โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ผู้ว่า ธปท. ชี้สงครามอิหร่าน ฉุดจีดีพีเหลือ 1.3-1.7% จ่องัดมาตรการอุ้มลูกหนี้

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 เม.ย. เวลา 09.33 น. • เผยแพร่ 09 เม.ย. เวลา 09.15 น.

ผู้ว่าฯ ธปท.เผย 3 ปัจจัย “ระยะเวลา-ความรุนแรง-การจัดหาวัตถุดิบ” ชี้วัดผลกระทบสงครามอิหร่าน คาดฉุดจีดีพีเหลือ 1.3-1.7% จากเดิม 1.9% เงินเฟ้อเพิ่มเป็น 2.5-3.5% จาก 0.3% ย้ำนโยบายการเงินผ่อนคลายเต็มที่ ระยะสั้นไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย เชื่อไม่มีประโยชน์ ทำลายดีมานด์ พร้อมงัดชุดมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ระบุอยู่ระหว่างพูดคุย พ.ร.ก.ซอฟต์โลน จะใช้หากมีความเหมาะสม

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การประเมินผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นจะอยู่ภายใต้ 3 ปัจจัยคือ 1.ระยะเวลาของสถานการณ์ (Duration) ซึ่งตอนนี้จะดูว่าหากจบภายใน 2 สัปดาห์ตามข้อตกลงหรือไม่ 2.ความรุนแรงของเหตุการณ์ (Intensity) เช่น การทำลายโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน หรือแหล่งน้ำจืด เป็นต้น และ 3.การจัดหาวัตถุดิบที่สำคัญ (Supply Chain) เช่น น้ำมัน และเม็ดพลาสติก ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อต้นทุนและภาคการผลิตของไทย

ทั้งนี้ ภายใต้ 3 ปัจจัย จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อชัด โดย ธปท.ประเมินผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดมากที่สุด (Based Case) เป็น 2 กรณี ระหว่าง 14 วัน และไตรมาสที่ 2/2569 โดยอัตราการเติบโตจีดีพีอยู่ที่ 1.3-1.7% โดยกรณี 1.สถานการณ์จะจบภายใน 14 วัน หรือ 2 สัปดาห์ จีดีพีขยายตัวอยู่ที่ 1.7% อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.5% และ 2.หากสถานการณ์ยืดเยื้อจบภายในเดือนมิถุนายน 2569 อัตราการเติบโตจีดีพีอยู่ที่ 1.3% อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3.5% โดยราคาน้ำมันจะวิ่งอยู่ระหว่าง 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

“เดิมจีดีพีปีนี้เราให้ไว้ 1.5% แต่จากตัวเลขเดือน ธ.ค. 68 และเดือน ม.ค. 69 ส่งออกยังโตได้ดี เราเลยปรับจีดีพีโต 1.9% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 0.3% ดังนั้น ผลกระทบจากสงครามจะอยู่ที่ 3 ปัจจัยที่กล่าวมา หากจบภายใน 14 วัน จีดีพีก็อยู่ 1.7% แต่จบช้าภายในเดือนหก จีดีพีโต 1.3% ซึ่งยังไม่รวมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ หากสถานการณ์ลากยาวถึงสิ้นปี จีดีพีจะต่ำกว่า 1% หรือสูงกว่า 1% ก็ขึ้นกับ 3 ปัจจัย”

สำหรับนโยบายการเงินยังคงผ่อนคลายเต็มที่ และในระยะสั้นจะไม่ได้ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ เนื่องจากเงินเฟ้อในปัจจุบันเกิดจากปัจจัยด้านอุปทาน (Supply-side) คือราคาน้ำมันและวัตถุดิบที่สูงขึ้น ไม่ได้เกิดจากความต้องการซื้อที่ล้นเกิน การขึ้นดอกเบี้ยในตอนนี้จะกลายเป็นการทำลายอุปสงค์ (Demand) และซ้ำเติมเศรษฐกิจ โดยที่ไม่ได้ช่วยให้เงินเฟ้อลดลงแต่อย่างใด

