รายงานเฟดชี้ “ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์-วิกฤติน้ำมัน” ขึ้นแท่นความเสี่ยงสูงสุดต่อเสถียรภาพการเงินโลก
รายงานเฟดชี้ “ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์-วิกฤติน้ำมัน” ขึ้นแท่นความเสี่ยงสูงสุดต่อเสถียรภาพการเงินโลก อาจบีบให้ธนาคารกลางทั่วโลกเดินหน้าคุมเข้มนโยบายการเงินต่อ
วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 03.44 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน และผลกระทบต่อราคาน้ำมันและอุปทานพลังงาน ได้กลายเป็นความเสี่ยงอันดับต้น ๆ ต่อเสถียรภาพทางการเงินโลก ตามรายงานเสถียรภาพการเงิน (Financial Stability Report) ฉบับครึ่งปีของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์
รายงานระบุว่า ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่มองว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เป็นภัยคุกคามอันดับหนึ่งต่อระบบการเงิน โดยมีผู้ตอบถึง 75% ระบุเป็นความกังวลหลัก ขณะที่แรงกระแทกด้านราคาน้ำมันจากสงครามถูกจัดเป็นความเสี่ยงสำคัญโดย 70% ของผู้ตอบแบบสอบถาม
นอกจากนี้ประเด็นปัญญาประดิษฐ์ (AI) และตลาดสินเชื่อเอกชน (Private Credit) ยังถูกยกระดับขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญต่อเสถียรภาพการเงิน โดยมีผู้ตอบประมาณครึ่งหนึ่งมองว่า ทั้งสองปัจจัยอาจสร้างความเปราะบางให้ระบบเศรษฐกิจและตลาดการเงิน
เฟดเตือนว่า หากสงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อ โดยเฉพาะหากเกิดภาวะขาดแคลนสินค้าโภคภัณฑ์และห่วงโซ่อุปทานได้รับผลกระทบ อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นและฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งในสหรัฐและทั่วโลก
รายงานยังระบุว่า ความผันผวนรุนแรงของราคาพลังงานและผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เกี่ยวข้อง อาจสร้างแรงกดดันต่อตลาดการเงิน ขณะที่ผู้ตอบแบบสำรวจหลายรายมองว่า เงินเฟ้อจากวิกฤตราคาพลังงานอาจบีบให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัวก็ตาม
เฟดเตือนว่า “อัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อที่สูงขึ้น อาจส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเงินอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการปรับลดลงของราคาสินทรัพย์”
ความกังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมันและเงินเฟ้อที่กลับมาร้อนแรง สอดคล้องกับมุมมองของเจ้าหน้าที่เฟดหลายคนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังเฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อน และเจ้าหน้าที่หลายรายเริ่มส่งสัญญาณว่า ยังไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ในการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม หากเงินเฟ้อยังคงเร่งตัวและขยายวงกว้าง
ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งขึ้นมากกว่า 50% นับตั้งแต่สหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และยังทรงตัวเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความไม่แน่นอนว่าการเจรจาสันติภาพจะเกิดขึ้นได้หรือไม่
รายงานระบุว่า “แรงกระแทกด้านน้ำมัน” กลายเป็นความเสี่ยงอันดับ 2 ในแบบสำรวจล่าสุดของเฟด หลังจากในรายงานฉบับก่อนเมื่อฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา ยังไม่มีผู้ตอบรายใดกล่าวถึงเลย
ขณะเดียวกันราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2565 และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง โดยล่าสุดเงินเฟ้ออยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟดประมาณ 1 จุดเปอร์เซ็นต์
เจ้าหน้าที่เฟดจำนวนมากกังวลว่า หากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ความเสี่ยงที่ต้นทุนจะส่งผ่านไปยังสินค้าและบริการประเภทอื่น ๆ จะยิ่งเพิ่มขึ้น
ในส่วนของ AI รายงานระบุว่า ผู้ตอบแบบสำรวจเริ่มกังวลว่าการลงทุนด้าน AI กำลังพึ่งพาเงินกู้มากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มระดับหนี้และความเปราะบางในระบบการเงิน อีกทั้งหาก AI ถูกใช้อย่างแพร่หลาย อาจส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานและเพิ่มความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ
ด้าน ตลาด Private Credit รายงานมองภาพรวมแบบระมัดระวังแต่ยังควบคุมได้ โดยระบุว่า ภาคธุรกิจนี้กำลังเผชิญแรงกดดันจากมุมมองเชิงลบของนักลงทุนและคำขอไถ่ถอนเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น แต่จนถึงขณะนี้ ความเสี่ยงยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้
เฟดระบุว่า บริษัทปล่อยสินเชื่อเอกชนขนาดใหญ่ 10 แห่ง ซึ่งถือครองสินทรัพย์ประมาณ 80% ของตลาด ยังมีสภาพคล่องและวงเงินสินเชื่อจากธนาคารเพียงพอรองรับการไถ่ถอนอย่างน้อย 75% หากอัตราการไถ่ถอนอยู่ที่ประมาณ 5%
อย่างไรก็ตาม เฟดย้ำว่า หากกระแสถอนเงินลงทุนและมุมมองเชิงลบยังดำเนินต่อไป อาจทำให้การปล่อยสินเชื่อให้กับผู้กู้บางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ลดลงในอนาคต
อ้างอิง : www.reuters.com