สงกรานต์ 69 ส่อแววซบเซา! ดีเซลพุ่งทุบสถิติ 50 บาท คนไทยจ่องดเดินทาง–งานรื่นเริง
จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงจนลุกลามสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานทั่วโลก ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกประกาศด่วนแจ้งเตือนประชาชนถึง “วิกฤตพลังงานขั้นรุนแรง” โดยระบุว่าราคาน้ำมันดีเซลในประเทศได้ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 50.54 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นระดับที่ส่งผลกระทบต่อภาคการขนส่งและค่าครองชีพอย่างรุนแรง
เพื่อเป็นการบรรเทาภาวะวิกฤต รัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานราชการเริ่มมาตรการ Work From Home (WFH) ทันที พร้อมทั้งขอความร่วมมือภาคเอกชนให้พิจารณามาตรการเดียวกัน เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงในภาคการเดินทางและประหยัดพลังงานของประเทศในช่วงเวลาวิกฤตนี้
สงกรานต์ส่อแววเงียบเหงา
วิกฤตราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงใกล้เทศกาลวันหยุดยาว ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อบรรยากาศการท่องเที่ยวและประเพณีสงกรานต์ โดยผลสำรวจล่าสุดจาก ดุสิตโพล เปิดเผยว่า ประชาชนกว่า 51% ตัดสินใจ “ปรับแผนงดกิจกรรมรื่นเริง”เนื่องจากกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายและสถานการณ์เศรษฐกิจที่ตึงตัว ขณะที่อีก 39% เลือก “ยกเลิกการเดินทางไกลหรือการกลับภูมิลำเนา” โดยระบุว่าราคาน้ำมันที่แตะระดับ 50 บาท ทำให้ต้นทุนการเดินทางพุ่งสูงจนเกินกว่าจะแบกรับไหว
ภาคธุรกิจหวั่นเงินสะพัดไม่เข้าเป้า
จากเดิมที่คาดการณ์ว่าสงกรานต์ปีนี้จะเป็นปีที่เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างคึกคัก แต่การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและมาตรการขอความร่วมมือประหยัดพลังงาน อาจทำให้เม็ดเงินสะพัดในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและร้านอาหารในต่างจังหวัดลดน้อยลงกว่าที่ประเมินไว้
ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์เงินสะพัดช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ราว 129,649 ล้านบาท ลดลง 3.7% จากปี 2568 ราว 134,631 ล้านบาท รับเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ปี 2566
อีกทั้งผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่าเทศกาลสงกรานต์ปีนี้อาจซบเซาลง โดยประชาชนกว่า 51% มองว่ายังคงสนุกใกล้เคียงเดิม ส่วน 33.1% มองว่าสนุกน้อยลงจากปีก่อน และ 15.1% คาดว่าสนุกมากขึ้น
ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าปีนี้อาจเห็นภาพการ “ฉลองสงกรานต์แบบประหยัด” หรือการเที่ยวใกล้บ้านในเขตปริมณฑลแทนการเดินทางข้ามจังหวัด ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการรายย่อยในท้องถิ่นทั่วประเทศ จึงแนะผู้ประกอบการโรงแรมและร้านอาหารต้องเร่งปรับตัวรุกตลาด “Staycation” และเดลิเวอรี่เพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอดท่ามกลางกำลังซื้อที่หดตัวลงอย่างรุนแรง