“ไอติม” อัด ครม. ไม่จริงใจกับประชาชน หากไม่สัญญาว่าจะยื่นร่าง รธน. ฉบับใหม่
ไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ อัด ครม. ไม่จริงใจกับประชาชนหลังทำผลประชามติ หากไม่สัญญาว่าจะยื่นร่าง รธน. ฉบับใหม่ ชี้ข้ออ้างแก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อนฟังไม่ขึ้น
นาย พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความเฟซบุ๊กระบุว่า [ หาก ครม. ปล่อยให้ร่าง รธน. เดิมตกไป โดยไม่สัญญาว่าจะยื่นร่าง รธน. ฉบับใหม่เข้ามา แสดงว่า ครม. ไม่จริงใจในการทำตามคำสั่งของประชาชนจากผลประชามติ | หากรัฐบาลเอาปัญหาเศรษฐกิจมาเป็นข้ออ้าง ก็ฟังไม่ค่อยขึ้น เพราะการแก้ปัญหาปากท้อง-รัฐธรรรมนูญทำคู่ขนานกันได้ + การ ออก พ.ร.ก. เงินกู้ ที่เอาเงินเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกัน เพื่อหวังสอดไส้การตีเช็คเปล่าเรื่องโครงการอื่น ก็ไม่ใช่แนวทางที่เอาปากท้องประชาชนเป็นตัวตั้งอยู่ดี ]
เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา ประชาชนทั่วประเทศได้เดินเข้าคูหาเพื่อออกเสียงประชามติ ว่าเขาเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
แม้มีประชาชน 11.2 ล้านคน ที่ลงคะแนน “ไม่เห็นชอบ” (ซึ่งเป็นความเห็นที่เราต้องคำนึงถึงและทำความเข้าใจ) แต่การที่มีประชาชนสูงถึง 21.6 ล้านคน ที่ลงคะแนน “เห็นชอบ” สะท้อนให้เห็นชัด ว่าสังคมมีฉันทามติร่วมกันในระดับหนึ่ง (และในระดับที่กว้างกว่าแค่ผู้สนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง) ว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เป็นรัฐธรรมนูญที่มีปัญหารุนแรงถึงขั้นที่การแก้ไขรายมาตราอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมาหลังจากประชามติ ผมเชื่อว่าสังคมเรามีแต่เห็นถึงปัญหาของรัฐธรรมนูญ 2560 ชัดขึ้นกว่าเดิม เช่น
– กกต. ที่ทำงานอย่างเต็มไปด้วยข้อพิรุธ (เช่น การรายงานผลที่ล่าช้า / การนับคะแนนที่ผิดพลาด / การออกแบบบัตรที่มีบาร์โค้ด) แต่กลับไม่มีช่องทางให้ประชาชนยื่นถอดถอน กกต. ได้
– สตง. ที่ยังไม่มีผู้บริหารแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองหรือรับโทษใดๆ 1 ปี หลังเหตุการณ์ตึกถล่ม โดยมีแต่เพียงการปล่อยมิวสิกวิดีโอเพลงใหม่
– คะแนนความโปร่งใสของประเทศ ที่ตกต่ำสุดในรอบ 10+ ปี จนทำให้นายกฯ “อับอาย” และตอกย้ำชัดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันปราบโกงไม่ได้
– ป.ป.ช. ที่ยกคำร้องและออกแถลงการณ์ฟอกขาวให้กับ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ แม้ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่ามีการซุกหุ้นและการขัดกันแห่งผลประโยชน์
– สว. 130+ คน ที่ถูกกล่าวหากรณีการฮั้ว สว. แต่อาจจะกำลังจะถูกฟอกขาวหรือเป่าคดีในเร็วๆนี้ โดย กกต. ที่ สว. เหล่านี้ เป็นคนรับรองให้เข้ามาเอง
– ประธานสภา (วันนอร์) ที่ใช้อำนาจและดุลพินิจของตนเอง 1 วันก่อนยุบสภา เพื่อปัดตกการเข้าชื่อร้องเรียน ป.ป.ช. ของ สส. ฝ่ายค้าน กรณีคลิปหลุดร่วมกันระหว่าง กรรมการ ป.ป.ช. กับ ประธานวันนอร์ เอง
ในเมื่อผลประชามติออกมาชัดเจนว่าประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเป็นผลที่ต้องผูกมัดทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ในเชิงกระบวนการ ขั้นตอนถัดไปที่ต้องดำเนินการ คือการผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 เกี่ยวกับกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้ผ่านความเห็นชอบ 3 วาระของรัฐสภา
วันนี้ ครม. จึงมี 2 ทางเลือก เพื่อเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ทางเลือกที่ 1 คือการมีมติก่อนวันที่ 14 พ.ค. เพื่อยืนยัน ให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 ทั้ง 2 ฉบับ (1 ฉบับของพรรคภูมิใจไทย / 1 ฉบับของพรรคประชาชน) ที่เคยผ่านวาระ 1 ของรัฐสภามาแล้ว ได้ไปต่อ – หากเป็นเช่นนั้น ทั้ง 2 ร่าง ก็จะต้องถูกพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการ ก่อนถูกเสนอกลับมาที่รัฐสภาในวาระ 2 และ 3
ทางเลือกที่ 2 คือการที่ ครม. ไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 ทั้ง 2 ฉบับ ซึ่งหมายความว่ากระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะไปต่อได้ ต่อเมื่อมีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 เข้ามาใหม่อีกรอบหนึ่ง โดย ครม. สมาชิกรัฐสภา หรือ ภาคประชาชน เพื่อเริ่มพิจารณาในวาระที่ 1
แต่ล่าสุด ดูเหมือนรัฐบาลจะไม่เลือกแม้แต่ทางเลือกเดียว
หาก ครม. ปล่อยให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 ที่ค้างจากรัฐสภาชุดที่แล้ว ตกไป โดยไม่มีคำสัญญาว่า ครม. จะเสนอ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 เข้ามาใหม่หรือไม่เมื่อใด สะท้อนชัดว่ารัฐบาลขาดความจริงใจในเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามคำสั่งของประชาชนจากผลประชามติ
ข้ออ้างของรัฐบาลว่า ครม. ไม่สามารถมีมติยืนยันร่าง รธน. เดิมหรือให้คำสัญญาเรื่องการยื่นร่าง รธน. ใหม่ได้ เพราะต้องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจก่อน เป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น เพราะนอกจากการแก้ปัญหาปากท้องและปัญหารัฐธรรมนูญสามารถทำควบคู่กันได้ (โดยแท้จริงแล้วเป็นปัญหามีความเชื่อมโยงกัน) แต่การที่รัฐบาลตัดสินใจออก พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ที่เอาเงินเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกัน เพื่อหวังสอดไส้การตีเช็คเปล่าเรื่องโครงการด้านการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน ก็สะท้อนชัดว่ารัฐบาลทุกวันนี้ ก็ไม่ได้ดำเนินนโยบายโดยยึดการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนเป็นตัวตั้งอยู่ดี
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง