพลาดกระแสสังคมไป อย่างเช่นหนังรางวัลออสการ์ ถ้าเราดูไม่ได้ดูสักเรื่อง บางคนก็อาจรู้สึกถึง FOMO ได้เช่นกัน

เหมือนกันกับการอ่านหนังสือไม่จบ กองดอง หรือกิจกรรมยามว่างที่เราไม่ได้ทำต่อ เราเกิดอาการ Zeigarnik Effect หรือการที่เราจดจำกับงานที่เราทำไม่เสร็จมากกว่างานที่สำเร็จไปแล้ว หรือความรู้สึกอีกอย่างหนึ่งคือ Sunk Cost Fallacy เรามองว่าเวลาคือการลงทุนตลอดเวลา แม้แต่การดูหนังไปแล้วครึ่งชั่วโมง การที่หยุดดูจะเหมือนกับเราได้เสียทุน (เวลา) ไปแล้ว 30 นาที เป็นความรู้สึกผิดที่เกิดจากการที่หมกหมุ่นกับการมองว่าเวลามีค่าจนเกินไป

หากเราเคยเป็นนักดูหนังตัวยง แต่พฤติกรรมเราเปลี่ยนไปแล้ว มันไม่ผิดเลยที่เราจะดูหนังแบบไม่ต่อเนื่อง หรือการที่เราดูหนังไปหนึ่งชั่วโมง หยุดไว้ แล้วมาดูต่อจนจบ วิธีการนี้มีข้อดีคือเราได้ดูหนังด้วยสมองที่พร้อมรับข้อมูล และไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป สลัดความเชื่อผิดๆ ไปว่าการดูหนังต้องดูให้จบภายในครั้งเดียว และการดูหนังแบบไม่ปะติดปะต่อกันคือการแสดงถึงความไม่ใส่ใจ

ทุกวันนี้เราไม่ต้องออกไปข้างนอกเพื่อดูหนังกันอีกแล้ว (แม้ว่าการดูหนังในโรงจะให้ประสบการณ์ที่ดีกว่าก็ตาม) โดยเฉพาะกับคนที่มีตารางชีวิตที่แน่นเอี้ยด เพราะเรามีแพลตฟอร์มสตรีมมิงให้ดูได้ตลอดเวลา ทำให้จัดสรรการดูหนังได้ง่ายขึ้น เราไม่มีความจำเป็นต้องดูหนังในห้องทุกครั้ง หากเราตั้งใจอย่างแน่วแน่ การดูหนังเกิดขึ้นได้แม้บนรถไฟฟ้า หรือบนรถยนต์ ทั้งหมดปรับเปลี่ยนตามรสนิยมการดูของแต่ละคนที่แตกต่างกัน

อ้างอิง:

Dr. Hannah Rose. The Psychology of Unfinished Tasks. https://nesslabs.com/unfinished-tasks

Wikipedia. Zeigarnik effect. https://en.wikipedia.org/wiki/Zeigarnik_effect

บทความต้นฉบับได้ที่ : ทำไมการดูหนังถึงทำให้เรารู้สึกเหมือนเสียเวลาในยุคสมัยแห่งความเร่งรีบ?

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...