‘หุ้นไทย’ วันนี้ แนวโน้มในกรอบ 1,385–1,415 จุด จับตาสงครามตะวันออกกลาง-ผลประชุมเฟด
บล.กสิกรไทยประเมิน SET วันนี้แกว่งในกรอบ 1,385–1,415 จุด น้ำมันสหรัฐทะลุ $100/บาร์เรล หลังทรัมป์โจมตีโครงสร้างส่งออกน้ำมันอิหร่าน แนะนำ MTC และ CK
Theme การลงทุนสัปดาห์นี้: จับตาสงครามตะวันออกกลาง กำหนดทิศทาง SET และราคาน้ำมัน
ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index สัปดาห์นี้ที่ 1,385–1,465 จุด โดยปัจจัยหลักที่ต้องติดตามยังคงเป็น ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับอิหร่าน ซึ่งตลาดให้น้ำหนักกับ 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
ประเด็นแรก คือ ระดับความรุนแรงของการสู้รบ ว่าจะยังจำกัดวงอยู่เพียงบางพื้นที่ หรือมีความเสี่ยงลุกลามเป็นสงครามภูมิภาค
ประเด็นที่สอง คือ ผลกระทบจากการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ว่าจะกระทบต่อการผลิตและการขนส่งพลังงานโลกยาวนานเพียงใด ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางตลาดการเงินและตลาดทุนในระยะสั้นถึงกลาง
เรามองว่า การสู้รบน่าจะยังดำเนินต่อ แต่ความรุนแรงมีแนวโน้มอยู่ในวงจำกัด อย่างไรก็ตาม หากอิหร่านยังสามารถควบคุมช่องแคบฮอร์มุซได้ ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง และจะทำให้การฟื้นตัวของตลาดหุ้นเป็นไปอย่างจำกัด
มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับ สมมติฐานที่ 1 และ 2 ของเรา ที่ประเมินว่า ราคาน้ำมันในช่วงพีคจากความขัดแย้งจะเคลื่อนไหวในกรอบ 80–100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และมีค่าเฉลี่ยทั้งปีที่ 65–80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ภายใต้กรอบดังกล่าว SET Index มีแนวโน้มเคลื่อนไหวที่ 1,385–1,480 จุด หรือมีค่ากลางแถว 1,430–1,435 จุด
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของสัปดาห์นี้ คือ การประชุม FOMC ในคืนวันพุธ โดยตลาดคาดว่าเฟดจะ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.75% แต่สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือ ถ้อยแถลงของ Jerome Powell ต่อผลกระทบของสงครามตะวันออกกลางที่อาจมีต่อ แนวโน้ม GDP และเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในระยะถัดไป รวมถึงการเปิดเผย ตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจและ Dot Plot ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางกระแสเงินทุนและสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก
แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้
SET Index ปิดล่าสุดที่ 1,409.35 จุด ลดลง 0.07% จากสัปดาห์ก่อน โดยแรงกดดันหลักมาจากหุ้นในกลุ่ม วัสดุก่อสร้าง สื่อ และของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์
สำหรับวันนี้ ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีที่ 1,385–1,415 จุด โดยในระยะสั้นตลาดยังมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังราคาน้ำมันดิบสหรัฐพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความเสี่ยงที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อาจพิจารณาโจมตีโครงสร้างพื้นฐานการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน
หุ้นเด่นแนะนำ: MTC และ CK
ประเด็นสำคัญที่มีผลต่อการลงทุน
1) น้ำมันพุ่งเหนือ 100 ดอลลาร์ หนุนหุ้นพลังงานต้นน้ำ
ราคาน้ำมันดิบสหรัฐปรับขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังมีรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาโจมตีโครงสร้างพื้นฐานการส่งออกน้ำมันของอิหร่านที่ เกาะ Kharg ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันมากกว่า 90% ของประเทศ
