เกมเสี่ยง เครือข่ายสีน้ำเงิน บทเรียนรัฐบาลทักษิณ คุมองค์กรอิสระ
คอลัมน์ : Politics policy people forum
การเป็นพรรคการเมืองที่มีเสียง สส.มากที่สุดในสภา 191 เสียง (รอการรับรองจาก กกต.อีก 1 คน) มากที่สุดตั้งแต่มีกติการัฐธรรมนูญ 2560
การเป็นพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากที่สุดในสภา 293 เสียง พร้อมยกมือโหวตให้“อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่สอง
การที่มีเครือข่าย “สีน้ำเงิน” ปกคลุมตั้งแต่ฝ่ายนิติบัญญัติ สว. ไปจนถึง “องค์กรอิสระ”
เหล่านี้เป็น “จุดแข็ง” ที่อาจกลายเป็น “จุดอ่อน” ของรัฐบาลภูมิใจไทย
ฮั้ว สว.-เขากระโดง ลากยาว
เพียงแค่พรรคภูมิใจไทย ชนะเลือกตั้ง ได้เป็นรัฐบาลสมัยที่ 2 คดีที่เคยเป็นปมร้อนการเมือง 2 เรื่อง ก็ลดดีกรีความร้อนแรงลงไป โดยเฉพาะคดีที่อยู่ใน “องค์กรอิสระ” ที่ในแวดวงการเมืองขนานนามว่า เป็นสีน้ำเงิน
หนึ่งคือ คดีฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ที่ยังอยู่ในชั้นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ของ กกต. ได้สรุปความเห็นผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น 229 ราย
ใน 229 ราย แบ่งเป็น สว.สีน้ำเงิน 138 ราย และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย และเครือข่าย 91 ราย ซึ่งในจำนวนกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย มีชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล-เนวิน ชิดชอบ และนักการเมืองที่อยู่ในโผได้เป็นคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในรัฐบาลอนุทิน 2 อีกหลายคน
หลังจากคณะอนุฯ ชุดที่ 26 ดำเนินการจบ จากนั้นเสนอให้สำนักงาน กกต.มีความเห็น ได้มีการมอบหมายคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อส่งไปให้ที่ประชุมใหญ่ กกต.พิจารณา แต่ปรากฏว่า คณะอนุฯ ที่ 36 ได้พิจารณาแล้ว มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าให้ยุติเรื่อง
โดยคณะอนุฯ ที่ 36 จะสรุปมติที่ให้ยุติเรื่อง เข้าสู่ที่ประชุม กกต. โดยความคืบหน้าขณะนี้ยังต้องรอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม กกต.
ขณะที่คดีในส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่เอาผิดเรื่องเส้นทางการเงินในคดีฮั้ว สว. ที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และพนักงานอัยการสำนักงานการสอบสวน ร่วมเป็นคณะพนักงานสอบสวน ได้ดำเนินการสรุปสำนวนส่งอัยการคดีพิเศษ เพื่อเอาผิดบุคคล 8 คน
ฐานความผิดร่วมกันเป็นอั้งยี่ และเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีการดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย สมทบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งบุคคล 8 คน ไม่ได้มีชื่ออยู่ในพรรคภูมิใจไทย หรือเป็น สว.สายสีน้ำเงิน
ปรากฏว่าอัยการคดีพิเศษ เห็นว่า “เมื่อผู้ต้องหาทั้ง 8 รายนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของขบวนการสมาชิกของคณะบุคคลดังกล่าว การดำเนินคดีกับสมาชิกกลุ่มบุคคลผู้ร่วมกันกระทำความผิดจึงจำต้องมีการสอบสวนให้ครอบคลุมถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด จะตัดตอน แบ่งแยกดำเนินคดีเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ได้”
อีกเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับ “พรรคภูมิใจไทย” ที่อยู่ในมือของดีเอสไอ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คือ กรณีที่ดินเขากระโดง ที่แกนนำพรรคภูมิใจไทย ถูกกล่าวหาว่าบุกรุกที่ดินการรถไฟฯ ซึ่งกลายเป็นมหากาพย์ข้ามรัฐบาล ก็ยังไม่มีทีท่าจะได้คำตอบเรื่องการหาคนผิด
แต่ ป.ป.ช.ได้ชี้แจง ดีเอสไอ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ที่ผ่านมาอย่างน่าสนใจ กรณีข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง ระหว่างเอกชนกับการรถไฟแห่งประเทศไทย ว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินที่อาจทับที่หรืออยู่ในเขตที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย และมีโฉนดที่ดินที่มีการครอบครองจำนวนหลายแปลงที่เป็นปัญหาข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐ คือการรถไฟแห่งประเทศไทยกับผู้ที่ครอบครองที่ดินที่อ้างว่าเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินโดยข้อเท็จจริงยังเป็นปัญหาเกี่ยวกับอาณาเขตที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย และการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท (อ้างกรรมสิทธิ์) รวมทั้งการออกโฉนดที่ดินในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว
“ข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเอกชนหรือประชาชน เป็นเรื่องที่หน่วยงานของรัฐจะต้องไปดำเนินการใช้สิทธิทางศาลเอง”
ยึดกุมคณะกรรมการสรรหา
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา สาเหตุที่องค์กรอิสระ ถูกมองว่ากลายเป็น “สีน้ำเงิน” เพราะปัจจุบัน องค์กรที่ทำหน้าที่ “เห็นชอบ” องค์กรอิสระ คือ กลไก สว.
