เราอาจมีวันที่พื้นที่ปลอดภัย ไม่ใช่คนใน ‘บ้าน’ และการที่ ‘ลูก’ ขอพาตัวเองออกห่างจากพ่อแม่ อาจเพราะพวกเขาแค่อยาก ‘ขอความสุขคืน’...จาก บรูคลิน เบ็คแฮม ถึง นาย ณภัทร เมื่อผู้เป็นลูกเลือกสุขภาพจิต และต่างคนต่างอยู่กับครอบครัว แต่กลับยากเมื่อเป็นบุคคลสาธารณะ
เวลาใครสักคนจะพูดว่า “เราต่างคนต่างใช้ชีวิตกันเถอะ” ในความสัมพันธ์ที่เราคิดว่ายิ่งไปต่อ ยิ่งไม่ไหว ยิ่งทำร้ายใจ จนไม่อยากแตกสลายไปกว่านี้ บางครั้งมันก็อาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทุกคนที่จะพูดออกมา บางคนกว่าจะพูดได้ ก็ล้วนต้องคิดทบทวน ผ่านการคุยกับตัวเอง ผ่านความรู้สึกหนักๆ ที่คาดเดาไม่ได้หากตัดสินใจไปแล้ว เพราะยิ่งเรารู้สึกรักหรือผูกพันทางอารมณ์กับอีกฝ่ายมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งยาก และต้องใช้ความ ‘กล้าหาญ’ ไม่น้อย ซึ่งเราไม่ได้พูดถึงแค่ความสัมพันธ์แบบคู่รัก แต่ยังรวมถึงการตัดความสัมพันธ์กับเพื่อน จนถึง ‘ครอบครัว’
การถอยห่างหรือกระทั่งตัดขาดกันในครอบครัวถูกพูดถึงในวงกว้าง จากข่าวดังในช่วงนี้อย่างกรณี นาย ณภัทร ตัดสินใจตัดขาดกับ แม่หมู พิมพ์ผกา โดยย้ำว่าเขาให้ความสำคัญกับ ‘สุขภาพจิต’ และ ‘อยากมีความสุข’ ซึ่งประเด็นนี้ก็เกิดจากปัญหาส่วนตัวภายในครอบครัวที่คนนอกอาจไม่สามารถรู้ดีได้เท่าเจ้าตัว คนนอกอาจรับรู้แค่จากข่าวที่ผ่านมา ที่เชื่อมโยงกับภาพที่ลูกไม่สามารถได้มีชีวิตส่วนตัวของตัวเองเท่าที่ควร เมื่อคนที่บ้านเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตลูกจนอาจข้ามเส้นหรือเกินขอบเขตที่รับได้ และทำให้เกิดสถานการณ์ที่ไม่เฮลตี้ หรือถ้าย้อนไปเมื่อต้นปี เราก็เห็นกรณีของ บรูคลิน เบ็คแฮม ลูกชายตระกูลเซเลบริตี้ของ เดวิด และ วิคตอเรีย เบ็คแฮม ที่ได้ตัดขาดความสัมพันธ์กับพ่อแม่ไป และย้ำว่า ไม่ต้องการกลับไปคืนดีกับครอบครัวอีกแล้ว ทั้งจากปมครอบครัวกีดกันภรรยา และความรู้สึกถูกควบคุมบงการมาตลอดชีวิต
เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นบุคคลสาธารณะ สิ่งที่เราเห็นผ่านทางโซเชียลฯ ทั้งสองเคสนี้ คือการที่ครอบครัวนั้นๆ ถูกตัดสินอย่างรุนแรง โดยเฉพาะฝ่ายลูกที่มักถูกยื่นข้อหาอกตัญญู บ้างก็ว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิด ลามไปผิดหวัง หรือรับไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ ทั้งที่ความจริง การตัดสินใจของพวกเขาล้วนเป็น ‘เรื่องส่วนตัว’ ที่ควรได้รับความเคารพ และไม่ควรถูกปัดตกความรู้สึกแย่ที่ลูกกำลังเผชิญ เพียงเพราะว่าอยู่ในฐานะ ‘ลูก’ จึงสมควรยอมให้ได้ หรือต้องทนให้ได้ แม้ว่าสุขภาพจิตจะพังแค่ไหนก็ตาม