ล่าสุด WTI อยู่ที่ 101.32 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ Brent อยู่ที่ 106.17 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันจนส่งผลให้การขนส่งหยุดชะงัก
หากมีการโจมตีคลังส่งออกน้ำมันจริง อุปทานน้ำมันอิหร่านราว 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน อาจหายไปจากตลาด และอาจกระตุ้นการตอบโต้ที่รุนแรงขึ้นจากอิหร่าน
มุมมองการลงทุน: บวกต่อ PTTEP
2) ยูเครนโจมตีโครงสร้างพลังงานรัสเซีย หนุนค่าการกลั่น
รัสเซียเปิดเผยว่า ยูเครนใช้โดรนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและท่าเรือในภูมิภาค ครัสโนดาร์ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ที่โรงกลั่นน้ำมัน Afipsky และสร้างความเสียหายแก่ท่าเรือ คัฟคาซ ใกล้ช่องแคบเคิร์ช มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย แต่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต
เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนการโจมตีตอบโต้ระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังต่อเนื่อง โดยยูเครนเพิ่มน้ำหนักการโจมตีต่อเป้าหมายด้านพลังงาน คลังเชื้อเพลิง และโครงสร้างโลจิสติกส์ เพื่อกดดันศักยภาพทางทหารและรายได้จากพลังงานของรัสเซีย
มุมมองการลงทุน: บวกต่อ BCP, TOP, SPRC จากแนวโน้ม GRM ที่ปรับตัวดีขึ้น
3) สหรัฐถอนร่างคุมส่งออกชิป AI หนุนจิตวิทยาหุ้นเทค
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ถอนร่างกฎควบคุมการส่งออกชิป AI ขั้นสูงไปต่างประเทศ อย่างกะทันหัน โดยไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นทางการ ทั้งที่กฎดังกล่าวเคยถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์จำกัดการกระจายเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงทั่วโลก
ในระยะสั้น ประเด็นนี้ถือเป็นบวกต่อผู้ผลิตชิปรายใหญ่ เช่น Nvidia และ AMD ที่ก่อนหน้านี้เผชิญข้อกำหนดด้านใบอนุญาตส่งออกที่เข้มงวด
มุมมองการลงทุน: เป็นบวกเชิงจิตวิทยาต่อ DELTA
4) ต่างชาติลงทุนในไทยเร่งตัว หนุนหุ้นนิคมฯ
ช่วง 2 เดือนแรกของปี 2026 ไทยอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 243 ราย มูลค่ารวม 64,429 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 34% YoY ในแง่จำนวนธุรกิจ และ 83% YoY ในแง่มูลค่าการลงทุน
นักลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฮ่องกง ขณะที่การลงทุนส่วนใหญ่เกิดผ่าน BOI ในอุตสาหกรรมอนาคต เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด
นอกจากนี้ พื้นที่ EEC ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้ 81 ราย หรือคิดเป็น 33% ของทั้งหมด มูลค่าการลงทุนรวม 29,826 ล้านบาท สะท้อนบทบาทของไทยในฐานะฐานการผลิตและการลงทุนสำคัญของภูมิภาค
มุมมองการลงทุน: บวกเชิงจิตวิทยาต่อ WHA, AMATA, ROJNA, PIN
5) สงครามตะวันออกกลางเริ่มกระทบท่องเที่ยวไทย
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มส่งผลต่อภาคท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะในจังหวัด พังงา และพื้นที่ เขาหลัก หลังหลายสายการบินยกเลิกหรือปรับเส้นทางบินที่ผ่านตะวันออกกลาง ทำให้ต้นทุนการเดินทางเพิ่มขึ้นมากกว่า 20%
ผลกระทบดังกล่าวทำให้นักท่องเที่ยวชาวยุโรปเลื่อนการเข้าพักมากกว่า 20% และมีนักท่องเที่ยวตกค้างกว่า 3,000 คน จากการยกเลิกเที่ยวบิน ขณะที่จังหวัดพังงาพึ่งพาตลาดยุโรปสูงกว่า 90%
