‘อภิชิต-ชนะ’ประชันวิสัยทัศน์ ชิงดำประธาน ส.อ.ท.คนใหม่ เดิมพันอนาคต SME ไทย
ศึกชิงเก้าอี้ “ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)” คนใหม่ วาระปี 2569-2571 เริ่มร้อนแรงก่อนถึงวันเลือกตั้งในเดือนเมษายนนี้ เมื่อ 2 แคนดิเดตตัวเต็ง “อภิชิต ประสพรัตน์” และ “ชนะ ภูมี” ประกาศวิสัยทัศน์ชิงดำ นั่งแทน “เกรียงไกร เธียรนุกุล” ที่กำลังจะหมดวาระ ท่ามกลางโจทย์ท้าทายเศรษฐกิจไทยรอบด้าน ทั้งขีดความสามารถการแข่งขันถดถอย ต้นทุนพลังงานพุ่ง และแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่เปลี่ยนผู้นำองค์กร แต่คือเดิมพันทิศทางอุตสาหกรรมไทยในระยะข้างหน้า
“อภิชิต” ดัน 4 Go Plus เสริมแกร่งเอสเอ็มอีทั่วไทย
“นายอภิชิต ประสพรัตน์” รองประธาน ส.อ.ท. ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (MAI) และประธานสายงานสมาชิกสัมพันธ์ กิจกรรม และรายได้ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท บีสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด หนึ่งในแคนดิเดตสำคัญ ให้สัมภาษณ์กับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ณ เวลานี้ตนและทีมงานได้เดินสายหาเสียงไปแล้วประมาณ 70% ของพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากสมาชิกทั้งส่วนกลาง กลุ่มอุตสาหกรรม และภูมิภาค “ดีมาก เป็นกอบเป็นกำ” เนื่องจากสมาชิกเห็นผลงานเชิงประจักษ์ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะโครงการที่ช่วยลดต้นทุนได้จริง และตอบโจทย์ผู้ประกอบการในภาวะเศรษฐกิจผันผวน
หนึ่งในผลงานที่ถูกพูดถึงมากคือ โครงการตรวจสุขภาพพนักงานประจำปี ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องกว่า 7 ปี ใช้กลไก “Bidding” เชิญโรงพยาบาลในระบบประกันสังคมเข้ามาแข่งขันราคา ส่งผลให้สมาชิกสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 30-70% โดยตลอดโครงการสามารถคืนประโยชน์ให้สมาชิกมากกว่า 50 ล้านบาท ครอบคลุมแรงงานกว่า 200,000-250,000 คน จากโรงงานมากกว่า 1,000 แห่ง
“เป้าหมายคือการเพิ่ม Productivity ให้แรงงาน เพราะถ้าคนมีสุขภาพดี ประสิทธิภาพการทำงานก็จะดีตาม” นายอภิชิตย้ำ พร้อมชี้ว่าแนวคิดสำคัญคือการสร้าง “โซลูชันที่จับต้องได้” ให้สมาชิก ไม่ใช่เพียงนโยบายในเชิงทฤษฎี
สำหรับวิสัยทัศน์การขับเคลื่อน ส.อ.ท. ในช่วงปี 2569-2571 นายอภิชิตนำเสนอแนวคิด “การสร้างบ้าน” เพื่อเปรียบเทียบการพัฒนาองค์กรให้แข็งแกร่งท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจ โดยเริ่มจากฐานรากที่แข็งแรง หรือ “Go People” ที่มุ่งพัฒนาทักษะแรงงานผ่าน “Re-skill, Up-skill และ New-skill” เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรคุณภาพ
ขณะที่ “เสาหลัก 4 ต้น” ยังคงยึดแนวทาง “4 Go” ได้แก่ Go Digital & AI, Go Innovation, Go Green และ Go Global เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในทุกมิติ และ “หลังคา” หรือ “Go Financial” จะเข้ามาเติมเต็มเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ
ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวถูกหลอมรวมเป็น “6 Go” และขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์ “4 ต.” ได้แก่ “ต่อเนื่อง ต่อยอด แตกต่าง และตอบโจทย์” เพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลลัพธ์จริงในทุกระดับ
