โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

‘หุ้นไทย’ วันนี้ แนวโน้มในกรอบ 1,385–1,415 จุด จับตาสงครามตะวันออกกลาง-ผลประชุมเฟด

Businesstoday

อัพเดต 16 มี.ค. เวลา 09.51 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. เวลา 02.51 น. • Businesstoday

บล.กสิกรไทยประเมิน SET วันนี้แกว่งในกรอบ 1,385–1,415 จุด น้ำมันสหรัฐทะลุ $100/บาร์เรล หลังทรัมป์โจมตีโครงสร้างส่งออกน้ำมันอิหร่าน แนะนำ MTC และ CK

Theme การลงทุนสัปดาห์นี้: จับตาสงครามตะวันออกกลาง กำหนดทิศทาง SET และราคาน้ำมัน

ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index สัปดาห์นี้ที่ 1,385–1,465 จุด โดยปัจจัยหลักที่ต้องติดตามยังคงเป็น ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับอิหร่าน ซึ่งตลาดให้น้ำหนักกับ 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

ประเด็นแรก คือ ระดับความรุนแรงของการสู้รบ ว่าจะยังจำกัดวงอยู่เพียงบางพื้นที่ หรือมีความเสี่ยงลุกลามเป็นสงครามภูมิภาค

ประเด็นที่สอง คือ ผลกระทบจากการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ว่าจะกระทบต่อการผลิตและการขนส่งพลังงานโลกยาวนานเพียงใด ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางตลาดการเงินและตลาดทุนในระยะสั้นถึงกลาง

เรามองว่า การสู้รบน่าจะยังดำเนินต่อ แต่ความรุนแรงมีแนวโน้มอยู่ในวงจำกัด อย่างไรก็ตาม หากอิหร่านยังสามารถควบคุมช่องแคบฮอร์มุซได้ ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง และจะทำให้การฟื้นตัวของตลาดหุ้นเป็นไปอย่างจำกัด

มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับ สมมติฐานที่ 1 และ 2 ของเรา ที่ประเมินว่า ราคาน้ำมันในช่วงพีคจากความขัดแย้งจะเคลื่อนไหวในกรอบ 80–100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และมีค่าเฉลี่ยทั้งปีที่ 65–80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ภายใต้กรอบดังกล่าว SET Index มีแนวโน้มเคลื่อนไหวที่ 1,385–1,480 จุด หรือมีค่ากลางแถว 1,430–1,435 จุด

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของสัปดาห์นี้ คือ การประชุม FOMC ในคืนวันพุธ โดยตลาดคาดว่าเฟดจะ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.75% แต่สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือ ถ้อยแถลงของ Jerome Powell ต่อผลกระทบของสงครามตะวันออกกลางที่อาจมีต่อ แนวโน้ม GDP และเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในระยะถัดไป รวมถึงการเปิดเผย ตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจและ Dot Plot ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางกระแสเงินทุนและสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้

SET Index ปิดล่าสุดที่ 1,409.35 จุด ลดลง 0.07% จากสัปดาห์ก่อน โดยแรงกดดันหลักมาจากหุ้นในกลุ่ม วัสดุก่อสร้าง สื่อ และของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์

สำหรับวันนี้ ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีที่ 1,385–1,415 จุด โดยในระยะสั้นตลาดยังมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังราคาน้ำมันดิบสหรัฐพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความเสี่ยงที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อาจพิจารณาโจมตีโครงสร้างพื้นฐานการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน

หุ้นเด่นแนะนำ: MTC และ CK

ประเด็นสำคัญที่มีผลต่อการลงทุน

1) น้ำมันพุ่งเหนือ 100 ดอลลาร์ หนุนหุ้นพลังงานต้นน้ำ

ราคาน้ำมันดิบสหรัฐปรับขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังมีรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาโจมตีโครงสร้างพื้นฐานการส่งออกน้ำมันของอิหร่านที่ เกาะ Kharg ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันมากกว่า 90% ของประเทศ

ล่าสุด WTI อยู่ที่ 101.32 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ Brent อยู่ที่ 106.17 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันจนส่งผลให้การขนส่งหยุดชะงัก

หากมีการโจมตีคลังส่งออกน้ำมันจริง อุปทานน้ำมันอิหร่านราว 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน อาจหายไปจากตลาด และอาจกระตุ้นการตอบโต้ที่รุนแรงขึ้นจากอิหร่าน