มุมมองการลงทุน: ลบต่อกลุ่มท่องเที่ยว โดยเฉพาะ CENTEL, SHR
Daily Picks
MTC
ราคาพื้นฐาน 43.10 บาท
เรามีมุมมองเชิงบวกต่อ MTC จากแนวโน้มการเติบโตในปี 2026 โดยคาดว่าสินเชื่อจะเติบโตที่ระดับ 10–15% หนุนจากการเพิ่มยอดสินเชื่อต่อสาขาจากระดับ 22–23 ล้านบาทต่อสาขา ไปสู่ 25–30 ล้านบาทต่อสาขา ในอนาคต
แม้บริษัทจะชะลอการขยายสาขาลง จากเดิม 600 สาขาต่อไตรมาส เหลือ 300–400 สาขาต่อไตรมาส แต่ยังสะท้อนการเติบโตที่มีคุณภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ ประเมินว่า Credit cost มีโอกาสลดลง จากคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น โดย NPL และ Stage 2 ลดลงมาอยู่ที่ 2.5% และ 7.3% ตามลำดับ ขณะที่ Coverage ratio ยังอยู่ในระดับเพียงพอที่ราว 143%
อีกทั้งต้นทุนทางการเงินมีแนวโน้มลดลง จากการทยอย refinance หุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในปี 2026 ราว 2.8 หมื่นล้านบาท ภายใต้อันดับเครดิตระดับ A- ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ต้นทุนทางการเงินลดลงได้ราว 10–20 bps
CK
ราคาพื้นฐาน 21.91 บาท
เรามีมุมมองเชิงบวกต่อ CK จากความคาดหวังว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะแล้วเสร็จภายในช่วง พฤษภาคม–มิถุนายน ซึ่งจะช่วยให้สามารถผ่านร่างงบประมาณปี 2569/70 ได้ตามแผน และเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรขาขึ้นของงานภาครัฐในช่วงครึ่งหลังของปี คล้ายกับช่วงปี 2016–2017
สำหรับปี 2026–2028 เราคาดว่ารายได้ของ CK จะยืนเหนือระดับ 4 หมื่นล้านบาทต่อปี ต่อเนื่องในช่วง 4–5 ปีข้างหน้า โดยมี GPM อยู่ที่ระดับ 7–8%
ขณะที่เหตุการณ์ดินถล่มและหลุมยุบจากโครงการก่อสร้างสายสีม่วง คาดว่าจะไม่กระทบต่อ GPM อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การแข่งขันในอุตสาหกรรมมีแนวโน้มลดลง จากจำนวนงานภาครัฐที่จะทยอยออกมามากขึ้น และการที่คู่แข่งอย่าง ITD ถูกขึ้นบัญชีดำ
โครงการสำคัญที่ต้องติดตามในปีนี้ ได้แก่
รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟส 2, Motorway M5 และ M9
ปฏิทินเศรษฐกิจสัปดาห์นี้
วันจันทร์
ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจจีน ได้แก่
- ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือน ม.ค.-ก.พ. ตลาดคาด +5.0% YoY จากครั้งก่อน +5.9%
- ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือน ม.ค.-ก.พ. ตลาดคาด +2.1% YoY จากครั้งก่อน +3.7%
- อัตราการว่างงานจีน เดือน ก.พ. ตลาดคาด 5.1% ทรงตัวจากเดือนก่อน
วันอังคาร
ติดตามตัวเลขสหรัฐฯ ได้แก่
- US ADP Employment Change เทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า 1.55 หมื่นตำแหน่ง
- API Crude Oil Stock Change เทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า -1.7 ล้านบาร์เรล
วันพุธ
ติดตามข้อมูลสำคัญจากยุโรปและสหรัฐฯ ได้แก่
- EU CPI เดือน ก.พ. ตลาดคาด +1.9% YoY
- EU Core CPI ตลาดคาด +2.4% YoY
- US PPI เดือน ก.พ. เทียบกับครั้งก่อน +2.90% YoY
- US Factory Orders เดือน ก.พ. เทียบกับครั้งก่อน -0.7% MoM
- ผลการประชุม FOMC ตลาดคาดเฟดคงดอกเบี้ยที่ 3.50%–3.75% พร้อมเผย FOMC Economic Projections
วันพฤหัสบดี
ติดตามผลประชุมธนาคารกลางหลัก ได้แก่
- BoJ ตลาดคาดคงดอกเบี้ยที่ 0.75%
- ECB ตลาดคาดคงอัตราดอกเบี้ยจากการประชุมครั้งก่อน
- Initial Jobless Claims ตลาดคาด 2.13 แสนตำแหน่ง
วันศุกร์
ติดตามอัตราดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดีของจีน
- 1-Year Loan Prime Rate คาดที่ 3.0%
- 5-Year Loan Prime Rate คาดที่ 3.5%