“SME คือหัวใจของ ส.อ.ท.” นายอภิชิตกล่าว พร้อมระบุว่าแม้ SME จะมีสัดส่วนถึง 90% ของสมาชิก แต่สร้าง GDP เพียง 35% เท่านั้น ซึ่งยังต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วที่อยู่ราว 50% ดังนั้น การผลักดันให้ SME เข้าถึง “Digital และ AI” จะเป็นกุญแจสำคัญในการลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน
ในอีกมิติหนึ่ง นายอภิชิตยอมรับ ว่า ระหว่างการลงพื้นที่ได้รับฟังเสียงสะท้อนเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง ที่จะมีขึ้นเช่น การชักชวนคู่ค้าให้สมัครสมาชิกเพื่อเพิ่มสิทธิ์ลงคะแนน ซึ่งในฐานะผู้สมัคร ทำได้เพียงรับฟัง ซึ่งจะได้นำมาเป็นโจทย์สำคัญในการผลักดันการปฏิรูป
“ผมมีนโยบาย ‘หนึ่งเดียว’ หากได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งประธานฯคนใหม่ คือการปฏิรูประบบเลือกตั้งให้โปร่งใสและเป็นธรรม” เขากล่าว
พร้อมย้ำว่าไม่ต้องการเห็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นซ้ำทุก 2 ปี จนกระทบความสัมพันธ์ของสมาชิก และตั้งเป้าจะจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาแนวทางใหม่ที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
ปัจจุบัน ส.อ.ท. มีสมาชิกกว่า 16,000 ราย โดยเป็นสมาชิกสามัญประมาณ 9,000 ราย ซึ่งมีสิทธิ์เลือกตั้งและเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ อาทิ “FTI Member Card” ที่สามารถใช้เป็นสวัสดิการลดค่าครองชีพ ทั้งด้านอาหาร การเดินทาง และที่พัก อย่างไรก็ตาม นายอภิชิตมองว่ายังมี SME ไทยอีกกว่า 3 ล้านราย ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการและโอกาสของสภาฯ ได้
“ผมอยากนำ Facility ของ ส.อ.ท. ไปให้ถึงคนกลุ่มนี้ เพื่อเป็นทางลัดให้เขาเติบโต”
ส่วนในระยะยาว เป้าหมายคือการยกระดับ ส.อ.ท. ให้เป็นองค์กรหลักที่เข้มแข็ง โปร่งใส และเข้าถึงได้ โดยใช้โครงสร้างที่มีอยู่ทั้ง 48 กลุ่มอุตสาหกรรม 11 คลัสเตอร์ และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด เป็นกลไกขับเคลื่อน
“แม้จะมีคลื่นใต้น้ำหรือความขัดแย้งที่ควบคุมไม่ได้ แต่ผมยังยืนยันจะเดินหน้าด้วยความตั้งใจ เพื่อสร้างองค์กรที่ทำงานเพื่อสมาชิกจริง ๆ” นายอภิชิต กล่าว
“ชนะ”พร้อมลุย 5+1 ดันอุตสาหกรรมไทยสู่ความเป็นเลิศ
ขณะที่ “นายชนะ ภูมี” รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประธานสถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน และที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG แคนดิเดตชิงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. คนที่ 17 ให้สัมภาษณ์กับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงเหตุผลในการตัดสินใจลงสมัครครั้งนี้ว่า เกิดจากความท้าทายเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งขีดความสามารถการแข่งขันที่ลดลง และระดับหนี้สินทั้งในและนอกระบบสูงถึง 80-90% ของ GDP
โดยจากประสบการณ์ในการทำงานใน ส.อ.ท.ที่ดูแลกลุ่มอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์มาประมาณ 6-7 ปี รวมถึงบทบาทขับเคลื่อน “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” ที่พลิกอุตสาหกรรมซีเมนต์สู่คาร์บอนต่ำ และการทำงานในเวทีระดับโลก จะเป็นฐานสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมไทย ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก
