นายกอสังหาฯ ประสานเสียง ดันไทย "เซฟเฮฟเว่นโลก" ดึงเศรษฐีน้ำมันย้ายฐาน ชงรัฐออกแพ็กเกจ Relocation–ตั้งกองทุนแก้บ้านแพง
2 นายกฯ ประสานเสียง มองวิกฤตโลกเป็นโอกาส ดึงเศรษฐีน้ำมันย้ายถิ่นเข้าไทย พร้อมเสนอโมเดล “Relocation Package” ครบวงจร และปรับกฎเช่าระยะยาว 60 ปี แข่งอาเซียน ขณะภาคธุรกิจบ้านจัดสรรชงเก็บภาษีต่างชาติ 10% ตั้งกองทุนช่วยผู้สูงอายุ–คนซื้อบ้านหลังแรก แก้ปัญหาราคาบ้านพุ่งสวนรายได้คนไทย
นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผยว่าในฐานะผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มองเห็นโอกาสจากสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายภูมิภาคของโลก โดยเฉพาะในตะวันออกกลางที่อาจกระตุ้นให้ต่างชาติกลุ่มผู้มีฐานะและกำลังซื้อสูงย้ายถิ่นฐานมายังประเทศที่มีความปลอดภัยมากกว่า ซึ่งประเทศไทยถูกมองว่าเป็นพื้นที่มีความปลอดภัย (เซฟเฮฟเว่น) หรือเป็นแหล่งพักพิงที่มีศักยภาพ ทั้งด้านคุณภาพชีวิต ระบบสาธารณสุข การศึกษา และค่าครองชีพ
"ขณะนี้เริ่มมีสัญญาณว่ากลุ่มนักลงทุนและผู้มีรายได้สูงจากต่างประเทศเริ่มย้ายฐานเข้ามาในไทยแล้ว โดยบางส่วนใช้ไทยเป็นฐานธุรกิจและที่อยู่อาศัยระยะยาว"
เสนอโมเดล “Relocation Package” ครบวงจร
นายประเสริฐ ยังได้เสนอให้ภาครัฐบูรณาการความร่วมมือระหว่างหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ โรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ โรงพยาบาล โรงเรียนนานาชาติ และ ภาคอสังหาริมทรัพย์ เพื่อพัฒนาเป็นแพ็กเกจ “Relocation” หรือการย้ายถิ่นฐาน สำหรับชาวต่างชาติ ให้สามารถเข้ามาทดลองใช้ชีวิตในไทยระยะ 3-6 เดือน ก่อนตัดสินใจลงทุนหรือซื้อที่อยู่อาศัย แนวทางดังกล่าวจะช่วยเร่งการตัดสินใจและเพิ่มโอกาสในการดึงเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศ
ปรับกฎเช่าระยะยาว–แข่งขันอาเซียน
อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญ คือการปรับเงื่อนไขการเช่าที่ดินระยะยาวสำหรับชาวต่างชาติ จากปัจจุบัน 30 ปี เป็น 60 ปี เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่เสนอเงื่อนไขยาวถึง 70-80 ปี ทั้งนี้ ภาคเอกชนยังยืนยันจุดยืนไม่สนับสนุนการขายที่ดินให้ต่างชาติ แต่สนับสนุนรูปแบบการเช่าระยะยาวแทน
ชงเก็บภาษีต่างชาติ ตั้ง “Property Fund”
ขณะที่นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ยังได้เสนอให้รัฐบาลจัดเก็บภาษีการซื้ออสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติในอัตราสูงขึ้น (ระดับ 10% ขึ้นไป) จากปัจจุบันที่ไทยมีภาษีโอนเพียง 2% เพื่อนำรายได้เข้าสู่ “กองทุนอสังหาริมทรัพย์” (Property Fund)
กองทุนดังกล่าวจะถูกนำไปใช้สนับสนุน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
1. ผู้สูงอายุที่ขาดแคลนที่อยู่อาศัย
2. ผู้ซื้อบ้านหลังแรก (First Jobber)
ปัญหาโครงสร้าง บ้านแพงกว่าเงินเดือน
นายสถาพร กล่าวว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ราคาที่อยู่อาศัยปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 43% ขณะที่รายได้ประชาชนเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 30% ส่งผลให้ช่องว่างในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยขยายตัว ทำให้เด็กจบใหม่ในปัจจุบันต้องใช้เวลาทำงานนานถึง 8-9 ปี จึงจะสามารถซื้อบ้านหลังแรกได้ ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความมั่นคงในชีวิต
พลิกวิกฤตเป็นโอกาส
นายสถาพร ยังมองว่าแม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ต้นทุน และกำลังซื้อในประเทศ แต่ยังมีโอกาสจากการดึงดูดต่างชาติ หากรัฐบาลสามารถบูรณาการนโยบายและต่อยอดมาตรการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไทยมีศักยภาพที่จะพลิกวิกฤตเป็นโอกาส และยกระดับตลาดอสังหาริมทรัพย์สู่การเติบโตระยะยาวได้อย่างแข็งแกร่ง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นายกอสังหาฯ ประสานเสียง ดันไทย "เซฟเฮฟเว่นโลก" ดึงเศรษฐีน้ำมันย้ายฐาน ชงรัฐออกแพ็กเกจ Relocation–ตั้งกองทุนแก้บ้านแพง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th