มุมมองการลงทุน: บวกต่อ PTTEP

2) ยูเครนโจมตีโครงสร้างพลังงานรัสเซีย หนุนค่าการกลั่น

รัสเซียเปิดเผยว่า ยูเครนใช้โดรนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและท่าเรือในภูมิภาค ครัสโนดาร์ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ที่โรงกลั่นน้ำมัน Afipsky และสร้างความเสียหายแก่ท่าเรือ คัฟคาซ ใกล้ช่องแคบเคิร์ช มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย แต่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนการโจมตีตอบโต้ระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังต่อเนื่อง โดยยูเครนเพิ่มน้ำหนักการโจมตีต่อเป้าหมายด้านพลังงาน คลังเชื้อเพลิง และโครงสร้างโลจิสติกส์ เพื่อกดดันศักยภาพทางทหารและรายได้จากพลังงานของรัสเซีย

มุมมองการลงทุน: บวกต่อ BCP, TOP, SPRC จากแนวโน้ม GRM ที่ปรับตัวดีขึ้น

3) สหรัฐถอนร่างคุมส่งออกชิป AI หนุนจิตวิทยาหุ้นเทค

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ถอนร่างกฎควบคุมการส่งออกชิป AI ขั้นสูงไปต่างประเทศ อย่างกะทันหัน โดยไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นทางการ ทั้งที่กฎดังกล่าวเคยถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์จำกัดการกระจายเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงทั่วโลก

ในระยะสั้น ประเด็นนี้ถือเป็นบวกต่อผู้ผลิตชิปรายใหญ่ เช่น Nvidia และ AMD ที่ก่อนหน้านี้เผชิญข้อกำหนดด้านใบอนุญาตส่งออกที่เข้มงวด

มุมมองการลงทุน: เป็นบวกเชิงจิตวิทยาต่อ DELTA

4) ต่างชาติลงทุนในไทยเร่งตัว หนุนหุ้นนิคมฯ

ช่วง 2 เดือนแรกของปี 2026 ไทยอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 243 ราย มูลค่ารวม 64,429 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 34% YoY ในแง่จำนวนธุรกิจ และ 83% YoY ในแง่มูลค่าการลงทุน

นักลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฮ่องกง ขณะที่การลงทุนส่วนใหญ่เกิดผ่าน BOI ในอุตสาหกรรมอนาคต เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด

นอกจากนี้ พื้นที่ EEC ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้ 81 ราย หรือคิดเป็น 33% ของทั้งหมด มูลค่าการลงทุนรวม 29,826 ล้านบาท สะท้อนบทบาทของไทยในฐานะฐานการผลิตและการลงทุนสำคัญของภูมิภาค

มุมมองการลงทุน: บวกเชิงจิตวิทยาต่อ WHA, AMATA, ROJNA, PIN

5) สงครามตะวันออกกลางเริ่มกระทบท่องเที่ยวไทย

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มส่งผลต่อภาคท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะในจังหวัด พังงา และพื้นที่ เขาหลัก หลังหลายสายการบินยกเลิกหรือปรับเส้นทางบินที่ผ่านตะวันออกกลาง ทำให้ต้นทุนการเดินทางเพิ่มขึ้นมากกว่า 20%

ผลกระทบดังกล่าวทำให้นักท่องเที่ยวชาวยุโรปเลื่อนการเข้าพักมากกว่า 20% และมีนักท่องเที่ยวตกค้างกว่า 3,000 คน จากการยกเลิกเที่ยวบิน ขณะที่จังหวัดพังงาพึ่งพาตลาดยุโรปสูงกว่า 90%

มุมมองการลงทุน: ลบต่อกลุ่มท่องเที่ยว โดยเฉพาะ CENTEL, SHR

Daily Picks

MTC

ราคาพื้นฐาน 43.10 บาท

เรามีมุมมองเชิงบวกต่อ MTC จากแนวโน้มการเติบโตในปี 2026 โดยคาดว่าสินเชื่อจะเติบโตที่ระดับ 10–15% หนุนจากการเพิ่มยอดสินเชื่อต่อสาขาจากระดับ 22–23 ล้านบาทต่อสาขา ไปสู่ 25–30 ล้านบาทต่อสาขา ในอนาคต

