The Unbalanced Crisis : ช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก วิกฤตที่ผลกระทบไม่เท่าเทียม
คอลัมน์ : สถานีลงทุนทิสโก้ ผู้เขียน : ธนธัช ศรีสวัสดิ์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้
นับตั้งแต่การร่วมโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐ และอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา ได้จุดชนวนให้โลกต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่อาจนับเป็นหนึ่งในวิกฤตสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดพลังงาน นั่นคือ ภาวะหยุดชะงักงันของช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งถือเป็นเส้นทางคมนาคมทางทะเลที่สำคัญที่สุดของระบบพลังงานโลก
การปิดกั้นการเดินเรือบริเวณดังกล่าว ส่งผลให้ราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันดิบ พุ่งสูงทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากระดับราว 70 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนสงครามปะทุขึ้น
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่แทบไม่มีช่องทางอื่นทดแทน การที่เรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากไม่สามารถเดินทางเข้า-ออกได้ต่อเนื่องยาวนานกว่าสัปดาห์ นับเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และทำให้อุปทานน้ำมันโลกหายไปทันทีกว่า 10-12 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถือเป็นความรุนแรงที่สูงกว่าวิกฤตพลังงานในอดีตอย่างเทียบไม่ติด
สิ่งที่สร้างความแปลกใจให้กับนักวิเคราะห์จำนวนมาก คือท่าทีที่ดูสงบนิ่งเกินคาดของชาติมหาอำนาจฝั่งตะวันตก เมื่อเทียบกับความตื่นตระหนกในช่วงเริ่มต้นสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทั้งที่ผลกระทบจากการปิดเส้นทางยุทธศาสตร์ในครั้งนี้มีนัยต่อระบบพลังงานโลกมากกว่าหลายเท่า
แม้กระทั่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งโดยปกติมักแสดงความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันสูง แต่ในครั้งนี้ มาตรการที่สหรัฐระบุว่าอาจดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นการรับประกันความคุ้มครองการขนส่งน้ำมันโดยหน่วยงานรัฐ หรือการให้กองทัพเรือเข้าคุ้มกันเส้นทางเดินเรือ กลับยังไม่ได้ถูกนำมาใช้จริง สะท้อนท่าทีนิ่งเฉยผิดปกติเมื่อเทียบกับระดับความรุนแรงของสถานการณ์
คำอธิบายสำคัญอาจอยู่ที่โครงสร้างการค้าโลก เนื่องจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซกว่า 80-90% มีปลายทางอยู่ในเอเชีย ขณะที่ยุโรปพึ่งพาเส้นทางทะเลแดงและคลองสุเอซเป็นหลัก ส่วนสหรัฐในฐานะประเทศผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ ก็ลดการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางลงมามาก ทำให้ผลกระทบโดยตรงต่อพลังงานของประเทศพัฒนาแล้วอยู่ในระดับจำกัด
แม้ว่าราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจะกระทบต่อทุกประเทศ แต่ระดับผลกระทบทางเศรษฐกิจกลับไม่เท่ากัน ประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ และยุโรป มีสัดส่วนการพึ่งพาน้ำมันต่อเศรษฐกิจค่อนข้างต่ำ โดยใช้เพียง 0.4-0.7 ล้านบาร์เรลต่อวันต่อ GDP 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ลดลงต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตรงกันข้ามกับประเทศกำลังพัฒนาที่มีสัดส่วนสูงกว่ามากประมาณ 1.0-2.0 ล้านบาร์เรลต่อวันต่อมูลค่าเศรษฐกิจเท่ากัน
หากพิจารณาประเทศไทย ยิ่งเห็นชัดเจนขึ้น เนื่องจากมีสัดส่วนการใช้น้ำมันสูงเกือบ 2.5 ล้านบาร์เรลต่อ GDP 1 ล้านล้านดอลลาร์ สูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายเท่า สะท้อนความอ่อนไหวของเศรษฐกิจไทยต่อภาวะ Oil Price Shock ที่รุนแรงอย่างมาก
ด้วยเหตุนี้ วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซจึงอาจเป็นสัญญาณเตือนครั้งใหญ่สำหรับเอเชีย ซึ่งยังคงพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูง ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติเหลว ปุ๋ย หรือก๊าซฮีเลียม ที่ใช้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เมื่อเกิดวิกฤต ประเทศผู้นำเข้าพลังงานในเอเชียจำนวนมากกลับไม่สามารถปกป้องเส้นทางสำคัญนี้ได้ ขณะที่ผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นก็เกิดขึ้นอย่างไม่สมดุล
โดยประเทศรายได้น้อยมักได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ในทางตรงกันข้าม สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว สถิติในอดีตชี้ว่าราคาน้ำมันที่ระดับ 80-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ
แม้วิกฤตครั้งนี้จะคลี่คลายลงในที่สุด แต่ผลสะเทือนอาจยาวไกลกว่าที่คาด และอาจเปลี่ยนภูมิทัศน์ตลาดพลังงานโลกในระยะยาว ทั้งในมิติของการกักตุนพลังงานเชิงยุทธศาสตร์ และการปรับโครงสร้างระบบพลังงานไปสู่แหล่งที่ “ปลอดภัย” มากขึ้น แม้ต้องแลกกับต้นทุนที่สูงขึ้นก็ตาม
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : The Unbalanced Crisis : ช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก วิกฤตที่ผลกระทบไม่เท่าเทียม
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net