โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

สหรัฐฯ ส่งมอบ “สไตรเกอร์” 17 คัน เสริมแกร่งกองทัพไทย ยกระดับขีดความสามารถสู่สงครามยุคใหม่

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
สหรัฐฯ ส่งมอบ “สไตรเกอร์” 17 คัน เสริมแกร่งกองทัพไทย ยกระดับขีดความสามารถสู่สงครามยุคใหม่

วันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา กองทัพบกสหรัฐฯ ภาคแปซิฟิก (USARPAC) ได้ประกอบพิธีส่งมอบรถหุ้มเกราะสไตรเกอร์ (Stryker) จำนวน 17 คัน ให้แก่กองทัพบกไทย (RTA) อย่างเป็นทางการ พิธีดังกล่าวจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เนื่องในโอกาสปิดการฝึกซ้อมรบร่วมหนุมานการ์เดียน 2026 ภายในศูนย์การบินกองทัพบกไทย จังหวัดลพบุรี

โดยได้รับเกียรติจากพลโท โจเอล โวเวลล์ รองผู้บัญชาการ USARPAC, พลเอก พานา แคล้งเสรีทึก ผู้บัญชาการทหารบกไทย และนายฌอน เค. โอ'นีล เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย เข้าร่วมในพิธีรับมอบ
การส่งมอบยุทโธปกรณ์ในครั้งนี้ ดำเนินการภายใต้โครงการยุทโธปกรณ์ส่วนเกินของสหรัฐฯ (EDA) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่งในหน้าประวัติศาสตร์ความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระหว่างสหรัฐอเมริกาและไทย
รถหุ้มเกราะเหล่านี้แม้จะเคยผ่านการใช้งานโดยหน่วยของกองทัพบกสหรัฐฯ มาก่อน แต่ได้รับการดูแลรักษาและปรับปรุงอย่างพิถีพิถันให้อยู่ในสภาพพร้อมรบ โดยรถหุ้มเกราะสไตรเกอร์ทั้ง 17 คันนี้ จะถูกนำไปประจำการเพื่อเป็นรากฐานสำคัญของกองพันรบที่ 111 ของกองทัพบกไทย สนับสนุนทั้งในด้านภารกิจการฝึกซ้อมและการปฏิบัติการจริง
เทคโนโลยีรถหุ้มเกราะสไตรเกอร์ (Stryker)
แม้ว่ากองทัพบกสหรัฐฯ และไทยจะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับรถหุ้มเกราะสไตรเกอร์ (Stryker) ออกมาโดยละเอียด แต่คาดว่ารถหุ้มเกราะสไตรเกอร์ (Stryker) มีสมรรถนะใกล้เคียงกับรุ่นมาตรฐานที่กองทัพบกสหรัฐฯ ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน
โดยรถหุ้มเกราะสไตรเกอร์ (Stryker) มีชื่อย่างเป็นทางการว่า Stryker M1126 ICV ยานเกราะลำเลียงกำลังพลแบบ 8x8 ล้อ ตัวรถถูกพัฒนาขึ้นเพื่ออุดช่องโหว่ทางยุทธวิธีระหว่างรถถังประจัญบานขนาดหนักและหน่วยทหารราบเบา โดยเน้นความคล่องตัวสูงในการเคลื่อนที่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล Caterpillar C7 ให้กำลัง 350 แรงม้าในรุ่นพื้นฐาน และมีการอัปเกรดให้สูงขึ้นในรุ่นต่อมา สามารถทำความเร็วสูงสุดได้เกือบ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมระยะปฏิบัติการไกลกว่า 500 กิโลเมตร
ระบบช่วงล่างแบบอิสระและระบบควบคุมแรงดันลมยางอัตโนมัติ (CTIS) ช่วยให้ตัวรถสามารถวิ่งผ่านภูมิประเทศที่ทุรกันดารได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้ น้ำหนักพื้นฐานที่อยู่ในระดับ 16-19 ตัน ยังถูกออกแบบมาให้เอื้อต่อการเคลื่อนย้ายพลางอากาศด้วยเครื่องบินลำเลียง C-130 เพื่อกระจายกำลังเข้าสู่พื้นที่รบได้ทันท่วงที โดยเครื่องบินรุ่นนี้มีประจำการในกองทัพไทยด้วยเช่นกัน
การป้องกันและเอาตัวรอดในสงคราม
เทคโนโลยีเกราะของสไตรเกอร์เริ่มต้นจากการใช้เหล็กกล้าความแข็งแรงสูงเสริมด้วยแผ่นเกราะเซรามิกและเคฟลาร์ ซึ่งสามารถป้องกันกระสุนเจาะเกราะขนาด 14.5 มม. ได้รอบคัน แต่จากการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามของระเบิดแสวงเครื่อง (IED) และกับระเบิดในสมรภูมิจริง กองทัพสหรัฐฯ จึงได้พัฒนาเทคโนโลยีการออกแบบใต้ท้องรถแบบรูปตัววีคู่ (Double V-Hull หรือ DVH)
เทคโนโลยีตัวนี้มีคุณสมบัติในการช่วยเบี่ยงเบนแรงอัดจากการระเบิดใต้ท้องรถออกไปด้านข้าง ควบคู่ไปกับการติดตั้งเบาะนั่งลดแรงกระแทก (Blast-attenuating seats) นอกจากนี้ ตัวรถยังสามารถติดตั้งเสริมด้วยเกราะลูกกรง (Slat armor) และระบบป้องกันภัยแบบแอกทีฟ (Active Protection Systems) เพื่อสกัดกั้นจรวดต่อสู้รถถังได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อำนาจการยิงและเทคโนโลยีเครือข่ายสนามรบ
สไตรเกอร์ยังโดดเด่นด้วยมาตรฐานจะติดตั้งระบบปืนควบคุมระยะไกล (RWS) ในขณะที่รุ่นใหม่ ๆ ได้รับการอัปเกรดเป็นการติดตั้งปืนกลอัตโนมัติขนาด 30 มม. เพื่อเพิ่มอำนาจการทำลายล้าง ยานเกราะรุ่นล้ำสมัยยังมีการบูรณาการเทคโนโลยีโครงข่ายข้อมูลดิจิทัลระดับสูง กล้องมองภาพ 360 องศาที่ทำงานร่วมกับแว่นตาความเป็นจริงเสริม (IVAS) ของทหารราบ
ข้อมูลล่าสุดได้มีการนำเทคโนโลยีอาวุธพลังงานเลเซอร์แบบกำหนดทิศทาง (Directed Energy Weapons) อย่างระบบ DE M-SHORAD มาติดตั้งเพื่อใช้สอยอากาศยานไร้คนขับ (Drone) และขีปนาวุธแบบฉับพลัน ซึ่งถือเป็นการยกระดับยานเกราะเข้าสู่การรบยุคใหม่อย่างแท้จริง การประจำการของสไตรเกอร์สร้างความได้เปรียบในสนามรบและเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...