ทรัมป์ ขู่ทำลายแหล่งก๊าซอิหร่านคืน หากยังไม่หยุดโจมตีกาตาร์
ทรัมป์ ขู่ทำลายแหล่งก๊าซ เซาท์พาร์ส ของอิหร่านให้สิ้นซาก หากไม่หยุดโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในกาตาร์
วันที่ 19 มีนาคม 2569 - สำนักข่าว CNBC รายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกแถลงการณ์เตือนอิหร่านอย่างรุนแรง ถึงเรื่องเมื่อวันที่ 17 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยระบุว่าหากทางการเตหะรานยังคงดำเนินการโจมตีสถานประกอบการด้านพลังงานของประเทศกาตาร์ สหรัฐฯ พร้อมที่จะดำเนินมาตรการตอบโต้ขั้นสูงสุดด้วยการ "ระเบิดทำลายแหล่งก๊าซธรรมชาติเซาท์พาร์ส (South Pars) ทั้งหมดของอิหร่านขนานใหญ่"
สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอย่างก้าวกระโดด หลังจากอิหร่านตัดสินใจยิงขีปนาวุธถล่มสถานประกอบการพลังงานหลักในกาตาร์ เพื่อตอบโต้กรณีที่อิสราเอลได้ปฏิบัติการทิ้งระเบิดโจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์สในฝั่งของอิหร่านก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นทันที โดยทางการกาตาร์เปิดเผยเมื่อวันพุธว่า ขีปนาวุธของอิหร่านได้สร้าง "ความเสียหายเป็นวงกว้าง" ต่อเขตอุตสาหกรรมราส ลัฟฟาน (Ras Laffan Industrial City) ซึ่งเป็นที่ตั้งของสิ่งอำนวยความสะดวกในการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ทางด้านประธานาธิบดีทรัมป์ได้ปฏิเสธข้อครหาที่ว่าสหรัฐฯ รับรู้ถึงแผนการของอิสราเอลในการโจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์สล่วงหน้า โดยยืนยันผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงคืนวันพุธตามเวลาท้องถิ่นว่า รัฐบาลของเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือให้การอนุมัติปฏิบัติการดังกล่าว โดยระบุว่า "สหรัฐอเมริกาไม่ทราบเรื่องการโจมตีครั้งนี้เลย และประเทศกาตาร์ก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าในทางใดทางหนึ่ง รวมถึงไม่มีความรับรู้ล่วงหน้าว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น"
นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังได้เรียกร้องให้อิสราเอลยุติการโจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส เว้นแต่ว่าอิหร่านจะตัดสินใจอย่าง"ขาดเขลา" ในการโจมตีกาตาร์ต่อไป ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐฯ จะทำลายแหล่งก๊าซเซาท์พาร์สทั้งหมดด้วยอานุภาพที่อิหร่านไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน ทั้งนี้ แหล่งก๊าซเซาท์พาร์สถือเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเป็นพื้นที่ทับซ้อนระหว่างอิหร่านและกาตาร์ โดยการโจมตีของอิสราเอลในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่โครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซธรรมชาติของอิหร่านตกเป็นเป้าหมาย นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์
ในส่วนของความเสียหายที่เกิดขึ้น กาตาร์เอนเนอร์จี (QatarEnergy) รายงานว่าการโจมตีด้วยขีปนาวุธนำวิถีของอิหร่านทำให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรงในเขตอุตสาหกรรมราส ลัฟฟาน จนต้องมีการระดมทีมตอบโต้ฉุกเฉินเข้าควบคุมสถานการณ์ แม้จะยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตก็ตาม ขณะเดียวกันมีรายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาการส่งกำลังพลหลายพันนายไปยังตะวันออกกลาง ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลต่อการขยายตัวของสงคราม
ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ได้หารือทางโทรศัพท์กับเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์และประธานาธิบดีทรัมป์ โดยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือนทันที พร้อมเสนอให้มีการพักชำระหนี้หรือยุติการโจมตีสถานประกอบการด้านพลังงานและน้ำประปาเพื่อประโยชน์ร่วมกันของโลก เช่นเดียวกับ นายโยฮัน วาเดพูล รัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี ที่ออกมาเตือนถึง "วิกฤตการณ์ขั้นร้ายแรงที่สุด" หากห่วงโซ่อุปทานโลกยังคงถูกกระทบกระเทือน
ขณะที่กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับต่างแสดงความกังวลอย่างหนัก โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประณามการโจมตีแหล่งพลังงานว่าเป็น "ภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานของโลก" และส่งผลเสียร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังระบุว่าการที่อิหร่านมุ่งเป้าโจมตีแหล่งก๊าซฮับชาน (Habshan) และแหล่งน้ำมันบับ (Bab) ถือเป็นการก่อการร้าย
ทางด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ มาเจด อัล-อันซารี ระบุว่าการที่อิสราเอลโจมตีเซาท์พาร์สเป็นการกระทำที่ "อันตรายและขาดความรับผิดชอบ" โดยล่าสุดกาตาร์ได้ประกาศให้ทูตทหารและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของอิหร่านในกรุงโดฮาเป็น "บุคคลไม่พึงปรารถนา" (persona non grata) และสั่งให้ออกนอกประเทศภายใน 24 ชั่วโมง ขณะที่เจ้าชายไฟซาล บิน ฟาร์ฮาน อัล ซาอุด รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย กล่าวว่าความเชื่อมั่นต่ออิหร่านที่เคยมีอยู่น้อยนิดได้พังทลายลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว
ด้านกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ได้ข่มขู่ว่าจะยกระดับความรุนแรงโดยมุ่งเป้าไปที่โรงงานน้ำมันและก๊าซในซาอุดีอาระเบีย UAE และกาตาร์ โดยประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน กล่าวประณามการโจมตีอิหร่านว่าอาจส่งผลกระทบที่ควบคุมไม่ได้และลุกลามไปทั่วโลก
เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดทุนและพลังงาน โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้น 4% แตะระดับ 111.77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ทะยานขึ้นเหนือ 97.56 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นอกจากนี้ การสัญจรของเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมัน 1 ใน 5 ของโลกและเป็นช่องทางหลักของการส่งออก LNG แทบจะหยุดชะงักลง เนื่องจากช่องแคบดังกล่าวถูกปิดกั้นสำหรับการขนส่งเชิงพาณิชย์ส่วนใหญ่จากผลกระทบของสงคราม
อ้างอิง : cnbc.com