เมื่อ สว.ถูกยึดกุมได้โดยเครือข่ายสีน้ำเงิน โอกาสที่เครือข่ายสีน้ำเงินจะส่งคนไปประจำการในองค์กรอิสระ โดยผ่านการเห็นชอบของ สว.มีโอกาสสูง
และยิ่งกว่านั้นในตอนนี้ เครือข่ายสีน้ำเงินสามารถคุมอำนาจได้เบ็ดเสร็จ สามารถทะลวงลึกถึงกลไก “คณะกรรมการสรรหา”
เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 203 กำหนดให้มี “คณะกรรมการสรรหา” ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งขององค์กรอิสระแต่ละองค์กร ประกอบด้วย
ประธานศาลฎีกา เป็นประธานกรรมการ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ประธานศาลปกครองสูงสุด บุคคลซึ่งถูกแต่งตั้งโดยศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ (ประกอบด้วย กกต. ป.ป.ช. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน คณะกรรมการการตรวจเงินแผ่นดิน ศาลรัฐธรรมนูญ) ที่มิใช่องค์กรอิสระที่ต้องมีการสรรหาองค์กรละ 1 คน
เมื่อเครือข่ายสีน้ำเงิน ยึดกุมเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงอาจมีอิทธิพลต่อองค์กรอิสระอย่าง กกต. ป.ป.ช. และมีกลไก สว.เป็นกลไกสำคัญในการปล่อยผ่าน-ตีตก บุคคลที่จะมาเป็นองค์กรอิสระ
วันนี้ทุกอย่างเข้าทาง “เครือข่ายสีน้ำเงิน”
สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.วิเคราะห์ว่า ตอนนี้อาจจะเป็นระดับที่เรียกว่า ฝ่ายการเมืองพยายามครอบงำกลไกต่าง ๆ แล้วก็ใช้กลไกต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อประโยชน์ของตัวเอง คือมันไม่ต่างอะไรกับยุค “ทักษิณ ชินวัตร” ที่นักการเมืองได้ผนวก สส.พรรคต่าง ๆ เข้ามา แล้วไปแทรกแซงวุฒิสภา แทรกแซงองค์กรอิสระ พยายามแทรกแซงศาลนี้ เป็นต้น
“นักการเมืองรุ่นใหม่ในช่วงนั้นก็ใช้วิธีการแบบของการที่พยายามจะสร้างอำนาจทางการเมืองให้เกิดความมั่งคั่งให้เกิดความมั่นคงเกิดขึ้น”
ย้อนไปในยุค ทักษิณ ชินวัตร เป็นรัฐบาล มีเสียงข้างมากเป็นรัฐบาลพรรคเดียว 377 เสียง แต่ถูกครหาเรื่องแทรกแซงองค์กรอิสระ ผ่องถ่ายองคาพยพตำรวจไปยังองค์กรอิสระอย่าง กกต. สว.ที่มาจากการเลือกตั้ง ถูกกล่าวหาว่าเป็น “สภาชิน” สุดท้าย ต่อให้รัฐบาลทักษิณ มีเสียงในสภาแข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่อาจยืนอยู่ได้
ขณะที่ยุค พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นำพรรคความหวังใหม่ชนะเลือกตั้ง ได้เสียง 125 เสียง โดยจัดตั้งรัฐบาล 221 เสียง ร่วมกับพรรคชาติพัฒนา 52 เสียง พรรคกิจสังคม 20 เสียง พรรคประชากรไทย 18 เสียง พรรคเสรีธรรม 4 เสียง และพรรคมวลชน 2 เสียง แต่เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” รัฐบาลบริหารเศรษฐกิจผิดพลาด ก็ไปต่อไม่ได้
ขณะที่พรรคภูมิใจไทย กำลังเจอโจทย์ใหญ่เศรษฐกิจจากภาวะสงครามตะวันออกกลาง ที่หนักกว่ายุคโควิด-19 เพราะสะเทือนไปทุกโครงสร้าง หากแก้ปัญหา-บริหารผิดพลาด อาจพังตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
ไม่ว่าคุมทุกกลไกอำนาจรัฐ มีเสียงในสภามากแค่ไหน
ทั้ง 2 ยุค ทักษิณ-บิ๊กจิ๋ว เป็น 2 บทเรียนสำคัญ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เกมเสี่ยง เครือข่ายสีน้ำเงิน บทเรียนรัฐบาลทักษิณ คุมองค์กรอิสระ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net