โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อ ‘หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า’ ช่วย ‘ลุงพงษ์’ ไม่ให้ชีวิตพัง

The Momentum

อัพเดต 31 มี.ค. เวลา 13.25 น. • เผยแพร่ 30 มี.ค. เวลา 10.43 น. • THE MOMENTUM

ลึกเข้าไปในแฟลตหลังหนึ่งในเคหะชุมชนรามอินทรา ซอยกีบหมู ลุงพงษ์-พงษ์ประสิทธิ์ มยุรพงษ์อายุ 77 ปี อดีตพนักงานบริษัทที่ปรึกษาควบคุมบริหารงานก่อสร้าง และปัจจุบันรับหน้าที่เป็น ‘ผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของภาคประชาชน’ ของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

ผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของประชาชนคือ ‘คนกลาง’ ที่ผ่านการอบรมและขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 โดยช่วยเจรจาข้อพิพาททางแพ่งและอาญาบางประเภท โดยสามารถไกล่เกลี่ยข้อพิพาททั้งทางแพ่งและทางอาญาก่อนคดีขึ้นสู่ศาล เพื่อลดภาระงานศาล

ช่วงเวลานี้เมื่อ 10 ปีก่อน หลังจากลุงพงษ์เกษียณ และทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ย ตาของลุงพงษ์เริ่มมองไม่เห็นจากโรค ‘ต้อหิน’

“ตาผมมองไม่เห็นตั้งแต่ประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว ทางโรงพยาบาลตรวจพบว่า เป็นต้อหินทั้ง 2 ข้าง ทำการผ่าตัดต้อหินไปแล้ว แต่หมอไม่ได้แนะนำว่า ถ้าผ่าตัดแล้วจะต้องทำอย่างไรบ้าง

“ผมก็เข้าใจว่าเมื่อผ่าตัดต้อหินแล้วจะหาย แต่มันไม่หาย จนมาตรวจที่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ตาข้างซ้ายก็มองไม่เห็นแล้ว ขณะที่ตาข้างขวาก็ยังมีปัญหาต้อหินต่อไป”

ปัจจุบันตาลุงพงษ์มีปัญหาทั้ง 2 ข้าง ตาข้างซ้ายบอดสนิท ขณะที่ตาข้างขวามองเห็นเลือนราง รู้ตัวอีกทีตาขวาก็เหลือความสามารถในการมองเห็นเพียง 5% แม้โรงพยาบาลจะส่งลุงพงษ์ไปต่อท่อน้ำตาของผู้ที่บริจาคดวงตา ทว่าก็ไม่สามารถรักษาได้

“ผมคุยกับคุณ ผมเห็นรูปร่างนะ แต่หน้าตาไม่เห็น” ลุงพงษ์บอกกับเรา

ลุงพงษ์เข้ารับการผ่าตัดต้อหินตั้งแต่ยังไม่มีสิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรค โดยในตอนนั้นต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง

“สมัยก่อนต้องจ่ายเงินเอง ผ่าต้อหินข้างละ 2 หมื่นกว่าบาท”

แต่เมื่อมีสิทธิบัตรทอง 30 บาทเข้ามา ส่งผลให้ลุงพงษ์สามารถเข้ารับการรักษาได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

เพราะ ‘สิทธิบัตรทอง’ หรือหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่รู้จักกันในชื่อ ‘สิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรค’ เป็นหนึ่งในสวัสดิการด้านสุขภาพที่ช่วยให้คนไทยสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ฟรี ซึ่งครอบคลุมทั้งการรักษาโรคทั่วไป เจ็บป่วยเล็กน้อย ไปจนถึงโรคเรื้อรัง ต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง และโรคที่มีความซับซ้อนสูง

จากการผ่าตัดต้อหินที่ต้องเสียเงินหลายหมื่นบาท คงเหลือเพียง 30 บาท เป็นเงินที่ผู้สูงอายุ ไม่มีงานทำ และเข้าขั้นเป็นคนพิการอย่างเขา พอจะใช้ชีวิตได้อย่างไม่ต้องห่วงภาระค่าใช้จ่ายเรื่องนี้

นอกจากต้อหินแล้ว ลุงพงษ์ยังมีโรคประจำตัวอีกหลายโรค ทั้งซึมเศร้า กล้ามเนื้อหัวใจ เกาต์ โรคไตวายเรื้อรัง รวมถึงเรื่องปัญหาตาพร่ามัวมองไม่เห็น

โรคพวกนี้ไม่ได้เป็นเพียงโรคประจำตัวของลุงพงษ์ แต่เป็นโรคที่คนไทย และผู้สูงอายุอีกหลายคนในประเทศนี้ต่างก็เผชิญอยู่

แต่สุดท้ายมีหลังพิงที่ชื่อ ‘หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า’ ช่วยเหลือไว้ ทำให้โรคเหล่านี้ไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่ต้นทางคือตรวจวินิจฉัย พบแพทย์ รับยา และรักษาต่อเนื่อง

