หวั่นCPALLปรับโครงสร้าง ฉุดกำไรระยะสั้น-ซับซ้อน
#CPALL #ทันหุ้น – จับตา CPALL ปรับโครงสร้างธุรกิจดัน 3 บริษัทย่อย “เคาน์เตอร์เซอร์วิส- ไทยสมาร์ทคาร์ด -CPAXT” สู่กลุ่มธุรกิจการเงิน “เวอร์ชวลแบงก์”ภายใต้บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง ด้านนักวิเคราะหุ้น มองปัจจัยกดดันราคาหุ้น CPALL จนกว่าผลโหวตผู้ถือหุ้นพฤษภาคม นี้จะชัด ประเมินถ้ารวมธุรกิจจะฉุดกำไรในระยะสั้นทันที-เพิ่มความซับซ้อนโดยไม่จำเป็น
นายกรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า จากกรณีกรรมการผู้ไม่มีส่วนได้เสียของบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL จำนวนหนึ่งไม่สนับสนุนแผนนำบริษัทย่อย คือ บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด, บริษัท ไทยสมาร์ทคาร์ด จำกัด และบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT เข้าไปอยู่ในกลุ่มธุรกิจการเงินของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ของบริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด
@รอดูความชัดเจน
ทั้งนี้ผลในแง่ธุรกิจยังต้องติดตามต่อไป ซึ่งรวมไปถึงผลที่จะตัดสินจริงจากการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นจัดในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 โดยยอมรับว่าค่อนข้างยากที่จะประเมินว่าสุดท้ายผู้ถือหุ้นโดยรวมจะเห็นพ้องหรือเห็นต่างจากแนวคิดของกรรมการที่เพิ่งประกาศออกมา
ในขณะที่ผลเชิงจิตวิทยาการที่ทิศทางธุรกิจยังไม่แน่ชัด ย่อมสะท้อนเชิงลบต่อราคาหุ้นในระยะสั้น ผนวกกับเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาค่าครองชีพสูงขึ้นกลายเป็นปัจจัยกำลังซื้อของผู้บริโภคจึงอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมกลุ่มค้าปลีกโดยตรง แนะนำระยะสั้นให้หลีกเลี่ยง หรือหากต้องการเก็งกำไรให้รอแถวบริเวณราคาหุ้นราว 40 บาท เป็นจุดตัดสินใจ
“กลยุทธ์การลงทุนถ้าไดเร็กชั่นยังไม่ชัด ก็เลี่ยงๆ ไปก่อน ส่วนเชิงกราฟราคา รอไปแตะแถว 40 บาทต้นๆ ก่อนจึงค่อยพิจารณาเข้าลงทุนอีกครั้ง”
นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุว่า การที่คณะกรรมการบริหารไม่เห็นด้วยกับการรวมบริษัทย่อยเข้ากับกลุ่มธุรกิจการเงินของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาภายใต้ ACM Holding Company Limited (ACMH) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ Charoen Pokphand Group (CPG) นั้น
@ไม่น่าเกิดขึ้นได้
สำหรับการปรับโครงสร้างดังกล่าวไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เนื่องจากฐานทุนขั้นต่ำของ ACMH ที่ 5 พันล้านบาท ไม่น่าจะสอดคล้องกับมูลค่าปัจจุบันของบริษัทย่อยทั้งสามแห่ง ยิ่งไปกว่านั้น การรวม VB เข้ากับ CPALL จะเพิ่มความซับซ้อนในการดําเนินงานและกฎระเบียบ ซึ่งอาจทําให้ข้อกําหนดด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบสําหรับการขยายธุรกิจในอนาคตมีความซับซ้อนมากขึ้น
โดยประเด็นนี้จะยังคงเป็นอุปสรรคเชิงลบต่อ CPALL จนกว่าจะมีการลงคะแนนในที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น โดยมีสาเหตุมาจาก 1.ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการขยายธุรกิจในอนาคตไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้องซึ่งอาจเพิ่มความซับซ้อนด้านกฎระเบียบ 2.ความกังวลเกี่ยวกับการประเมินมูลค่าและการลดลงของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหากธุรกรรมได้รับการอนุมัติ และ 3.เงื่อนไขที่ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการแบ่งรายได้และค่าบริการที่ CPALL อาจต้องจ่ายให้กับบริษัทย่อย โดยคงคําแนะนํา CPALL เป็นซื้อ มูลค่าเหมาะสมเท่ากับ 61.00 บาท @กำไรถอยตามฤดูกาล
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า ยังคงคำแนะนำ ซื้อ และคงราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 59.00 บาท แต่เชื่อว่าราคาหุ้นในระหว่างที่ยังไม่มีผลโหวตจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นออกมา จะถูกกดดัน เพราะนักลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยงจากการปรับโครงสร้างการลงทุนของ CPALL จะขายหุ้นออกมาก่อน เพราะมีความเสี่ยงในกรณีที่ โหวตให้โยก 3 บริษัทย่อยได้ซึ่งจะมีผลต่อกำไรในระยะสั้นของ CPALL ทันที โดยคาดตลาดจะให้น้ำหนักกับผลกระทบเชิงลบระยะสั้น มากกว่าผลเชิงบวกในระยะยาว
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างอาจจะกดดัน Sentiment ของราคาหุ้น เนื่องจากอาจลดความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน และเพิ่มความซับซ้อนของโครงสร้างโดยไม่จำเป็น
โดยคาดการณ์กำไรหลักงวดไตรมาส 1/2569 ไว้ที่ 8.06 พันล้านบาท เติบโต 6.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และยอดขายเฉลี่ยต่อสาขาหรือ SSSG กลับมาเป็นบวก 1.5% ทว่าประเมินกำไรหลักไตรมาส 2/2569 คาดลดลงตามปัจจัยฤดูกาล แต่ยังเติบโตได้เทียบปีก่อน
ทั้งนี้กำไรหลักมีโอกาสเติบโตได้สม่ำเสมอ เนื่องจากธุรกิจมีความ Defensive คาดการณ์ปี 2569 และ 2570 ขยายตัว 9% ต่อปี แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 65 บาท