นายชนะสะท้อนภาพปัญหาภาคอุตสาหกรรมไทยว่า ปัจจุบันเผชิญทั้ง ต้นทุนสูง-กฎระเบียบซ้ำซ้อน-การพึ่งพาการนำเข้า โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าทุนและพลังงานที่สูงถึง 7.6 ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนสำคัญของประเทศ พร้อมเสนอให้เร่งปฏิรูปกฎหมาย (Regulatory Reform) และสร้างความสามารถในการผลิตภายในประเทศมากขึ้น ควบคู่กับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Green Infrastructure) ทั้งน้ำและพลังงานสะอาด ซึ่งจะกลายเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ในอนาคต โดยเฉพาะการรองรับอุตสาหกรรมใหม่อย่าง Data Center ที่ต้องใช้น้ำปริมาณมหาศาล
ในมิติของผู้ประกอบการรายย่อย นายชนะระบุว่า SME คือหัวใจของเศรษฐกิจไทย แต่ปัจจุบันมีสัดส่วนเพียง 35% ของ GDP หรือราว 6.6 ล้านล้านบาท จากมูลค่าเศรษฐกิจรวม 18 ล้านล้านบาท จึงตั้งเป้าผลักดันให้เพิ่มเป็น 50% หรือประมาณ 9 ล้านล้านบาท ภายใน 4-5 ปี ผ่านกลยุทธ์“ขยายตลาด-ปกป้องตลาด-ยกระดับมาตรฐาน” ทั้งการผลักดัน FTA เชิงลึกในระดับห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) และการใช้มาตรฐานบังคับเพื่อสกัดสินค้าคุณภาพต่ำจากต่างประเทศ รวมถึงการสร้างแพลตฟอร์มเชื่อมโยงองค์ความรู้เพื่อให้ SME เข้าถึงเทคโนโลยีและแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น
สำหรับแนวทางขับเคลื่อนองค์กร นายชนะวางนโยบาย “5 + 1” โดยมีแกนหลัก ได้แก่ “การขยายตลาด การปฏิรูปกฎหมาย การใช้เทคโนโลยี การเข้าถึงแหล่งทุน และการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity)” พร้อมเสริมด้วย “ความสามัคคี” เป็น +1 เพื่อสร้างเอกภาพในองค์กรและภาคเอกชนทั้งระบบ โดยชูแนวคิด “Public Private People Partnership (PPPP)” หรือ “สระบุรีโมเดล” เป็นต้นแบบการทำงานร่วมกันของหลายฝ่าย ที่สามารถลดการนำเข้าถ่านหินได้ถึง 4 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.2 หมื่นล้านบาท และสร้างรายได้หมุนเวียนให้ SME ในพื้นที่
อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญคือการสร้าง“บ้านของสภาอุตสาหกรรม” ให้เป็นมากกว่าสำนักงาน โดยจะเป็นโชว์รูมเทคโนโลยีสำหรับนักลงทุนต่างชาติ และเปิดพื้นที่ให้ผู้ขอส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ นำเทคโนโลยีใหม่มาทดลองใช้จริง ทั้งระบบ AI แดชบอร์ดข้อมูล และนวัตกรรมอุตสาหกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนและยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย
นายชนะ กล่าวอีกว่า ได้เดินสายแล้ว 69 จังหวัด และหารือกับเครือข่ายสมาชิก ส.อ.ท. ทั้ง 48 กลุ่มอุตสาหกรรม ทำให้เห็นปัญหาเชิงพื้นที่อย่างชัดเจน โดยเฉพาะผู้ประกอบการในต่างจังหวัดที่ขาดโอกาสและการเชื่อมโยงองค์ความรู้ จึงมีแผนผลักดันแพลตฟอร์มกระจายอำนาจ เพื่อให้แต่ละพื้นที่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจบนศักยภาพของตนเองได้อย่างแท้จริง
ท้ายที่สุด นายชนะมองว่า หากได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. คนใหม่ ประเทศไทยจะก้าวสู่ “Smart Nation” ที่ขับเคลื่อนด้วย “คนเก่ง เทคโนโลยี และพลังงานสะอาด” โดยเน้นลดต้นทุนพลังงานผ่านโซลาร์เซลล์และ Direct PPA ควบคู่กับการปฏิรูปกฎหมายครั้งใหญ่ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก พร้อมย้ำว่า “หัวใจสำคัญไม่ใช่แค่การเติบโต แต่คือการเติบโตอย่างยั่งยืน” ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าอย่างมั่นคง