แน่นอนว่าในชีวิตจริงไม่ได้มีแค่กรณีที่เป็นข่าว แต่คนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในแสงก็อาจกำลังเผชิญกับเรื่องยากๆ นี้อยู่ได้เช่นกัน เพราะการตัดสินใจเลิกรากับคนในครอบครัวของผู้เป็น ‘ลูก’ เมื่อพ่อ แม่ หรือผู้ปกครอง อาจไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยของเราอีกต่อไปนั้นมีอยู่จริง และการตัดกัน หรืออยู่ห่างๆ กันอาจดีกว่าการฝืนทนจนกระทบกับปัญหาสุขภาพจิต ประเด็นนี้อาจเป็นเรื่องละเอียดอ่อนภายใต้เหตุผลเบื้องหลัง ลูกบางคนอาจพบเจอกับการถูกทำร้ายในครอบครัว ลูกบางคนอาจพบว่าพ่อแม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวจนทำให้เหมือนถูกกุมชีวิตไว้ตลอดเวลา ลูกบางคนอาจถูกพ่อแม่บังคับบางอย่างจนทำให้สูญสิ้นการเป็นตัวเอง หรือลูกบางคนอาจต้องรับผิดชอบการเงินหรือหนี้สินต่างๆ ที่หนักหนาจนรับไม่ไหว ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นการถูกทำร้ายทางกาย หรือถูกทำร้ายทางใจ ก็นับเป็นความรุนแรงที่กัดกินเจ้าตัวหรืออาจร้ายแรงกว่าคนนอกบางคนจะเข้าใจ ซึ่งเผลอตัดสินคนอื่นจากคำว่า ‘กตัญญู’ / ‘อกตัญญู’ ที่สังคมหล่อหลอมและให้ความหมายกันมานาน
‘บ้าน’ หรือ ‘ครอบครัว’ ควรเป็นสถานที่แรกและคนแรกที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัยที่จะอยู่ด้วยตั้งแต่แรก ปลอดภัยที่จะเป็นตัวเอง ปลอดภัยที่จะแชร์เรื่องราวต่างๆ เพราะบ้านหรือครอบครัวคือสถาบันที่ควรจะแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ของมนุษย์คนหนึ่ง แต่ในความจริง สำหรับบางคนก็อาจไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป ไม่ว่าพ่อแม่จะตั้งใจ หรือไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องราวเป็นแบบนั้นก็ตาม
ดังนั้น การจะชี้นิ้วบอกว่าใคร ‘อกตัญญู’ ก็อาจดูใจแคบ หากเราปัดทิ้งทุกความทุกข์ใจของลูกทิ้งให้หมด แล้วโฟกัสแต่ค่ามาตรฐานว่า เป็นลูกต้องกตัญญู ดูแลพ่อแม่ เชื่อฟังพ่อแม่ รับผิดชอบชีวิตพ่อแม่ แล้วลืมว่าลูกก็ควรจะเกิดมาเพื่อได้ใช้ชีวิตของตัวเองเช่นกัน
เราชอบคำพูดของ Lucy Blake อาจารย์อาวุโสด้านจิตวิทยาที่ University of the West of England ที่มองว่าเรื่องนี้ยังเป็น ‘Taboo’ ซึ่งคนยังกลัวและไม่กล้าพูดถึง แต่ “ฉันไม่คิดว่าใครต้องอยู่ในความสัมพันธ์ที่พวกเขารู้สึกไม่ปลอดภัย บ่อยครั้งที่เรานึกถึงการทำร้ายทางกาย (Physical Abuse) หรือการทำร้ายทางเพศ (Sexual Abuse) แต่การทำร้ายทางอารมณ์ (Emotional Abuse) ก็สำคัญไม่แพ้กันที่ต้องพูดถึง”
