“ตลาดหุ้นเอเชีย” เปิดบวก รับความหวังดีลสหรัฐ-อิหร่าน แม้ฮอร์มุซตึงเครียด
“ตลาดหุ้นเอเชีย” เปิดบวก รับความหวังดีลสหรัฐ-อิหร่าน แม้ฮอร์มุซตึงเครียด อิหร่านเตือนมาตรการดังกล่าวอาจดันราคาพลังงานโลกพุ่งต่อ ขณะนักลงทุนจับตาข้อมูลการค้าจีนและทิศทางตลาดโลก
วันที่ 14 เมษายน 2569 เวลา 07.11 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ตลาดหุ้นเอเชีย–แปซิฟิกเปิดปรับตัวเพิ่มขึ้นในวันอังคาร ท่ามกลางความหวังของนักลงทุนว่าสหรัฐฯ และอิหร่านยังมีโอกาสบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ แม้สถานการณ์ตึงเครียดจะเพิ่มขึ้นจากการที่สหรัฐฯ เริ่มปิดกั้นการขนส่งสินค้าของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการขนส่งน้ำมันโลก
แม้ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐและอิหร่านยังไม่ได้ถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการ แต่สถานการณ์กลับเปราะบางมากขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากันว่าละเมิดเงื่อนไขของการหยุดยิง ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้เริ่มปฏิบัติการปิดกั้นเรือที่เข้า–ออกท่าเรือของอิหร่านตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้อิหร่านเปิดเส้นทางน้ำมันอีกครั้ง หลังการเจรจาสันติภาพล้มเหลว
ด้านอิหร่านออกมาเตือนว่า มาตรการดังกล่าวจะยิ่งผลักดันให้ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้น โดย โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ระบุว่า ราคาน้ำมันในปัจจุบันอาจยังถือว่าถูก เมื่อเทียบกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากมาตรการปิดล้อมของสหรัฐฯ
ในฝั่งตลาดพลังงาน ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเล็กน้อย โดยน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ลดลง 2.37% อยู่ที่ 96.73 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ Brent crude ลดลง 1.82% อยู่ที่ 97.51 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนความผันผวนของตลาดท่ามกลางปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
ขณะที่ ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียปรับตัวในแดนบวก ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 1.5% และ ดัชนี Topix ขยับขึ้น 0.74% ส่วนดัชนี S&P/ASX 200 ของออสเตรเลีย ปรับขึ้น 0.88% ขณะที่ ฟิวเจอร์สของดัชนี Hang Seng ฮ่องกง ก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อโอกาสในการคลี่คลายความขัดแย้ง
ในฝั่งสหรัฐฯ ดัชนีหุ้นหลักปรับตัวเพิ่มขึ้นในคืนก่อนหน้า โดยS&P 500 ปรับขึ้น 1.02% ปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ก่อนเกิดสงคราม ขณะที่Nasdaq Composite เพิ่มขึ้น 1.23% และ Dow Jones Industrial Average ปรับขึ้น 0.63% สะท้อนความหวังของนักลงทุนว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจนำไปสู่ข้อตกลงในที่สุด
ทั้งนี้ นักลงทุนยังจับตาข้อมูลการค้าของจีนที่จะประกาศในวันเดียวกัน ซึ่งอาจเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางตลาดในภูมิภาคต่อไป
อ้างอิง : www.cnbc.com