โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจาะลึกข้อมูลทางการแพทย์และแนวทางการให้วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด (Comprehensive Medical Insights and Guidelines for Herpes Zoster Vaccination)

The Better

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • THE BETTER
โดย…นพ.กรณ์ ปองจิตธรรม

โรคงูสวัด (Herpes Zoster) มีสาเหตุหลักมาจากการกลับมาเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus - VZV) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่ก่อให้เกิดโรคอีสุกอีใส (Chickenpox) ความจริงที่สำคัญทางการแพทย์คือ เมื่อร่างกายได้รับเชื้อนี้ครั้งแรกและหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสจะไม่ถูกกำจัดออกจากร่างกายอย่างสมบูรณ์ แต่จะเดินทางไปหลบซ่อนตัวอยู่ในปมประสาทรับความรู้สึก (Dorsal Root Ganglia) ในสภาวะแฝงตัว (Latency) ไปตลอดชีวิต ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันว่าระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติสามารถกำจัดเชื้อที่แฝงตัวในระดับพันธุกรรมภายในเซลล์ประสาทนี้ได้หมดสิ้น ดังนั้นบุคคลทุกคนที่เคยเป็นอีสุกอีใสหรือเคยได้รับเชื้อแม้จะไม่แสดงอาการชัดเจน (Asymptomatic infection) ย่อมมีเชื้อนี้แอบซ่อนอยู่เสมอ เมื่ออายุมากขึ้นหรือระบบภูมิคุ้มกันเสื่อมถอยลง (Immunosenescence) ไวรัสจะกลับมาทำให้เกิดผื่นตุ่มน้ำตามแนวเส้นประสาทและมีอาการปวดรุนแรง โดยภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุดคืออาการปวดเส้นประสาทหลังการติดเชื้อ (Postherpetic Neuralgia - PHN) ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างรุนแรง

วิวัฒนาการของวัคซีนป้องกันงูสวัดในปัจจุบันได้ก้าวสู่มาตรฐานทองคำใหม่คือ วัคซีนชนิดตัวประกอบโปรตีนผสมสารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (Recombinant Zoster Vaccine - RZV) หรือมีชื่อทางการค้าคือ ชิงกรอกซ์ (Shingrix) วัคซีนชนิดนี้ไม่ใช่เชื้อเป็น (Non-live vaccine) ประกอบด้วยส่วนประกอบโปรตีนไกลโคโปรตีนอี (Glycoprotein E - gE) ของเชื้อไวรัส ร่วมกับระบบสารช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (Adjuvant System) ชนิด AS01B ซึ่งแตกต่างจากวัคซีนชนิดเดิมที่เป็นเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (Live Attenuated Vaccine - ZVL) ที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่าและมีข้อจำกัดในการใช้กับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยทางคลินิก (Clinical Trials) ขนาดใหญ่ในโครงการ ZOE-50 และ ZOE-70 แสดงให้เห็นว่าวัคซีน RZV มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคงูสวัดในผู้ใหญ่ที่อายุ 50 ปีขึ้นไปสูงถึง 97 เปอร์เซ็นต์ และในกลุ่มผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไปยังคงมีประสิทธิภาพสูงกว่า 91 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันการเกิดภาวะปวดเส้นประสาท (PHN) ได้มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ในทุกกลุ่มอายุ ข้อมูลการติดตามผลระยะยาวล่าสุด (Long-term follow-up) จากการศึกษา ZOSTER-049 ยืนยันว่าประสิทธิภาพของวัคซีนยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 10 ปี โดยในช่วงปีที่ 6 ถึง 10 หลังการฉีด ประสิทธิภาพในการป้องกันยังคงอยู่ที่ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ซึ่งนับเป็นความคงทนของภูมิคุ้มกัน (Durable immunity) ที่โดดเด่น

แนวทางการให้วัคซีน (Guidelines) และขนาดการใช้ (Dosage) กำหนดให้ใช้ในผู้ใหญ่ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป โดยต้องได้รับทั้งหมด 2 เข็ม (Two-dose series) ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular - IM) บริเวณต้นแขน (Deltoid muscle) ปริมาณ 0.5 มิลลิลิตรต่อเข็ม สำหรับบุคคลทั่วไปเข็มที่สองควรห่างจากเข็มแรก 2 ถึง 6 เดือน (2-6 months apart) แต่สำหรับกลุ่มผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (Immunocompromised) หรือคาดว่าจะได้รับยากดภูมิคุ้มกัน (Immunosuppressive therapy) ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป สามารถร่นระยะห่างระหว่างเข็มลงมาเป็น 1 ถึง 2 เดือนได้ เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ทันท่วงที