กว่าจะตัดสินใจตัดความสัมพันธ์กับครอบครัวได้ ลูกบางคนอาจผ่านช่วงเวลาการคุย หาตรงกลาง และสื่อสารถึงเรื่องทุกข์ใจที่เกิดขึ้น เพื่อขีดเส้นว่า ตรงไหนคือจุดที่ ‘รับไม่ไหว’ หรือ ‘หนักเกินไป’ เพื่อบาลานซ์ความสัมพันธ์ให้ไปต่อ แต่เมื่อถึงจุดที่ทำอย่างไรก็ไม่มีตรงกลาง การเว้นระยะกันให้ต่างคนต่างได้ ‘หายใจ’ ก็อาจเป็นคำตอบที่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้
Joshua Coleman นักจิตวิทยา กล่าวว่า “พ่อแม่หลายคนพูดว่า ‘ใช่ ฉันได้ทำผิดพลาดอย่างมาก’ แต่คนส่วนใหญ่ก็อาจไม่ได้เข้าใจว่าทำไมมันต้องนำไปสู่การตัดขาดกัน…บางคนก็ไม่รู้ และบางครั้งลูกก็บอกพวกเขาแล้ว และพวกเขาก็ไม่ยอมรับมัน ขณะเดียวกันก็มีลูกที่หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ด้วยการไม่ได้บอกความรู้สึกจริงๆ ออกไป”
พ่อแม่บางคนอาจมองว่า ตัวเองคือเจ้าของชีวิตลูกและคาดหวังให้ลูกเป็น ทำ คิด หรือเลือกในแบบที่ตัวเองอยากให้เป็น ทั้งที่ความจริง เราทำให้เขาเกิดมาก็จริง แต่เจ้าของชีวิตของเขาคือ ‘ตัวเขาเอง’ เขาควรได้เลือกเป็น เลือกทำ เลือกคิด เลือกรัก ด้วยตัวเขาเอง เพราะคนที่จะอยู่กับเขาไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตก็คือตัวเขาเอง ซึ่งจริงๆ อาจไม่ใช่แค่ลูกที่อาจรู้สึกละอายใจหรือรู้สึกผิดเมื่อตัดสินใจตัดขาดกับพ่อแม่ แต่พ่อแม่บางคนก็อาจรู้สึกเศร้าและเสียใจหลังจบความสัมพันธ์เช่นกัน เมื่อบางครั้งอะไรที่คิดว่า ‘ดี’ กับลูกแล้ว แบบที่ไม่ได้คำนึงถึงความรู้สึกของลูกเลย อาจย้อนมาทำร้ายตัวลูกและตัวพ่อแม่เอง
การสื่อสารกันเพื่อกำหนดขอบเขตให้ชัดว่าจุดไหนโอเค จุดไหนไม่โอเค จุดไหนที่อยากให้ปรับเข้าหากัน จึงอาจเป็นวิธีที่ค่อยเป็นค่อยไป และอาจทำให้เข้าใจกันมากขึ้น สำหรับคนที่ยังอยากลองแก้ไขปัญหาดูก่อนตัดขาดความสัมพันธ์เลยทันที หรือบางคนอาจใช้วิธีจำกัดความสัมพันธ์ เช่น เจอกันน้อยลง คุยกันน้อยลง หรือวางขอบเขตว่าจะมีปฏิสัมพันธ์กันในระดับไหน อาจดีกับใจมากขึ้น แต่ก็ไม่ถึงขนาดเลิกยุ่งกันไปเลย แต่สำหรับคนที่คุยด้วยแล้วไม่เกิดอะไรขึ้น ไม่ดีขึ้น มีแต่สร้างบาดแผลและความทุกข์ใจ หรือกระทั่งสิ่งที่คนที่บ้านทำกับเรามันหนักเกินไปและสร้างปมใหญ่ๆ ให้ชีวิตเราไปแล้ว การที่อยากจะเด็ดขาดและตัดจบโดยไม่ยื้ออะไรก็ไม่ใช่ความผิดของเรา หากเราจะ ‘เลือก’ ตัวเองก่อน เพราะสุดท้ายเราคือคนที่สมควรจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่สุดในระยะยาว