“การขึ้นดอกเบี้ยตอนนี้ไม่มีประโยชน์ที่จะทำลายดีมานด์ จึงต้องดูเงินเฟ้อระยะกลางและยาวก็ว่ากันอีกที ซึ่งตอนนี้เทรนธนาคารกลางทั่วโลกดอกเบี้ยมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยและคงดอกเบี้ย ซึ่งประเทศเราอยู่ทาร์เกตเงินเฟ้อ เช่น จีน และฝรั่งเศส หรือกลุ่มที่เหนือเงินเฟ้ออยู่เหนือทาร์เกต เช่น สหรัฐ อย่างไรก็ดี เราดูทั้งเรื่องของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ เพราะเศรษฐกิจพังก็ไม่ดี ซึ่งเงินเฟ้อยังเป็น Mandate ของเรา“

อย่างไรก็ดี หากเทียบวิกฤตสงครามอิหร่านกับวิกฤตระบาดโควิด-19 ไม่เหมือนกัน เนื่องจากโควิด-19 มีการปิดประเทศ รายได้เป็นศูนย์ และเปิดประเทศรายได้ทยอยกลับมา หากดูสงครามครั้งนี้จะเห็นว่าธุรกิจยังดำเนินการได้ แต่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ค่าครองชีพสูง ต้นทุนปรับขึ้น ดังนั้น ผลกระทบมีความแตกต่างกัน ซึ่งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก คือกลุ่มที่มีการพึ่งพาพลังงานสูง เช่น ธุรกิจเอสเอ็มอี คนค้าขาย ส่วนกลุ่มมนุษย์เงินเดือนและรายได้สูงจะกระทบน้อยกว่า

ดังนั้น มาตรการช่วยเหลือผูัที่ได้รับผลกระทบจะมีการออกมาเป็นชุด ๆ ตามความจำเป็นและสถานการณ์ ซึ่งล่าสุดได้ขอความร่วมมือกับสถาบันการเงินในเรื่องของช่วยลดค่างวดเดิม ลดดอกเบี้ย หรือชำระแค่ดอกเบี้ย รวมถึงเติมสภาพคล่องใหม่

โดยเพิ่มเติมเรื่องของการพิจารณาให้สินเชื่อเพิ่มเติมแก่ SMEs ที่มีหลักประกันภายใต้กรอบหลักการ “มีทรัพย์เพิ่ม เติมสภาพคล่อง (SMEs Secure+)” ซึ่งเป็นการผ่อนปรนแนวทางการพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้เป็นการเฉพาะชั่วคราวในช่วง 12 เดือน โดยสามารถพิจารณามูลค่าหลักประกันควบคู่กับกระแสเงินสดของลูกหนี้ได้

นอกจากนี้ ธปท.ยังมีมาตรการที่เตรียมไว้ในมือเป็นเครื่องมือ เช่น มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ ทั้งก่อนและหลังเป็นหนี้เสีย (DR และ TDR) และผ่อนปรนมาตรการชำระขั้นต่ำบัตรเครดิต 8% (Minimun Payment) และการต่ออายุมาตรการสินเชื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ไปอีก 1 ปี รวมถึงอยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมกับรัฐบาล พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ซอฟต์โลน (สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ) หากมีความจำเป็นก็จะเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่จะนำมาช่วยเหลือเรื่องของสภาพคล่อง ส่วนรูปแบบอาจจะมีการพิจารณาตามความเหมาะสม

“วันนี้ยัง Early Stage ที่เราจะออกมาตรการเรื่องของการแก้หนี้ เพราะจะเสียวินัย แต่มาตรการจะออกมาเป็นซีรีส์ ซึ่งตอนนี้ที่มีอยู่ในกระดาน เช่น ดูแลหนี้เดิม เติมสภาพคล่องที่เพิ่งออกไป และมีเรื่อง MinPay เรื่องของ DR-TDR แต่อาจจะยังไปไม่ถึงมาตรการฟ้า-ส้มที่เคยใช้ เราต้องดูตามความเหมาะสมและสถานการณ์“

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ผู้ว่า ธปท. ชี้สงครามอิหร่าน ฉุดจีดีพีเหลือ 1.3-1.7% จ่องัดมาตรการอุ้มลูกหนี้

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...