“ตอนหลังมีบัตรทองก็ดีมากเลย ไม่ต้องเสียเงิน ผ่าตัดต้อกระจกทั้ง 2 ข้างก็ไม่เสีย

“ตอนนี้รายได้ผมไม่มีแล้ว บัตรคนพิการได้ 800 บาท เบี้ยผู้สูงอายุ 700 บาท ก็อยู่กันแค่นั้น” ลุงพงษ์บอกกับเรา

ลุงพงษ์ใช้ชีวิตคู่อยู่กับป้าวรรณ-วรรณศรี มยุรพงษ์ อายุ 63 ปี ป้าวรรณเปิดร้านขายอาหารที่ซุ้มเล็กๆ อยู่ในเคหะตั้งแต่ที่เคหะแห่งนี้สร้างใหม่ๆ จนถึงตอนนี้ก็ 20 กว่าปีแล้ว

“ตายายก็ดูแลกันแค่นี้ ป้าก็มีอีกหน้าที่คือ พาคุณลุงไปหาหมอ แต่ก่อนแกไปเองได้ แต่ตอนนี้ต้องพาแกไป”

ป้าวรรณพาลุงพงษ์กระเตงขึ้นรถสาธารณะ จากจุดอับด้านขนส่งสาธารณะที่สุดในกรุงเทพฯ อย่างถนนสุเหร่าคลองหนึ่งขึ้นรถสองแถวออกไปโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ริมถนนรามอินทรา กม.10

แน่นอนว่ารถสองแถวไม่สะดวกเท่าไรนัก สำหรับผู้สูงอายุ 2 คนที่จะขึ้นรถกันไปหาหมอตามที่หมอนัด

ถึงตรงนี้ สปสช.ยังอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้สิทธิบัตรทองที่มีความยากลำบากในการเดินทางไปหาหมอตามนัด มีโครงการรับส่งผู้ป่วยไปหาหมอ โดยดำเนินการในรูปแบบของกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่นที่ทำร่วมกับ อบต. เทศบาล และกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่มีการนำร่องดำเนินการโดยมูลนิธิเส้นด้าย ซึ่งเป็นอีกตัวช่วยที่ทำให้การเดินทางไปโรงพยาบาลของลุงพงษ์และป้าวรรณสะดวกขึ้น

ไม่นานมานี้ สปสช.ร่วมกับ กทม.และมูลนิธิเส้นด้าย ทำโครงการ ‘รับส่งปลอดภัยได้ (ใจ) ผู้ใช้บริการ’ เป็นการจัดหารถ Car Sharing ช่วยให้ผู้ป่วย ผู้ทุพพลภาพ สามารถเดินทางไปรักษายังโรงพยาบาล ไปตามนัดแพทย์ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยผู้ใช้สิทธิบัตรทองสามารถโทรศัพท์มายังหมายเลข 1330 ของ สปสช. เพื่อแจ้งเจ้าหน้าที่ กำหนดวันนัดหมาย เพื่อให้เครือข่ายจิตอาสาทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน ก่อนถึงนัดพบแพทย์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่จัดคิวต่อไป

ขณะเดียวกัน มูลนิธิเส้นด้ายยังมี ‘รถเส้นด้าย’ ของมูลนิธิเอง เพื่อให้บริการรับส่งผู้ที่ต้องการไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล แต่เดินทางไม่สะดวกหรือขาดแคลนทุนทรัพย์

“ซึ่งก็ประหยัดไปได้เยอะ ปกติต้องนั่งแท็กซี่ไป เพราะรถสองแถวไม่มี มอเตอร์ไซค์ก็อันตราย ส่วนแท็กซี่ ถ้ารถติด ต้องออกจากบ้านแต่เช้า หมอนัด 8-9 โมงต้องออกตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง จริงๆ จากนี่ไปโรงพยาบาลนพรัตนฯ ก็ไม่กี่กิโลฯ แต่ตอนเช้ารถติดมาก”

สำหรับลุงพงษ์และป้าวรรณแล้วอาจพูดได้ว่า สิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรคทำให้สะดวกใจในการไปตรวจสุขภาพมากขึ้น ช่วยลดความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายเนื่องจากได้รับความคุ้มครอง อีกทั้งยังสามารถเดินทางไปโรงพยาบาลได้สะดวกขึ้น ผ่านความช่วยเหลือของมูลนิธิเส้นด้าย

จากแฟลตเล็กๆ ในซอยกีบหมู ชีวิตของลุงพงษ์อาจไม่ได้เปลี่ยนไปในแง่ของรายได้ หรือความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันมากนัก แต่สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญคือ ‘ความมั่นคง’ ในการมีชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี

เพราะโจทย์ของระบบสุขภาพ ไม่ใช่เพียงแค่ ‘รักษา’ อีกต่อไป แต่คือการขยายบริการตั้งแต่คัดกรอง เดินทางไปพบแพทย์ และรับยา

เพราะสำหรับใครอีกหลายคน นี่อาจไม่ใช่แค่สิทธิ แต่คือ ‘โอกาสในการมีชีวิตต่อ’ ที่ทำให้พวกเขายังมีวันพรุ่งนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...