ประเด็นสำคัญสำหรับผู้ที่เป็นงูสวัด (Herpes Zoster) หรืออีสุกอีใส (Chickenpox) ไปแล้วและได้รับยาต้านไวรัส (Antiviral therapy) รักษาจนหายสนิท ทางการแพทย์ยังแนะนำอย่างยิ่งให้รับวัคซีนป้องกันงูสวัดอยู่ดี เนื่องจากภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อตามธรรมชาติไม่ได้มีความคงทนถาวร (Permanent immunity) และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ (Recurrence) ได้อีกในอนาคต อีกทั้งการรักษาด้วยยาต้านไวรัสทำหน้าที่เพียงยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสในช่วงที่กำลังเกิดอาการเฉียบพลัน (Acute phase) เพื่อลดความรุนแรงของโรคเท่านั้น แต่ยาต้านไวรัสไม่ได้มีคุณสมบัติในการกำจัดเชื้อที่แฝงตัวอยู่ในปมประสาทให้หมดไปจากร่างกาย การรับวัคซีนจึงเป็นแนวทางที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพที่สุดในการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาใหม่เพื่อสะกดไวรัสไม่ให้กลับมาสร้างความเจ็บปวด

ความเหนือกว่าของวัคซีน RZV เมื่อเทียบกับการติดเชื้อธรรมชาติ (Natural infection) สามารถอธิบายได้ด้วยกลไกทางภูมิคุ้มกันวิทยา (Immunological mechanism) เนื่องจากไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์มีกลไกในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกัน (Immune evasion) เช่น การลดการแสดงออกของโปรตีน MHC class I และการรบกวนสัญญาณอินเตอร์เฟียรอน (Interferon signaling) ทำให้ภูมิคุ้มกันธรรมชาติมักไม่สูงพอที่จะควบคุมเชื้อได้ตลอดชีวิต แต่วัคซีน RZV ถูกออกแบบมาให้ใช้เทคโนโลยีสารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน AS01B ซึ่งประกอบด้วย MPL ที่กระตุ้นตัวรับ TLR4 และ QS-21 ที่กระตุ้น NLRP3 inflammasome นำไปสู่การสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิด CD4+ T-cell ในระดับที่สูงกว่าปกติมาก (Supraphysiological level) และเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันแบบ Th1-biased ที่มีความจำยาวนาน จึงสามารถควบคุมเชื้อที่หลบซ่อนอยู่ได้ดีกว่าการปล่อยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเองจากการติดเชื้อ

ข้อสังเกตและผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยคือ วัคซีนชนิดนี้มีการตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกันที่รุนแรง (High reactogenicity) ผู้รับวัคซีนมักมีอาการเฉพาะที่ (Local reactions) เช่น ปวด บวม แดง บริเวณที่ฉีด หรืออาการทางระบบ (Systemic symptoms) เช่น อ่อนเพลีย (Fatigue) ปวดศีรษะ (Headache) ปวดกล้ามเนื้อ (Myalgia) หรือมีไข้ต่ำๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาการชั่วคราวและหายไปเองภายใน 1 ถึง 3 วัน ข้อควรระวังสำคัญคือห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติแพ้ส่วนประกอบของวัคซีนอย่างรุนแรง (Anaphylaxis) และควรเลื่อนการฉีดออกไปหากมีการเจ็บป่วยเฉียบพลันหรือมีไข้สูง สำหรับสตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตรควรปรึกษาแพทย์เป็นรายกรณีเนื่องจากข้อมูลการศึกษายังอยู่ในวงจำกัด

สรุปความสำคัญทางการแพทย์ การฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัดด้วยเทคโนโลยีใหม่ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงการป้องกันผื่นผิวหนัง แต่คือการป้องกันความพิการและความเจ็บปวดทรมานเรื้อรังที่อาจเกิดขึ้นกับระบบประสาท ข้อมูลเชิงประจักษ์ (Evidence-based medicine) สนับสนุนชัดเจนว่าความคุ้มค่าของการได้รับวัคซีน 2 เข็มนั้นให้การปกป้องที่ครอบคลุมและยาวนานกว่าการรักษาที่ปลายเหตุด้วยยาเพียงอย่างเดียว การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันผ่านวัคซีนจึงเป็นมาตรฐานการป้องกันที่ดีที่สุดในระดับสากลปัจจุบัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...