แม้บริษัทจะชะลอการขยายสาขาลง จากเดิม 600 สาขาต่อไตรมาส เหลือ 300–400 สาขาต่อไตรมาส แต่ยังสะท้อนการเติบโตที่มีคุณภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ประเมินว่า Credit cost มีโอกาสลดลง จากคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น โดย NPL และ Stage 2 ลดลงมาอยู่ที่ 2.5% และ 7.3% ตามลำดับ ขณะที่ Coverage ratio ยังอยู่ในระดับเพียงพอที่ราว 143%

อีกทั้งต้นทุนทางการเงินมีแนวโน้มลดลง จากการทยอย refinance หุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในปี 2026 ราว 2.8 หมื่นล้านบาท ภายใต้อันดับเครดิตระดับ A- ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ต้นทุนทางการเงินลดลงได้ราว 10–20 bps

CK

ราคาพื้นฐาน 21.91 บาท

เรามีมุมมองเชิงบวกต่อ CK จากความคาดหวังว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะแล้วเสร็จภายในช่วง พฤษภาคม–มิถุนายน ซึ่งจะช่วยให้สามารถผ่านร่างงบประมาณปี 2569/70 ได้ตามแผน และเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรขาขึ้นของงานภาครัฐในช่วงครึ่งหลังของปี คล้ายกับช่วงปี 2016–2017

สำหรับปี 2026–2028 เราคาดว่ารายได้ของ CK จะยืนเหนือระดับ 4 หมื่นล้านบาทต่อปี ต่อเนื่องในช่วง 4–5 ปีข้างหน้า โดยมี GPM อยู่ที่ระดับ 7–8%

ขณะที่เหตุการณ์ดินถล่มและหลุมยุบจากโครงการก่อสร้างสายสีม่วง คาดว่าจะไม่กระทบต่อ GPM อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การแข่งขันในอุตสาหกรรมมีแนวโน้มลดลง จากจำนวนงานภาครัฐที่จะทยอยออกมามากขึ้น และการที่คู่แข่งอย่าง ITD ถูกขึ้นบัญชีดำ

โครงการสำคัญที่ต้องติดตามในปีนี้ ได้แก่
รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟส 2, Motorway M5 และ M9

ปฏิทินเศรษฐกิจสัปดาห์นี้

วันจันทร์

ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจจีน ได้แก่

  • ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือน ม.ค.-ก.พ. ตลาดคาด +5.0% YoY จากครั้งก่อน +5.9%
  • ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือน ม.ค.-ก.พ. ตลาดคาด +2.1% YoY จากครั้งก่อน +3.7%
  • อัตราการว่างงานจีน เดือน ก.พ. ตลาดคาด 5.1% ทรงตัวจากเดือนก่อน

วันอังคาร

ติดตามตัวเลขสหรัฐฯ ได้แก่

  • US ADP Employment Change เทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า 1.55 หมื่นตำแหน่ง
  • API Crude Oil Stock Change เทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า -1.7 ล้านบาร์เรล

วันพุธ

ติดตามข้อมูลสำคัญจากยุโรปและสหรัฐฯ ได้แก่

  • EU CPI เดือน ก.พ. ตลาดคาด +1.9% YoY
  • EU Core CPI ตลาดคาด +2.4% YoY
  • US PPI เดือน ก.พ. เทียบกับครั้งก่อน +2.90% YoY
  • US Factory Orders เดือน ก.พ. เทียบกับครั้งก่อน -0.7% MoM
  • ผลการประชุม FOMC ตลาดคาดเฟดคงดอกเบี้ยที่ 3.50%–3.75% พร้อมเผย FOMC Economic Projections

วันพฤหัสบดี

ติดตามผลประชุมธนาคารกลางหลัก ได้แก่

  • BoJ ตลาดคาดคงดอกเบี้ยที่ 0.75%
  • ECB ตลาดคาดคงอัตราดอกเบี้ยจากการประชุมครั้งก่อน
  • Initial Jobless Claims ตลาดคาด 2.13 แสนตำแหน่ง

วันศุกร์

ติดตามอัตราดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดีของจีน

  • 1-Year Loan Prime Rate คาดที่ 3.0%
  • 5-Year Loan Prime Rate คาดที่ 3.5%
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...