และในบางกรณีที่ลูกมีความผูกพันกับครอบครัวมากๆ หรือเคยสนิทกันมากๆ การต้องตัดสินใจก็ยิ่งเพิ่มความยากเข้าไปอีก Alice Zic ผู้เป็นนักบำบัดด้านบาดแผลทางใจ กล่าวว่านี่ไม่ใช่การตัดสินใจกันได้ง่ายๆ และหลายคนก็อาจไม่ได้อยากลดหรือตัดขาดการติดต่อกับคนในครอบครัว แต่…“ฉันคิดว่ามันคงเป็นความรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่ฉันต้องทำเพื่อรักษาตัวเอง”
แต่ใช่ว่า คนที่รู้สึกท็อกซิกกับครอบครัวแต่ยังอยู่กับที่บ้าน ไม่ได้อยากตัดขาดจากกัน นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องโทษตัวเองว่า คุณแข็งแกร่งไม่มากพอ หรือกล้าไม่มากพอหรือเปล่า เพราะแต่ละคนก็มีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน คนรอบตัวเราในชีวิตจริง มีหลายคนที่กำลังเผชิญกับเรื่องหนักใจกับที่บ้าน เช่น คนที่ครอบครัวคาดหวังเรื่องเงินจากลูกสูงเกินไป เมื่อเกิดสถานการณ์ที่ให้ไม่ไหวแล้ว หรือไม่สามารถให้มากพอเท่าที่ต้องการได้ ก็ถูกพ่อแม่หยิบยกเรื่องบุญคุณมาพูด ซึ่งทำให้ลูกรู้สึกแย่ และสูญเสียเสถียรภาพทางการเงินที่ต้องใช้จ่ายในชีวิตส่วนตัวไป หรือคนที่ต้องทนกับคำพูดแย่ๆ จากที่บ้านอยู่เรื่อยๆ จากการไม่ยอมรับตัวตนความเป็นตัวเอง หรือคนที่ที่บ้านไม่ยอมรับคนรักของลูกเพราะกลัวถูกแย่งความรักไป ก็มีอยู่หลายคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ต้องเลือก ซึ่งกลายเป็นสร้างความลำบากใจให้ทุกฝ่าย…
ไม่ว่าจะเลือกทางไหน เราขอส่งกำลังใจให้ทุกคนผ่านพ้นเรื่องยากๆ ในบ้านไปได้ แม้บ้านหลังนั้นจะทำให้ทุกข์ แต่ถ้าเรายังพอหามุมสบายใจที่ทำให้รู้สึกสบายได้บ้าง ยังอยู่แล้วมีความสุขได้อยู่ นั่นก็อาจทำให้เรายังอาศัยต่อไปได้ ทว่าถ้าบ้านหลังนั้นมีแต่ความทุกข์ อยู่แล้วรู้สึกไร้ซึ่งคุณค่า และทำให้ลืมที่จะรักตัวเองไปอย่างน่าเศร้า บางคนอาจต้องมองหาบ้านหลังใหม่เมื่อคำว่าครอบครัว อาจไม่ใช่คนจากสายเลือดเดียวกันเสมอไป แต่อาจเป็นคนที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัยและวางใจที่จะอยู่ด้วยกันไปนานๆ หวังว่าทุกคนจะหาบ้านหลังนั้นจนเจอ
อ้างอิง:
https://www.verywellmind.com/family-estrangement-11960187
https://www.parents.com/parenting/better-parenting/is-it-okay-to-cut-off-toxic-family/
https://www.bbc.com/future/article/20250522-should-you-ever-cut-ties-with-your-parents
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com