โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นายกฯคุมเข้มงบปี’70 เพิ่มไม่เกิน 20%-สั่งเบรกงบสร้างถนน-ตึกใหม่-ดูงาน ตปท.

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 20 เม.ย. เวลา 15.42 น. • เผยแพร่ 20 เม.ย. เวลา 15.41 น.

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้กับผู้บริหารระดับสูงของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจทั่วประเทศ ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ชั้น 1 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

นายกฯตั้ง “กฎเหล็ก”คุมเข้มงบปี’70 เฉพาะงบลงทุนเพิ่มได้ไม่เกิน 20% – สั่งเบรกงบสร้างถนน – อาคาร สนง.ใหม่-ดูงาน ตปท. พร้อมขอความร่วมมือทุกจังหวัดงดตั้งงบพัฒนาถนน-แหล่งน้ำ ลดความซ้ำซ้อน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในครั้งนี้มีความแตกต่างจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ดังนั้น ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ภาครัฐจะต้องแสดงบทบาทการเป็นผู้นำในการปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์ โดยปรับวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่าจำกัด โดยเริ่มจากการปรับลดงบประมาณ แผนงาน หรือ โครงการที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงวิธีคิดในการวางแผนงบประมาณ เพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์ของประชาชนเกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

นายอนุทิน กล่าวว่า การจัดทำงบประมาณปี 2570 จะต้อง “ตรงเป้า แม่นยำ” และตอบโจทย์นโยบาย “10 พลัส” เพื่อพาประเทศก้าวผ่านวิกฤต ควบคู่กับการวางรากฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเร่งหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางโดยเร็ว รัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพื่อทำให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นด้วยนโยบาย 5 ด้าน ดังนี้

1. ด้านเศรษฐกิจ มุ่งกระจายรายได้ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และส่งเสริมการค้า เกษตร และการท่องเที่ยวผ่านนโยบายพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่ม

2. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง เสริมบทบาทไทยในเวทีโลก เร่งผลักดันเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ควบคู่กับการยกระดับความมั่นคงชายแดน และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

3. ด้านสังคม ยกระดับการศึกษา สุขภาพ เสริมสร้างความเข้มแข็งครอบครัวและชุมชน ผ่านนโยบายสูงวัย พลัส และการศึกษาเท่าเทียมพลัส

4. ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ยกระบบบริหารจัดการน้ำและการรับมือภัยพิบัติ และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2593 หรือ ค.ศ. 2050 ผ่านนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวพลัส

5. การบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐให้เป็น “ราชการทันใจ” ไม่ใช่ “ทำใจ” รวมทั้งแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านนโยบาย AI Plus และThailand Plus

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ตามแผนการคลังระยะปานกลางในระหว่างปี 2570 – 2573 ได้กำหนดกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายของปี 2570 เอาไว้ที่ 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มจากปีที่ก่อนเพียง 7,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 เท่านั้น ในขณะที่รัฐบาลภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เป็นสิทธิตามกฎหมาย หรือ ข้อผูกพัน และสวัสดิการต่าง ๆ ยังคงเพิ่มสูงขึ้นมาก และด้วยข้อจำกัดของงบประมาณในปี 2570 แต่รัฐบาลมีความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาของประเทศ ดังนั้น การใช้จ่ายงบประมาณจะต้องคำนึงถึงหลักความคุ้มค่า (Value for Money) และ หลักงบประมาณฐานศูนย์ หรือ “Zero Base Budgeting” คือ “เราจะไม่คำนึงถึงฐานงบประมาณที่เคยได้รับจัดสรรในปีที่ผ่านมา แต่เราจะเน้นในเรื่องของความจำเป็น และความเหมาะสมของสถานการณ์ความเร่งด่วน รวมทั้งต้องปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และไม่ตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศให้มากที่สุด”

ดังนั้น จึงต้องกำหนด “กฎเหล็ก” ว่า การขอรับงบประมาณเพิ่มจะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของปีที่ผ่านมา และต้องเป็นรายจ่ายลงทุนเท่านั้น รวมทั้งขอให้ทุกหน่วยรับงบประมาณปรับลดคำขอตั้งงบประมาณสำหรับการศึกษาดูงาน และการปรับลดการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ของหน่วยงาน โดยให้เน้นการเช่ามากกว่า หรือหากมีความจำเป็น ขอให้ใช้การลงทุนในรูปแบบของการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตของประเทศไทย (Thailand Future Fund) และเสนอคำขอตั้งงบลงทุนเท่าที่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนเส้นทางคมนาคม ขอให้ได้มุ่งเน้นในการซ่อมบำรุงเส้นทางเดิมมากกว่าการขยายเส้นทางใหม่ โดยเฉพาะในช่วง 1-2 ปีนี้เท่านั้น ไม่ใช่ตลอดไป รวมถึงงบประมาณของกลุ่มจังหวัด ซึ่งขอให้งดการตั้งงบประมาณเพื่อการพัฒนาถนน และแหล่งน้ำ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของพื้นที่ในการดำเนินการ เพราะมีหน่วยงานอื่นที่คอยกำกับดูแลบริหารจัดการสถานการณ์ดังกล่าวนี้อยู่แล้ว สำหรับงบประมาณของจังหวัด ก็จะมีการพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามกฎหมายเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transformation) โดยส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด อาทิ การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือรถยนต์ Hybrid ในภาครัฐ รวมถึงการติดตั้ง Solar Rooftop ในหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานในระยะยาว อีกทั้ง รัฐบาลยังให้ความสำคัญของการรักษาอธิปไตยของประเทศ โดยต้องเสริมความพร้อมด้านความมั่นคงอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้มีความทันสมัยและเพียงพอ ทั้งนี้ ขอให้กองทัพร่วมกับสำนักงบประมาณวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการปกป้องอธิปไตย รักษาเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของชาติ พร้อมขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงบประมาณ ระหว่าง 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ท. เพื่อยกระดับความโปร่งใส ลดการทุจริต และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณของภาครัฐ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...