สแกนหุ้นรอด หุ้นโดนผลกระทบจากสงครามอิหร่าน
บล.บัวหลวง ประเมินผลกระทบสงครามอิหร่าน ผ่านการปรับประมาณการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียน หากลุ่มที่รอด และกลุ่มโดนกระทบ กลยุทธ์ลงทุนแนะสะสม 5 ธีม
28 มี.ค. 2569 - นายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ BLS Wealth Research บล.บัวหลวง เปิดเผยว่าสงครามยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อกำไรตลาดหุ้นไทย แต่การปรับประมาณการณ์กำไรระหว่างช่วงสงคราม จะช่วยแยกให้เห็นกลุ่มที่รอด และกลุ่มที่เสี่ยงชัดเจน
โดยภาพรวมการปรับประมาณการณ์กำไรตลาดหุ้นไทย (SET) เดือนมี.ค. ยังทรงตัวถึงบวกเล็กน้อย (+0.1%) สะท้อนว่าผลกระทบไม่ได้กดกำไรทั้งระบบ แต่ “กระจายตัว” ตามโครงสร้างธุรกิจอย่างชัดเจน
กลุ่มที่รอด (ยังเห็นการปรับประมาณการณ์กำไรขึ้น)
1. ธุรกิจรายได้เชื่อมโยงราคาพลังงาน (energy-linked earnings) มีความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน (cost pass-through ability)
- กลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น (ปรับประมาณการณ์กำไรขึ้น +2.8% ใน 1 เดือนที่ผ่านมา) นำโดย PTTEP (+2.0%), TOP (+1.5%), SPRC (+0.7%), PTT (+1.5%) จากอานิสงส์ราคาพลังงาน
- กลุ่มเกษตร (+12.2%) ได้แรงหนุนจากการปรับราคาขายขึ้นทั้งยาง/ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับยาง จากภาวะขาดแคลนยางธรรมชาติ รวมถึงวัตถุดิบผลิตถุงมือยางสังเคราะห์ ทำให้ STA (+29.9%) และ STGT (+26.3%) ขณะที่ ราคาเนื้อสัตว์ปรับขึ้น-ต้นทุนอาหารสัตว์ล็อกไว้ล่วงหน้า (เช่น กากถั่วเหลืองถึงกลางปี) หนุน อัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น)กลุ่มเนื้อสัตว์ขยายตัว ทำให้เห็นการปรับประมาณการณ์ขึ้นสำหรับ TFG (+3.7%), BTG (+1.7%)
2. กลุ่มยืดหยุ่นด้านต้นทุน (cost flexibility)
- ปิโตรเคมี (+1.3%) นำโดย PTTGC (+17.7%) เริ่มเห็นโอกาสปรับขึ้น(upside) จาก supply disruption ทำให้ส่วนต่างปิโตรเคมีที่มีแนวโน้มขยายตัว
3. กลุ่มกำไรมีเสถียรภาพสูง (earnings visibility) / ปัจจัยหนุนการเติบโตเฉพาะตัว
- กลุ่มสื่อสาร (+5.1%) ที่สะท้อนความแข็งแกร่งของกำไรจากการขยายตัวต่อเนื่องของ ARPU นำโดย TRUE (+9.2%) และกลุ่มห้างสรรพสินค้ารายได้อิงค่าเช่า โครงสร้างรายได้แบบ recurring ทนทานต่อเศรษฐกิจ อย่าง CPN (+2.0)
- กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (+1.0%) หลังโครงการ BOI fast pass หนุนจากกระแสเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) เติบโตแข็งแกร่ง นำโดย WHA (+7.7%), AMATA (+4.9%)
- กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่เชื่อมโยง National Infrastructure, Digitalisation & Data Center นำโดย DELTA (+2.7%), GULF (+1.1%), COM7 (+0.9%) ทำให้กำไรมี momentum ที่ดี แม้ในภาวะสงคราม
กลุ่มที่โดนกระทบ (ถูกหั่นประมาณการณ์กำไรลง) กระจุกตัวในกลุ่ม
1. ต้นทุนพลังงานสูง (energy cost-exposed)
- กลุ่มเครื่องดื่ม (-2.8%) จากต้นทุนบรรจุภัณฑ์ อย่าง CBG (-5.5%)
- กลุ่มโรงไฟฟ้า SPP อย่าง BGRIM (-4.5%) ที่ margin อาจถูกกดจากต้นทุนก๊าซ
- กลุ่มวัสดุก่อสร้าง (-1.4%) อย่าง SCCC (-6.6%)
- ธุรกิจปั๊มน้ำมัน (downstream) ถูกจำกัด margin ราคาปรับขึ้นไม่ทันต้นทุนอย่าง PTG (-2.4%)
2. กลุ่มอ่อนไหวต่อกำลังซื้อในประเทศ (domestic demand-sensitive)
- กลุ่มค้าปลีก (-1.1%) จากแรงกดดันต้นทุนค่าไฟ-ค่าขนส่งและความเสี่ยงกำลังซื้อที่อ่อนลง โดยเฉพาะ DOHOME (-8.4%), CPAXT (-4.3%), CRC (-3.3%)
- กลุ่มอสังหาฯ (PSH -25.2%, LPN -16.3%) สะท้อนความเปราะบางของกำลังซื้อโดยเฉพาะระดับกลาง-ล่าง
คำแนะนำลงทุน เน้นสะสม 5 ธีมในช่วงสงคราม
1. กำไรเชื่อมโยงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (commodity-linked earnings) มีความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน
BTG ราคาเนื้อสัตว์ปรับขึ้นตามต้นทุนพลังงาน (pricing pass-through) ขณะที่ต้นทุนอาหารสัตว์บางส่วนล็อกไว้ล่วงหน้า หนุน margin expansion ระยะสั้น
2. อุปทานตึงตัว-ฟื้นตัวอุตสาหกรรมโลก (supply disruption / global manufacturing upcycle)
PTTGC ได้อานิสงส์จาก supply disruption คาดหนุน spread ระยะสั้น พร้อม upside ระยะกลาง-ยาวจากอุปสงค์ฟื้นตัวตาม global manufacturing cycle ขยายตัว
3. โครงสร้างพื้นฐาน-ดิจิทัล-ดาต้าเซ็นเตอร์
GULF, GUNKUL, ADVANC, TRUE, WHA, AMATA เม็ดเงินลงทุนตรง(FDI) เร่งตัว ภายใต้นโยบาย BOI fast-track หนุนความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน สร้าง structural growth visibility
4. กำไรในประเทศทนทานต่อสงคราม
CPN รายได้ในประเทศ /รายได้ประจำสูง สะท้อนกำไรที่มั่นคงท่ามกลางความผันผวน
5. ราคาหุ้นถูกกดเกินพื้นฐาน
BH, MINT ราคาหุ้นปรับลงแรงกว่าพื้นฐานจากเซ็นติเมนท์สงคราม แต่ ประมาณการกำไรทรงตัว สะท้อน valuation discount เทียบปัจจัยพื้นฐาน