ปลดล็อก “ทองคำ” จากสินทรัพย์สำรองสู่ทุนหมุนเวียน ชูระบบ GaaS เพิ่มสภาพคล่องตลาดไทย
สภาทองคำโลก ปั้น Shared Infrastructure ดันไทยฮับ "Gold as a Service" ภูมิภาค ชูโมเดล Open Platform เชื่อมทองคำแท่งสู่สินทรัพย์ดิจิทัลมาตรฐานสากล ลดความซับซ้อนเชิงโครงสร้าง เพิ่มสภาพคล่องการใช้ทองคำเป็นหลักประกันการเงินสมัยใหม่ ยกระดับความโปร่งใส-เสถียรภาพค่าเงินบาท ผ่านระบบกระทบยอดและตรวจสอบสินทรัพย์จริง
23 มีนาคม 2569– สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) ประกาศยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลร่วมกัน (Shared Infrastructure) เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมทองคำสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล โดยชูประเทศไทยเป็นฐานรากสำคัญที่มีศักยภาพสูงสุดในการใช้เทคโนโลยีนี้ เนื่องจากมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและปริมาณการหมุนเวียนของตลาดทองคำแท่งในระดับสูง
ภายใต้สมุดปกขาว (Whitepaper) เรื่อง“Digital Gold: The Case for a Shared Infrastructure” ซึ่งจัดทำร่วมกับ เดอะ บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป (BCG) ได้นำเสนอแนวคิด “Gold as a Service” (GaaS) ในฐานะแพลตฟอร์มเปิดที่มุ่งเน้นการบูรณาการระบบจัดเก็บทองคำแท่งจริง (Physical Gold) เข้ากับระบบการออกสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อแก้ไขข้อจำกัดด้านมาตรฐานที่กระจัดกระจายและขาดความคล่องตัวในการแลกเปลี่ยน (Interoperability) ของผลิตภัณฑ์ทองคำดิจิทัลในปัจจุบัน
กลไก GaaS: ทลายข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและต้นทุนการดำเนินงาน
รายงานระบุว่า แม้ปัจจุบันทองคำจะผ่านกระบวนการ Digitalisation ไปมากในด้านการบันทึกข้อมูลและระบบหักบัญชี แต่การขยายตัวยังคงมีขีดจำกัดเนื่องจากขาดมาตรฐานกลาง แพลตฟอร์ม Gold as a Service จึงถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็นกระดูกสันหลังของตลาด โดยมีกลไกสำคัญดังนี้:
- Standardisation: กำหนดมาตรฐานการออกสินทรัพย์และกระบวนการตลาดให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ลดความยุ่งยากในกระบวนการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์
- Trust & Verification: มีระบบกระทบยอด (Reconciliation) และการตรวจสอบยืนยันสม่ำเสมอ เพื่อรับรองว่าสินทรัพย์ดิจิทัลมีทองคำจริงหนุนหลัง 100% พร้อมนิยามสิทธิความเป็นเจ้าของที่ชัดเจน
- Connectivity: รองรับการเชื่อมต่อระหว่างระบบตลาดการเงินเดิม (Traditional Finance) และระบบดิจิทัลรูปแบบใหม่ เพิ่มการเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ให้มีความคล่องตัวสูงขึ้น
ยุทธศาสตร์นี้มุ่งเป้าเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากตลาดซื้อขายทองคำแท่งแบบดั้งเดิม สู่การเป็นศูนย์กลางทองคำดิจิทัลที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแล และเสริมสร้างเสถียรภาพให้กับเงินบาทผ่านสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเอง
"ทองคำจำเป็นต้องพัฒนาเพื่อรักษาบทบาทในระบบการเงินโลก Gold as a Service ถูกออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ความโปร่งใส และประสิทธิภาพของตลาด เพื่อให้มั่นใจว่าทองคำจะยังคงมีบทบาทสำคัญในอนาคต" — เดวิด เทต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสภาทองคำโลก
เพิ่มอรรถประโยชน์สินทรัพย์: จากเครื่องมือสะสมสู่หลักประกันสภาพคล่อง
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานร่วมกันนี้จะส่งผลโดยตรงต่อการปรับบทบาทของทองคำจากการเป็นเพียงสินทรัพย์สำรองหรือเครื่องมือกระจายความเสี่ยง (Safe Haven) ไปสู่การเป็น "ทุนที่ใช้งานได้จริง" (Working Capital) เนื่องจากสภาพคล่องและความสามารถในการแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้นจะช่วยเปิดโอกาสให้เกิดการนำทองคำดิจิทัลไปใช้เป็นหลักประกัน (Collateral) เพื่อการกู้ยืมในระบบการเงินได้คล่องตัวกว่าเดิม
นอกจากนี้ แพลตฟอร์มดังกล่าวยังมุ่งเน้นการลดความซับซ้อนในการดำเนินงาน ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทองคำลดลง เปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงการลงทุนในทองคำที่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลกได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น
"ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าทองคำจะพัฒนาสู่รูปแบบดิจิทัลหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าทองคำจะมีส่วนร่วมในระบบการเงินสมัยใหม่ โดยยังคงรักษามูลค่าสินทรัพย์ได้อย่างสมบูรณ์ได้อย่างไร" — แมทธิอัส เทาเบอร์ กรรมการผู้จัดการและ Senior Partner บริษัท BCG
เป้าหมายระยะยาว: บูรณาการทองคำสู่ระบบการเงินดิจิทัลไร้รอยต่อ
สภาทองคำโลกเชื่อมั่นว่าการสร้างระบบนิเวศที่มีมาตรฐานสอดคล้องกันทั่วโลก จะช่วยให้ทองคำสามารถรักษาความเชื่อมั่นและทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์คงมูลค่าในยุคที่บริการทางการเงินกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างรวดเร็ว โดยโครงการนี้ได้เริ่มเชิญชวนเหล่านวัตกรและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมร่วมวิพากษ์และพัฒนา เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานนี้เป็นมาตรฐานกลางที่รองรับการใช้งานได้ในหลากหลายแพลตฟอร์มและช่องทางการลงทุนในอนาคต